enyxynematryx

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 2: La cienaga

leave a comment »

La ciénaga

ฉากหลังของ La ciénaga คือ ซัลตาจังหวัดทางตอนเหนือของอาร์เจนตินาอันเป็นที่เติบโตของมาร์เท็ล ในระนาบหนึ่งหนังคือเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลางสองครอบครัวได้หวนกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์หลังจากหัวเรือใหญ่คือ เม็คกา(Mecha)(รับบทโดยกราเซียลา บอร์เฆส(Graciela Borges)และทาลี(Tali)(รับบทโดยเมอร์ซีเดส มอแรน(Mercedez Moran)ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันบังเอิญได้พบกันที่โรงพยาบาล เพราะลูกชายคนเล็กของทาลีโดนมีดบาดขา ส่วนเม็คกามาเฝ้าอาการคนรับใช้ที่โดนมีดบาดอกเพราะเมาจนได้เรื่อง อิซาเบล(Isabel – รับบทโดยแอนเดรีย โลเปซ(Andrea Lopez)คือคนรับใช้คนนั้น หนึ่งในบรรดาชนพื้นเมืองที่เม็คกาเอือมระอาแต่ก็จำต้องพึ่งพา เหล่านี้เป็นเหตุเลือดตกยางออกขั้นเบาะๆ ในความเป็นจริงทุกคนต่างมีเรื่องชวนเสียขวัญไม่ก็เสียผู้เสียคนแทบจะถ้วนหน้ากัน แม่ๆ ต่างยกข้อสังเกตมาเทียบเคียงกัน: บุตรชายของทาลิมีฟันงอกออกมาจาก palette ส่วนวาคิน(Joaquin)รับบทโดยดีเอโก บาเอนาส(Diego Baenas) ลูกชายคนเล็กของเม็คกาก็ตาบอด ที่ระวางส่วนหลังของความเป็นไปดังกล่าวมีเบาะแสของปาฏิหาริย์ทอดตัวอยู่จากเสียงรายงานข่าวทางโทรทัศน์ที่มีผู้ศรัทธาได้พบพระแม่มารีลอยขึ้นมาจากสระน้ำ

หลังจากเจอกันที่โรงพยาบาล เม็คกาออกปากให้ทาลีพาครอบครัวไปเยี่ยมที่แมนดราโกรา(Mandragora)รกรากเก่าแก่ล้าหลัง ตามที่อูบินญาสรุปเนื้อเรื่องไว้ว่า

บ้านชนบทเก่าคร่ำอึกทึกคึกคักด้วยเสียงวิ่งเล่นอยู่ไม่สุขของเด็กๆ โฆเซลูกชายคนโตของเม็คกากลับจากบูเอโนสไอเรส มาเยี่ยมแม่ พวกเด็กผู้ชายพากันขึ้นไปล่าสัตว์บนเขา เด็กผู้หญิงนอนกลางวัน ไม่ก็จับกลุ่มคุยกันริมสระเต็มด้วยน้ำเน่า พวกแม่ๆวางแผนจะเดินทางไปโบลิเวียเพื่อหาซื้อข้าวของสำหรับนักเรียน แต่สุดท้ายก็เหลว ไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในโลกส่วนนั้นจากการเฝ้าสังเกตของโมริ(Mori) (รับบทโดยโซเฟีย แบร์โตล็อตโต(Sofia Bertolotto) )ลูกสาวคนเล็กของเม็คกา

ในความพร่องของกิจกรรมที่เอาเป็นนิยายได้ งานของมาร์เท็ลกลับอื้ออึงถึงขั้นเป็นมลพิษจากสรรพสำเนียงที่ช่วงชิงความสนใจ เม็คกากำความผิดหวังกับเกร็กกอริโอ(Gregorio) (รับบทโดยมาร์ติน แอดเฆเมียน(Martin Adjemian)สามีไม่ได้ความจอมนอกใจ ทาลีก็จนใจกับความเอื้ออาทรออกนอกหน้าต่ออิซาเบลของผู้เป็นสามีราฟาเอล(Rafael รับบทโดยดาเนียล บาเลนซูเอลา(Daniel Valenzuela)) หนำซ้ำยังเคี่ยวเข็ญให้เธอปฏิบัติกับอิซาเบลราวกับเป็นคนในครอบครัว ขณะที่คนรักของอิซาเบลคือโฆเซ(Jose) (รับบทโดยวัน ครูส บอร์กดู(Juan Cruz Bordeu)บุตรชายในชีวิตจริงของกราเซียนา บอร์เฆส) ก็ตกที่นั่งลำบากในการสางสัมพันธ์(ที่เขาไปมีนอกมีในกับอดีตคนรักของผู้เป็นพ่อ) ลูจิขี้สงสัย โมริก็คอยสอดส่อง ดังที่เอมี โทแบ็ง(Ami Taubin)ให้แง่คิดว่า มาร์เท็ลลากเราไปพบตัวละครมากหน้าหลายตาและมากความ แล้วปล่อยเราจมในปลักความเคืองแค้นและเดือดดาลสารพัดขนาน จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าใครเป็นโจทก์กับใครและเราจะไว้-ไม่ไว้ใจใครได้บ้าง

มาร์เท็ลชี้แจงว่า เธอได้แรงบันดาลในการเล่าแบบแหว่งวิ่น เลียบๆถากๆ และกระท่อนกระแท่นมาจากการพูดคุยแบบเรื่อยเปื่อยของชาวอาร์เจนตินาตอนเหนือ “ชาวบ้านคนแล้วคนเล่าผ่านเข้ามาสังฆกรรมเป็นวัฏจักร เรื่องราวผุดพราย ต้องเฝ้าติดตามถึงบั้นปลายจึงจะถึงบางอ้อ

มาร์เท็ลได้แรงดลใจมากับตัวกับการค้นพบความจริงจากชมรมนิยมงีบกลางวันของคุณย่าและสำนวนเลี่ยงบาลีโคตรพิลึกในการคุยโทรศัพท์ของแม่ แม้จะค้นพบภายหลังว่าเงื่อนงำจากวงงีบกลางวันของย่านั้นหยิบยืมมาจากงานเขียนของฮอราสิโอ กีโรกา(Horacio Quiroga)

นอกเหนือจากการรวมศูนย์เรื่องราวไว้ที่ตัวละครหญิง หรือกล่าวให้จำเพาะเจาะจงคือเม็คกาผู้พิสมัยภาวะหน้าชื่นอกตรม ทาลีผู้กรวดน้ำคว่ำขันกับทุกสิ่ง และเหล่าเด็กสาวที่ต้องกดซ่อนความปรารถนา(เชิงชู้สาวคนร่วมสายโลหิต และอื่นๆ) La ciénaga ยังให้ความสำคัญกับชนชั้นปากกัดตีนถีบ ท้องถิ่น และความเป็นแม่ อาจกล่าวได้ว่ามาร์เท็ลเล่นกลกับขุมข่ายการบรรเลงงานบีบน้ำตาที่ครอบงำตลาดหนังละตินอเมริกัน และละครน้ำเน่าผู้กุมชะตากรรมทางวัฒนธรรมจากความนิยมล้นหลามในหมู่คนดู ทว่าตามแม่ไม้การบีบน้ำตามักผูกขึ้นจากพลังวูบวาบของอารมณ์ การพลัดพราก และชั่วอึดใจทรงความหมาย และอาภัพความสุขตามครรลองจารีต”ในแง่จำนวนธุลีปมขัดแย้งที่คละคลุ้งทางสัญจร และพยัพเมฆเกลื่อนกล่นที่คอยบดบังหนทางคืนดี” แม้จะเล่ห์เก้แต่ก็ขึงขึงยิ่งกับบทอวสานสุขนาฏกรรม แต่ในงานของมาร์เท็ล เธอกลับปรุงเรื่องเล่าอันมีภาวะไร้อิสรภาพของสตรีเป็นสารตั้งต้นออกมาในอีกทิศทาง ไม่มีเรื่องฟุ้งฝันหรือเลยเถิด ไม่มีน้ำตาหรือร้องแรกแหกกระเฌอทวงถามศิลธรรม งานของมาร์เท็ลผูกเทียมขึ้นจากการขุดคุ้ยเรื่องราวจากอึดใจขี้หมูราขี้หมาแห้ง กับความรู้สึกที่คายขย้อนแผ่วๆ กอรปกับวางตัวเหินห่างต่อมน้ำตา สมศักดิ์ศรีงานคลื่นลูกใหม่ของอาร์เจนตินา และที่เด็ดยิ่งกว่าผองเพื่อนร่วมขบวนการก็คือ มาร์เท็ลจำกัดวง ชั่วอึดใจสำคัญให้แผลงฤทธิ์อยู่แค่นอกรัศมีภาพเท่านั้น ทั้งยังใช้เสียงประกอบพิเศษแทนดนตรีประกอบดังจะกล่าวถึงข้างหน้า โดยที่งานด้านเสียงเหล่านั้นก็ไม่ได้บอกใบ้สารสนเทศหรือบอกกล่าวความรู้สึกของตัวละครเหมือนงานบีบน้ำตาแต่อย่างใด ไม่มีการสาวไส้สาธยายธาตุแท้ของตัวละครไม่ว่าจะในด้านเยื่อใยหนหลังหรือความมุ่งมาดเบื้องหน้า มีเพียงท่าทีภายนอกให้ประเมินอุปนิสัย สร้อยเสียงในงานของมาร์เท็ลยึดโยงกับสถานการณ์ภายนอก เสียงจากพื้นที่ไกลโพ้นกับสภาพภายในจิตใจของเจ้าตัวร่วมกันขัดเกลาให้เห็นหน้าเห็นหลังตัวละคร ในความมากหน้าหลายตาและมากหมอมากความของตัวละคร ไม่มีตัวละครใดทรงสิทธิยึดมุมมองในการเล่า มีแต่มาร์เท็ลที่ต้อนแต่ละคนเข้ามุมเฉพาะตัวบนผืนผ้าใบยักษ์ด้วยความซับซ้อนของเสียง

นอกจากนั้นมาร์เท็ลยังขัดศรัทธาพลังอันดุเดือดของเครื่องจักรสันดาปการเล่าเน้นสร้างความพลุ่งพล่านทั้งทางกายและใจสูตรฮอลลิวูดตาม”อุดมการณ์สำออยและตื้นตัน”และสกุลบีบน้ำตา แม้จะรัดกุมราววางกับดักไว้แน่นหนา แต่ก็คลี่คลายแยบยล ไม่มีกระโตกกระตาก เผลอไผลแย้มพรายชนิดไม่ทันตั้งท่า ขณะที่สำนวนการเล่าโดยทั่วไปจะมาในทำนอง …จากที่เคย และ …จนมาวันหนึ่ง แต่ในงานของมาร์เท็ลนั้น กว่าจะได้สัมผัสสภาพที่เคยๆ ก็ต้องล่วงถึงตอนท้ายๆ

ทั้งหมดทั้งปวงของ La ciénaga คือความเอานิยายอันใดไม่ได้ มาร์เท็ลเสนอภาพการยุบยวบของรวงรังครอบครัวขยุมกลืนทุกคนเข้ามาชิดเชื้อกันและนำมาซึ่งความปรารถนาและผิดหวัง ปฏิสัมพันธ์อันหมิ่นเหม่ต่อการเป็นพิสวาทร่วมสายโลหิตระหว่างโฆเซกับน้องสาวคือเวโรนิกา(Veronica)(รับบทโดยลีโอนา บัลกาเซ (Leona Balcarce)) ความเคืองแค้นและเหลืออดอีกฝ่ายระหว่างพ่อและแม่ จนถึงจุดหนึ่งเม็คกาตัดสินใจทำในสิ่งที่น่าจะทำมาตั้งนานก่อนหน้า นั่นคือการเขี่ยสามีเกรกอริโอไปนอนนอกห้อง หนังเล่าความเป็นไปดังกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านและรวบรัดเหมือนเสี้ยวเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามา ในความห่อเหี่ยว เม็คกานั่งเคียงข้างเกรกอริโอ ความเหลืออดของเม็คการะเบิดในจังหวะต่อมา เธอยังอยู่ในท่าเดิม แต่คราวนี้มีเครื่องทำน้ำแข็งอยู่ข้างหลัง ภายหลังจากสูญเสียคนรับใช้ไป ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะเธอก็เคยสั่งอิซาเบลให้คอยเติมน้ำแข็งนับครั้งไม่ถ้วน แต่บัดนี้มีอันต้องอยู่กับเครื่องตามลำพัง แถมดูราวกับการใช้เครื่องก็อาจทำให้ผู้ใช้เป็นอัมพาตได้ เม็คกากลัวว่าชีวิตจะซ้ำรอยผู้เป็นแม่ ถูกกักกันอยู่กับเตียงนานหลายปี แต่การตะเพิดเกรกอริโอออกไปก็เป็นทั้งการก้าวพ้นจากสามี และวัดรอยชะตากรรมผู้เป็นแม่

ความระหองระแหงในชีวิตสมรสทาลีอยู่ในสภาวะคลื่นใต้น้ำมากกว่า น้อยครั้งจะได้เห็น แต่ก็มีอยู่ระลอกการเล่าหนึ่งมาร์เท็ลค่อยๆ ผินหน้ากล้องไล่เก็บภาพ ทาลีปั้นหน้าสะกดใจไม่หวั่นไหวได้ขณะที่เม็คกาไม่เคยทำได้ เราเห็นทาลีฉีกยิ้มกร่อยสำนึกผิดตอนสามีจับได้ว่าเธอสูบบุหรี่หลังจากคุยกันเรื่องขับรถไปโบลิเวีย ตามทรงแล้ว หนังจะกันท่าอึดใจบีบน้ำตาไว้ริมนอกของรัศมีการเล่าปล่อยเพียงเสียงเล็ดรอดเข้ามาสื่อนัย ภาพหลอดไฟระเบิดสื่อถึงความขุ่นเคืองของทาลีหลังจากสามีบ่อนทำลายแผนการเดินทางของเธอย่อยยับ หนักข้อกว่านั้นการกระทำหลายอย่างก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปมเรื่องโดยรวม เป็นต้นว่า ทำบ้านรก เต้นรำ หาซื้อเสื้อเชิร์ต พวกเขาอาบน้ำ ว่ายน้ำ ตกปลา เติมน้ำแข็ง ทั้งหมดเป็นการเข้ารหัสความยึดโยง ภาพของน้ำให้แค่เงื่อนงำแต่ไม่ได้แจกแจงต้นสายปลายเหตุ แต่ละวันของตัวละครเหล่านี้ส่วนใหญ่หมดไปกับความเฉื่อยแฉะแต่คนดูไม่อาจนิ่งนอนใจเพราะคลื่นใต้น้ำในเสียงประกอบคอยสร้างความตะครั่นตะครอและไขว้เขว

สถานะของเสียงในงานชิ้นนี้ของมาร์เท็ลเรียกความสนใจจากนักวิจารณ์ได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากเปิดเรื่อง ที่จะเห็นเก้าอี้สนามคะมำอยู่กับพื้นตามทางเดิน ในคำสัมภาษณ์แก่ลูเชียโน มอนเทียกีโด(Luciano Monteagudo)ที่รวมอยู่ในบทความชื่อ Whispers at Siesta Time มาร์เท็ลแสดงจุดยืนไว้ว่า “ชั้นเชื่อมั่นในเสียงมากกว่าภาพ” และขยายความต่อไปว่า “เสียงกินขาดภาพและถ้อยคำ ในแง่ความสมจริงของการฟื้นความทรงจำจากวัยเด็ก”

คอนสแตนตินีตั้งข้อสังเกตว่าภูมิโสตของระลอกการเล่าแรกคอยเป็นลางบอกเหตุทางเสียงแก่หัวเลี้ยวหัวต่อของเรื่องระหว่างเข้านอกออกในรัศมีการเล่าเพื่อถักทอพื้นที่ เรื่องพาไป-นอกเรื่อง(รายชื่อคณะทำงาน การดับจอ) เช่นเดียวกับ เรื่องราวของสองครอบครัว เราได้ยินเสียงฟ้าร้องนำร่องการมาถึงของพายุ เสียงแกรกกรากบาดแก้วหูของเก้าอึ้สนาม เสียงสวดของโมมิ เสียงปืนจากที่ไกลๆสักแห่ง ก้อนน้ำแข็งกระเด้งกระดอน แก้วแตกตอนเม็คกาหกล้ม เสียงบทเพลง”หญิงชั่ว(Mala mujer)”แผดออกมาจากลำโพงในรถ เสียงฝน เสียงฟ้าร้องวนกลับมา เสียงเม็คกาเรียกหาลูกชาย

ความเป็นไปในสองครอบครัวถักฟั่นเข้าด้วยกันต่อหน้าสุ้มเสียงอันเฉยเมย (เสียงสะท้อนอาการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ผ่านความราบเรียบ ไม่หนุนไม่ชงส่ง) จากคนรับใช้และชาวเมือง เสียงระเบิดกระสุนจากที่ไหนสักแห่งไกลออกไป และคำถามว้าวุ่นใจของเม็คกาชักพาหนังไปสู่ความเขม็งเกลียวอีกระดับและความพินาศอันแสนเงียบงันของบทจบ

บทจบเล่าผ่านฝีภาพตะเกียงขับแสงอยู่กับผนัง ค้างเติ่งอยู่ในสภาพนั้นเป็นนานหลังจากเด็กดื้อปีนขึ้นไปข้างบนและก้าวพลาด มีแต่ภาพนั้นในความเงียบ “เป็นการแปรธาตุ เบาะแสของความตาย มาไว้ในความร้างโล่งของภาพ”

ในบทปริทัศน์ฉบับตีพิมพ์ใน Slant เอ็ด กอนซาเลส(Ed Gonzalez) มุ่งความสนใจไปผลอันเกิดจากมี-ไม่มีอยู่ของเสียง “แค่เส้นยาแดงที่คลาดกัน ชีวิตก็ย่อยยับ ไม่ใช่เพราะการพลัดตกอันน่าอนาถ แต่เพราะไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อเงี่ยหูฟัง”

คนดูไม่มีโอกาสเห็น(หรือได้ยิน)ผลสืบเนื่องจากการเสียชีวิตของตัวละครตัวนี้ ได้แต่ตะหงิดๆ อยู่ในลมหายใจและเลือดเนื้อ
ความเปราะบางแผ่ออกมาจากบทลูจินั้นนอกจากมาดการแสดงโดยรวมของตัวนักแสดงเซบาสเตียน มันเตญา(Sebastian Montana) แล้ว พฤติกรรมการหน่วงจังหวะหายใจของเขายังเล่นงานคนดูจนหายใจไม่ทั่วท้องในการเอาใจช่วยเขา ลูจิมีภาพเป็นคนที่ในหัวมีแต่เรื่องหมาดูดเลือดที่กลายเป็นหนูแอฟริกา เขามักปรากฏตัวพร้อมเสียงหอนเสียงฝีเท้าหมา ราวกับถูกรุกไล่โดยตัวจินตนาการจมูกไวของตนเอง เรื่องราวเขม็งเกลียวเพราะสร้อยหนังทางโสตผสมโรงกับความหวาดระแวงของลูจิ

เสียงสัญญาณสายโทรศัพท์เรียกเข้าแผดขึ้นทุกครั้งที่หนังกล่าวถึงเม็คกาเช่นกัน แต่เธอหรือคนรับใช้ก็มีอันรับสายไม่ทันอยู่ร่ำไปฟ้องถึงการพลาดโอกาสคว้าข้อเสนอจากภายนอกของเม็คกา สร้อยเสียงเหล่านี้เฉียบคมและตีความไปได้ต่างๆ นานาตามภูมิโสตอันอื้ออึงและกร่างเถื่อน หนำซำ้ยังเล่นงานคนดูจนตกที่นั่งเดียวกับตัวละคร เสียงสัญญาณโทรศัพท์แผดบาดแก้วหูคนดูเช่นเดียวกับเม็คกา และเป็นกระต่ายตื่นตูมเช่นเดียวกับลูจิ

มาร์เท็ลและคณะช่างเสียงถลุงสภาพความเป็นจริงในการรับชมภาพยนคร์มาใช้อย่างเมามัน
รสชาติของหนังอยู่ที่ความมะงุมมะงาหรา และภาพเหตุการณ์กระท่อนกระแท่น จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน และเสียงที่กุ้มรุมและปรี่เข้าทิ่มแทงดุจเดียวกับอากาศที่ผสมโรงกับลำโพงและกระพือตัวนำคลื่นสั่นตามธรรมชาติ(acoustics)มาถึงเราในรูปเสียง

กลเม็ดการเล่นกับสรรพคุณในทางสร้างความชิดเชื้อของเสียงล่อลวงให้คนดูหลวมตัวเข้าไปขลุกในโลกที่มาร์เท็ลวาดขึ้น ปกติในการเสพความหนำใจรวมไปถึงรสชาติของเสียงจากบรรยากาศสุดระทึกที่หนังอลังการงานสร้างเนรมิตมาปรนเปรอนั้น จะเป็นไปในรูปปลดเปลื้องการคอยท่า แต่เสียงยังมีฤทธิ์แทรกซึมโดยคนดูไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยเช่นกัน มาร์เท็ลปวารณาภูมิโสตอันล้ำลึกในงานของเธอเพื่อยุทธศาสตร์ดังกล่าว เสียงในงานของมาร์เท็ลแผ่ซ่านเข้าสู่คนดูโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งหูเสมอไป เราผวาไปกับเสียงสัญญาณโทรศัพท์และเสียงหมาเห่าทั้งที่รู้ว่าเป็นแค่เสียง และก็ไม่เอาเป็นธุระกับเสียงแทรกเสริมอื่นๆ มาร์เท็ลมองว่าเสียงคือการเข้าถึงเนื้อตัวคนดู

การแข็งขืนต่อแรงคาดคั้นที่จะเห็นความคืบหน้าเหมือนที่ได้จากงานส่วนใหญ่ การเข้าถึงตัวดังกล่าวเป็นการกำหนดกติกาการรับรู้แก่คนดู สับเปลี่ยนการดื่มด่ำกับการดำเนินเรื่อง ด้วยการซึมซับท้องที่เกิดเหตุ

 

แปลจาก

http://www.ejumpcut.org/archive/jc50.2008/LMartelAudio/text.html

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 2:21 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: