enyxynematryx

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 3: social classes awareness

leave a comment »

ดังที่ได้บรรยายไปแล้วในเรื่องความซับซ้อนของการแทนที่บทโหมโรงแบบดั้งเดิมด้วยเสียงประกอบ ดนตรี และบทเจรจา ขุมข่ายการบรรเลงดังกล่าวชิงกุมบังเหียนหนังตั้งแต่ระลอกการเล่าแรกอันมีโครงสร้างเสียงของงานชิ้นนี้อัดผนึกอยู่ ส่วนความแปรปรวนก็จะทยอยเผยโฉมผ่านดนตรีประกอบ ฝน ฟ้าร้อง แก้วแตก วนเวียนขับคลอเหมือนลูกคู่ไม่ขาดสาย ดังที่คอนสแตนตินีตั้งข้อสังเกตว่า ระลอกเปิดเรื่องผูกขึ้นจากสุ้มเสียงทุ้มความถี่ต่ำ(แย้มพรายและปราม) เสียงแผดร้องบาดแก้วหูฉุดคนดูจ่อมจมกับหนัง เสียงขณะที่ภาพและเรื่องราวจดจ่ออยู่กับสภาพดักดานไปวันๆ เสียงกลับสร้างครั่นคร้ามแก่คนดูตลอดเวลา

อูบิญาให้ความเห็นไว้ว่า ในแง่งานภาพแล้ว การปั่นหัวคนดูจนไม่รู้เหนือรู้ใต้ไนระลอกการเล่าตอนเปิดเรื่อง ถือเป็นการแขวะหยอกขนบการเล่าทั่วไป “ฝีภาพเปิดเรื่องจับความตอนพายุกำลังเคลื่อนเข้าบดขยี้เรือกสวนที่ผักกำลังระบัดใบเขียวชะอุ่ม แต่ก็ไม่ได้ตีกรอบสรุปความสักรอบหนึ่งหลังจากนั้น ไม่มีการทำหน้าที่เป็นฝีภาพอารัมภบท เอาแต่ขู่เข็น ฝีภาพไม่ได้ชี้พิกัดแก่คนดู แต่มาเตือนถึงเรื่องที่คนดูพึงระแวดระวัง

หรืออีกที ก็สื่อถึงความแออัดชวนเหลืออดของสภาพพื้นที่ ไม่มีที่ให้หายใจหายคอ ดังคำกล่าวของอูบินญา:
ไม่มีการเดินทาง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ขยับขยาย คนดูจมปลักอยู่กับภูมิศาสตร์ความรู้สึก ขณะที่เคนท์ โจนส์ตั้งข้อสังเกตถึงการแหวกพื้นที่ของมาร์เท็ล”เข้าไปคว้านองค์ประกอบภายในและควักใจความสำคัญโยนออกมา จากภูมิสภาพที่ผูกพันเหนียวแน่นกับความรู้สึก และโยงใยทางจิตระหว่างตัวละคร

มุมมองการเล่าก็มีส่วนต่อความรู้สึกถูกตรึงไว้กับท้องเรื่อง La ciénaga นั้น ค่อนข้างคับแคบ กลับไปกลับมา แต่ส่วนใหญ่เล่าผ่านมุมมองของโมมิ(Momi)ลูกคนเล็กในบรรดาทั้งหมดสี่คนของเม็คกา ดังคำให้การของมาร์เท็ลที่คัดมาก่อนหน้านี้ที่เปรยถึงทางเลือกการวางตำแหน่งเสียงและกล้อง(ปรับกล้องเพื่อปรุงเสียงตามคิด)อันมีที่มาจากมุมมองสะเปะสะปะแบบเด็กๆ:  คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของ La ciénaga นั้นอยู่ที่ แม้จะไม่มีการจำเพาะเจาะจงตัวผู้เล่าซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก เป็นการเดิมพันที่สูงมาก ไม่ควรเป็นฉันในวัยผู้ใหญ่มาเล่าเรื่อง แต่จะเป็นฉันในวัยเด็ก และตามประสาเด็กที่ย่อมต้องอยู่กับเรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด
ท่วงทีการเล่าเรื่องของมาร์เท็ลไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากอุดมคติของทอม เธอแจงว่า
“ไม่อยากให้เป็นการบรรยายความ เพราะเชื่อว่าการนำเสนอไม่ได้เพื่มความกระจ่าง จะรู้ซึ้งและประจักษ์แก่ใจต้องอาศัยความอดทน คอยเงี่ยหูฟัง”

ด้วยมุมมองอันจำกัด เสียงจาก “วงใน” และ “ถึงเนื้อถึงตัว”จะแทรกซึมสู่ตัวคุณ มาร์เท็ลอธิบาย ขณะเดียวกันกล้องกับเสียงก็สมรู้ร่วมคิดและต่อความยาวสาวความยืดแต่งเติมสภาวะทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมกัน สรรพสำเนียงตามมีตามเกิดผสมโรงกับโลกแต่อ้อนแต่ออกและบ้านขับ กล่อมจนลืมกิจกรรมของมนุษย์ที่ดำเนินไป ข้างในอึงอลด้วยเสียงน้ำประปาไหล กระดานเลื่อนลั่น เครื่องปรับอากาศครางติดๆ ขัดๆ ขณะที่ภายนอกจะอึงมี่ด้วยเสียงแมลงเป็นปกติ ความทบทับซับซ้อนของการจับเสียงจอมขโมยโสตประสาทมาผสมกันสร้างความรู้สึกห่างไกล ไม่เปิดโอกาสแม้แต่น้อยให้คนดูแทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโลกทางกายภาพ

ดังจะเห็นได้ว่า ในระหว่างพวกผู้ใหญ่ตกปลาอยู่ริมบึงนั้น ระบอกการเล่าจะเริ่มต้นด้วยฝีภาพเจาะจับเน้ือตัว ใบหน้า ใบมีดพร้าในระยะใกล้ แข่งคลอด้วยเสียงพูดคุย ลมโบก นก หรีดหริ่ง เอ้อระเหยกันพอหอมปากหอมคอก่อนจะตวัดปลาขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำ จังหวะที่น้ำกระเซ็นเหนือปากปล่องหนังก็เข้าสู่ฝีภาพระยะไกล แต่เสียงน้ำซัดยังคงโถมใส่ภาพโดยไม่ได้แผ่วห่างตามระยะ เฉกเช่นเดียวกับฉากสำคัญในโรงเต้นรำ กับสภาพที่เสียงดนตรีดังกลบเสียงพูดคุยจนเดินทางมาไม่ถึงคนดู โฆเซหนุ่มชนชั้นกลางค่อนข้างสูงหลงตัวว่าเป็นที่ต้องตาของอิซาเบล ความโอหังสร้างความหมั่นไส้แก่คู่ควงตัวจริงของฝ่ายหญิง เสียงดนตรีที่เชิดชักการโต้คารมแปรสภาพสองหนุ่มเป็นตัวจำอวด พวกเขาพงาบปากออกมาเป็นเสียงดนตรีไปเสียหมด

มาร์เท็ลทำตรงกันข้ามกับตามขนบหนังซึ่งถือว่าบรรยากาศรอบข้างควรเป็นแค่กลไกเสริมส่งเสียงหลักของหนัง ดังตัวอย่างที่กล่าวไปกับการปล่อยให้เสียงนกเสียงกาดังกลบเสียงพูดคุย อาจเพราะเสียงสนทนาในธรรมชาติก็จมในท่ามกลางสรรพสำเนียงจริงๆ แต่ในหนังของมาร์เท็ลโดยส่วนใหญ่เสียงรบกวนไม่ได้ยั้งตัวอยู่แค่เบื้องหลังเพื่อเห็นแก่ความชัดแจ้งของเบื้องหน้า ซ้ำยังมักขัดขวางคนดูจนฟังไม่ได้ศัพท์ มีแค่ครั้งนั้นที่ทาลีกับสามีปรึกษาปัญหาของลูจิกันโดยที่เสียงพูดคุยฝ่าด่านเสียงเชือมโลหะออกมาให้คนดูจับความได้ ลูจิกับเมคกามีเจ้ากรรมนายเวรทางเสียงเสียงร่วมกับทาลี กล่าวคือ พวกเขาจะจับความเสียงอื่นใดไม่ได้ถ้าต้องเจอกับเสียงเด็กตะโกน โดยหนึ่งในสร้อยหนังที่เล่นกับปมนี้เสียงเจ้ากรรมโผล่มาทั้งในรูปเสมอจริงและสัญลักษณ์ในคราวเดียว ในครั้งที่ทาลีไม่ได้ยินแม้เสียงในความคิดของตนเองเพราะตกอยู่ในวงล้อมของเสียงตามประสาแม่ มอนเทียกูโดตั้งข้อสังเกตไว้ว่าใน la cienaga “ไม่ใช่แค่บทสนทนาคร่อมไขว้ แต่มีเสียงคาบซ้อนมากมาย จนน่าจะเข้าข่ายเป็นสภาพเซ็งแซ่”

มาร์เท็ลย้ำให้เสียงมีทั้งความคมชัดและแบบแผนเพราะมองว่าเสียงฟ้องสภาพได้มากกว่าถ้อยคำ

ย้อนกลับไปตอนเปิดเรื่อง จะมีระลอกการเล่าสืบเนื่องบ่งชี้ตำแหน่งทางสังคมและสถานการณ์ชวนสิ้นหวังของเม็คกาโดยสับหว่างกับสภาพความเสื่อมโทรมของชนชนชั้นกลางผ่านการรุกล้ำของสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติที่เติบใหญ่เกินงามและส่งเสียงกระหึ่มจ่อไม่แพ้วัตถุกระทบผนังแก้วราวอยู่ใกล้พอกัน ลินด์ซีย์ แฮนลอน(Lindsey Hanlon)ตั้งข้อสังเกตว่าหนังคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายมุ่งร้ายหมายขวัญจากการรุกล้ำของสังคมและธรรมชาติด้วยอันคุณภาพเสียงทะลุทะลวง แจ่มชัดโดยการย้ำเน้นความแผดดังและปราศจากเสียงอื่นสอดแทรก อันเป็นกลบทเดียวกับเบรอะซ็อง การตีกรอบภาพที่ฉายภาพความขลาดกลัวพื้นที่ปิดผลิตซ้ำพลังคุกคามของธรรมชาติที่รุกคืบมากับเสียงประกอบ

ในระลอกการเล่าต่อมา ขณะเด็กๆ วิ่งไปดูวัวติดปลัก ทุรนทุรายอยู่ในหนองนั้น เสียงของป่าก็ดังกลบเสียงเด็กๆ ในความอึ้งอึงของเสียงจิ้งหรีดและเสียงเด็กๆ ฮัมเพลง เสียงวัวคราง เสียงหมาเห่าแผดดังล้ำหน้าเสียงพวกเด็กผู้ชาย

มาร์เท็ลหยอกเอินกับขนบเช่นเคย ในหนังเล่าเรื่องตามครรลอง เสียงด้านๆ จะคอยสร้างความชิดใกล้ และเสียงที่จ่อในระยะใกล้จะเป็นสัญญาณบอกเหตุ ตามทัศนะของริก อัลต์แมน(Rick Altman)ที่ว่า

เสียงจากระยะประชิด เสียงพูดจากคนที่อยู่ใกล้เรา คือ เสียงที่โถมเข้าจวกเรา ไม่ใช่แผ่ไปจากทางเรา

บรรยากาศคลุกวงในจากการวางไมโครโฟนในระยะเผาขน ตามทัศนะของอัลต์แมน จะล้อมหลอมคนดู/คนฟังและคนเล่ามาขลุกอยู่ในประดิษฐกรรมการเล่า แม้ว่าปัจจุบันจะมีเครื่องมือมากมายทั้งที่เป็นดิจิทัลหรือดอลบีให้ผู้กำกับเลือกใช้เนรมิตเสียงในลักษณะเดียวกันเพื่อดิ่งเข้าหา ตีสนิท และร่วมหัวจมท้าย ข้อสังเกตของอัลต์แมนก็ยังใช้การได้ ความฉะฉานของบทเจรจาและสำเนียงเป็นกันเองคือพาหนะเชื้อเชิญคนดูสู่โลกของเรื่องเล่าที่พวกเขาเป็นใหญ่

ออกจะผิดวิสัยเป็นงานของมาร์เท็ล คนดูไม่ค่อยได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงเสียงเช่นที่ว่าใน La cienaga บทพูดไม่ได้ถูกคว่ำบาตร ภาพพาคนดูหลงทางอยู่ร่ำไป แต่ก็ไม่มีนน้ำเสียงหนักแน่น ขันอาสามาสร้างความสงบ ภายในโครงสร้างการเล่าของมาร์เท็ลเสียงเซ็งแซ่ไม่นับเป็นบรรยากาศเป็นกันเองและไม่อาจเผยความในเหมือนบทพูด ยิ่งกว่านั้นดังได้กล่าวไปแล้วว่าถ้อยความที่เปล่งยังนับเป็นการปลดเปลื้องท่าทีออกมาในรูปเสียง จึงเป็นการเล่าที่ส่งผลทั้งส่วนลึกและเปลือกนอกในเวลาเดียวกัน ทั้งกอดเกลือกและกางกั้นคนดูไปในที ไม่เข้าข่ายแบบแผนการจำแนกใดเป็นการเฉพาะไม่ว่าจะเป็นตามมีตามเกิดในเชิงหนังศิลป์หรือรวบหัวรวบหางอย่างหนังฮอลลิวูด เมื่อการเฝ้าสังเกตุการณ์จากระยะเผาขนผลทางอารมณ์ที่คาดไม่ถึงในตอนท้าย

ดังได้แสดงให้เห็นในระลอกเปิดเรื่องว่า สุ้มเสียงของ La ciénaga มาในรูปดนตรี ควรกล่าวด้วยว่าหนังแทบจะไม่มีดนตรีประกอบแทรกจากอภิสิทธิ์ผู้กำกับ
ดนตรีนั้น ดีๆชั่วๆ ก็ยังลื่นไหลกว่าเสียงประดิษฐ์เสริมอยู่หลายขุม เสียงรบกวนยังไงๆ ก็ย่อมถูกจำกัดโดยท้องเรื่อง เสียงรบกวนอย่างไรเสียก็นับเป็นส่วนหนึ่งและไม่ตั้งแง่กับท่วงทีการเล่าหรือเรื่องราวของหนัง

เสียงกวนถือเป็นส่วนหนึ่งและไม่ตั้งแง่กับท่วงทีการเล่าหรือโลกของเรื่องราว เสียงหน่วงเหนี่ยวคนดูไว้กับโลกของเรื่อง(แม้จะผ่านการแทรกสอดเพื่อเหตุผลมากกว่าความรู้สึก)ได้เช่นเดียวกับดนตรีแต่จะไม่สะกิดสะเกาคนดูให้หันเหไปจากโลกใบนั้น ตรงกันข้าม การเพิ่มคุณค่าด้วยดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นงานที่มีอยู่ในโลกดนตรี มีส่วนเหนี่ยวนำคนดูกลับไปหาความรู้สึกแนบเนื่องในความทรงจำต่อตัวงานดนตรีชิ้นนั้นๆ เสียงรบกวนไม่มีอัตลักษณ์นอกโลกของเรื่องราวจึงข้องแวะกับการเล่าต่างออกไป กล่าวโดยง่าย คนดูอาจเพลิดเพลินกับดนตรีไปตามประสา(และหมายใจว่าจะไปหารวมเพลงประกอบมาฟังต่อ) แต่คนดูจะไม่มีทางเคลิ้มไปกับเสียงกวนเช่นนั้น

ในความขัดแย้งแต่ลงตัวได้ผลของคลื่นสัมผัสจากเสียงประกอบและสาระสำคัญซึ่งดูจะส่งผลไม่ต่างกันต่อคนดู คนดูติดกับมาร์เท็ลจนไปไหนไม่ได้ในทางกายภาพ แต่ยังมีที่ว่างพอจะรู้สึกนึกคิดจากการเฝ้าสังเกตภาพย่อชีวิตประจำวันได้ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมแนวร่วมคลื่นลูกใหม่ภาพยนตร์อาร์เจนตินา เธอหยิบยกความเป็นจริงร่วมสมัยตามประสาคนมีภาระผูกพันต่อชีวิตประจำวันและสามัญชนที่ดำเนินไปใต้เงาวิกฤติการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ ดังที่ทามารา เฟลิคอฟ(Tamara Falicov) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ในความเชื่องช้าของเวลาที่คืบคลาน เปิดทางให้เรื่องราวหนหลังครั้งกลไกต่างๆ เป็นทุรยศ(ผู้คนปิดถนน ประตูถูกปิด การใช้กำลัง)ผุดพรายในคำนึงคนดู

นอกจากการถ่ายทอดสภาพชนชั้นกลาง มาร์เท็ลยังให้ความสำคัญกับคนนอก ทั้งในปริบทของวัฒนธรรมชาติที่ยึดบูเอโนส ไอเรสเป็นศูนย์กลาง ปริบทชายชาตรีนิยม กระทั่งปริบทพื้นที่สาธารณะ ไลลา โกเมซ(Leila Gomez) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าสาระสำคัญในงานของมาร์เท็ลคือ พื้นที่รโหฐาน ปริมณฑลลับหูลับตาของอาร์เจนตินา และพื้นที่วงในของชาวบ้านอันเป็นแหล่งสืบทอดและบ่มเพาะความปรารถนา โดยมีผู้หญิงและเด็กเป็นขุมพลังหลักของเรื่องและแนบเนื่องกับการเมืองมากกว่าที่งานยุคต้น La cienaga ดาษดื่นด้วยภาพการเฝ้าสังเกตท่าทีเหยียดชาติพันธุ์และเดียดฉันท์ทางชนชั้นระหว่างคนกันเองซึ่ง “ถือเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือสาในจุดยืนมุมกว้างระดับโลกจากเบื้องบนกับพฤติกรรมเช่นนี้ของครอบครัวผิวขาวในอาร์เจนตินา”

เม็คกาเอาแต่จับผิดพวกคนพื้นเมือง(estos indios) ปรักปรำอิซาเบลว่าขโมยผ้าขนหนู และทำใจกับความอยากได้ใคร่มีของเธอ เม็คกาทำใจไม่ได้กับภาวะไร้อิสระของตัวเอง และได้แต่ยกตนข่มอิซาเบล ไม่มีใครสำนึกต่อความเอื้ออารีของอิซาเบลในการดูแลความเรียบร้อยของครอบครัวยามเธอตกที่นั่งลำบาก

พลวัตรทางอำนาจดังกล่าวซอกซอนอยู่ในทุกมิติของครอบครัว พวกเด็กผู้ชายออกล่าสัตว์โดยมีเด็กชาวพื้นเมืองคอยเป็นลูกหาบและตามเก็บผลงานให้ ทั้งยังคอยกระแนะกระแหนพวกเด็กอินเดียนพื้นเมืองว่ามักหาเศษหาเลยกับหมาของพวกตน แม้วาคินจะรักหมาเป็นชีวิตจิตใจ เขาก็มองว่าพฤติกรรมเช่นนั้นฟ้องถึงความวิตถารของคนอินเดียน ต่อมาหลังจากเพอร์โร(ฟาบิโอ บิลญาฟาเน – Fabio Villafane)เพื่อนของอิซาเบลพาพวกเด็กๆ ออกไปตกปลาตามที่เธอวาน วาคินเขวี้ยงปลาที่ตกได้ทิ้งไปและค่อนว่าเดี๋ยวพวกเด็กพื้นเมืองก็มาเก็บของโสโครกนั้นไปกิน แต่สุดท้ายอิซาเบลก็ไปเก็บปลาพวกนั้นมาเป็นวัตถุดิบปรุงกับข้าวเลี้ยงทุกปากในครอบครัวเสมอหน้ากันในระลอกการเล่าถัดมา ความรักที่มอมิมีต่ออิซาเบลแม้ดูว่าบริสุทธิ์ใจอยู่มาก และก็อยู่ในฉันท์นายไพร่เสียมากจากพฤติกรรมที่อยู่ในบ้าน เช่นเดียวกับท่าทีของโฆเซผู้เป็นน้องชาย มอมิตีตนเหนือกว่าอิซาเบลและฝ่ายหลังต้องคอยเฝ้าแหนรองมือรองเท้า การตกเป็นเป้าความเอ็นดู และตัวตายตัวแทนแม่แก่มอมิของอิซาเบลยิ่งตอกย้ำบทบาทการเป็นคนรับใช้ในบ้าน ความแตกต่างระหว่างนายกับบ่าวซึ่งผุกร่อนมากแล้วในทางพฤตินัยกลับได้รับการเน้นผนึกเชิงสัญลักษณ์ผ่านภาษา

การถ่ายทอดข้อสังเกตทางจิตวิทยาและสังคมผ่านบทเจรจาอันจริงจังและปราดเปรื่องของมาร์เท็ลนั้นทั้งแสบสันต์ แนบเนียน ไม่เพียงหลายวาทะแทงใจดำจากปาก บทบาทการแสดงอันเข้าถึงของกราเซียลา บอร์เจสยังสะท้อนนัยรองของถ้อยคำที่ระบายความหมายอื่น เม็คกาเม้มปากเป็นเส้นตรงจนเป็นที่สังเกตเพื่อกล้ำกลืนความขมขื่นตอนที่ลูกชายคนโตเรียกชื่อเล่นเธอสลับกับเมอร์ซิเดสชื่อคนรักเก่าของสามีซึ่งฟ้องว่าเธอสูญเสียลูกให้กับศัตรูหัวใจไปแล้ว เม็คกาต้องถอนเมาไม่ก็ล้างพิษอยู่ร่ำไป หาทางหนีความจริง สภาพความเป็นจริง และเสียงกวนประสาท การที่เธอจอจ่อกับข่าวปรากฏการณ์พระแม่ผู้บริสุทธิ์ทางโทรทัศน์จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

ประมวลเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่โทรทัศน์ถ่ายทอดนั้นมุ่งเอาใจชาวอาร์เจนตินาตามแบบฉบับละตินอเมริกาขนานแท้มากกว่าตามมุมมองสากล แต่การออกอากาศภาพความศรัทธากลับปรากฏแก่คนดูในฐานะตัวผสมโรงความโกลาหลในบ้าน และเม็คกาก็มัวสาละวนอยู่กับเด็กๆ จนไม่เป็นอันได้ดูการถ่ายทอดได้ถนัด จังหวะหย่อนใจมาถึงก็ยังไม่วายถูกขัดจังหวะการดูโทรทัศน์ เสียงเพลงดังขึ้นทั้งครอบครัวพากันเต้นแร้งเต้นกาอยู่ข้างเตียงเธอ เคนต์ โจนส์(Kent Jones)ตั้งข้อสังเกตว่าระลอกการเล่าดังกล่าว “ผูกขึ้นอย่างแนบเนียนและแม่นยำราวกับเป็นเหตุการณ์จริง”

ถือเป็นอีกหนึ่งวีรกรรมที่เสียงประกอบเข้ามาหน่วงเหนี่ยวการเล่าจนเสียกระบวน ผิดแต่เพียงคราวนี้ไม่พิลึกพิลั่นนัก หากไม่นับตะเข็บเรื่องและตัวขัดจังหวะทิศทางการเล่าอื่นๆ ในความสงัดของบทสรุป การข่มขวัญที่แผ่รังสีอำมหิตตั้งแต่เปิดเรื่องถึงคราวได้แผลงฤทธิ์เต็มคราบ ทาลีและลูกสาวคือมาเรียนนามัวแต่เงี่ยหูฟังเสียงบนชั้นสองจนไม่ไหวตัวกับเสียงอันชวนสังเวชจากเฉลียงที่ฟ้องว่าลูจิพลัดหล่น

เราไม่เคยยลยินเสียงที่ทาลีปลาบปลื้มยามตกถึงโสตสัมผัส โจนส์ให้สมยาการเล่าเช่นนี้ว่าเป็นลูกเล่นในการ พรากปริศนา “เธอมักจะผละหนีตัวละครไปดื้อๆ ขณะกำลังจ่อมจมกับเสียงหรือเหตุการณ์นอกรัศมีการเล่า แล้วค่อยย้อนมาบอกกล่าวภายหลังหรือไม่ก็ผ่านแล้วผ่านเลย”

ในการใช้โสตประสาทคลำทางเรื่องราว ลงเรือลำเดียวกัน หรือแม้แต่ถูกเสือกไสจากโลกของหนัง คนดูจะเจอลูกเล่นทำนองนี้อีกนับไม่ถ้วน มาร์เท็ลมีความละเอียดลออแม่นยำในการใช้เสียงล้อมกรอบ ทว่าในความแยบคายก็กลับล้นจริง อวลฟุ้งยิ่งด้วยอณูความรู้สึกและไม่ชอบมาพากล(จะแจกแจงข้างหน้า)

ดังที่เพ็นนี มินต์ส(Penny Mintz)พิสูจน์ทราบในกรณีของออร์สัน เวลส์ต่อสมมติฐานที่ว่าความไม่ลงตัวแม้เพียงเล็กน้อยของเสียงกลับสร้างความอึดอัดระลอกใหญ่และความมะงุมมะงาหราแก่ผู้ชม โดยไม่ทราบสาเหตุ

มาร์เท็ลเองแม้จะช่ำชองในการหลอมกลืนคนดูเข้าเป็นเนื้อเดียวกับความเป็นไปเบื้องหน้า แต่ก็ยังความกังวลขุมใหญ่พ่วงไปด้วย อย่างบอกไม่ถูก แค่สังหรณ์ว่ามีบางสิ่งนอกเหนือจากการรับรู้ของประสาทสัมผัส

แปลจาก

http://www.ejumpcut.org/archive/jc50.2008/LMartelAudio/text.html

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 2:19 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: