enyxynematryx

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 4: La nina santa

leave a comment »

 

อัจฉริยภาพในการตั้งตนเป็นร่างทรงของมาร์เท็ลชัดแจ้งขึ้นเป็นลำดับเมื่อมาถึง La nina santa งานมีความซับซ้อนน้อยลงแต่ชั้นเชิงการเล่าร้ายกาจไม่แพ้กัน และก็ยังคงเพ่งเล็งความเป็นไปของผู้หญิงและซอกมุมรโหฐานต่างๆ ของพวกเธอ แม้จะยึดซัลตาเป็นฉากหลังเช่นเคยแต่งานชิ้นนี้แทบไม่ได้ใส่ใจกับความตึงเครียดทางสังคมของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้  โรงแรมที่เป็นฉากหลักนั้นแสนสันโดษ ไร้กาลเวลา เป็นนิวาสสถานของสาวรุ่นชื่ออเมเลีย(มาเรีย อัลเคกับการแสดงขั้นสุดยอด)กับแม่ของเธอ(เมอซิเดส มอแรน – Mercedes Moran – ในมาดกลับตาลปัตรกับทาลีสุดเชย)และลุงเฟร็ดดี(อเลฮานโดร เออร์ดาพิลเญตา – Alejandro Urdapilleta) และบรรดาลูกจ้างที่เป็นกระดูกสันหลังของโรงแรมยิ่งกว่าเจ้าของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมอร์ทา(Mirta – รับบทโดยมาร์ทา ลูบอส – Marta Lubos)ที่กล้ำกลืนอยู่มานาน ที่เหมือนอีกประการกับผลงานก่อนหน้าคือโรงแรมเป็นที่อบอวลด้วยเสียงซุบซิบ ความลับ และลมหายใจคนแปลกหน้าที่ราดรดระหว่างอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เหมือนอยู่ใต้พลังบงการแบบชี้นกเป็นไม้ เรื่องราวเริ่มขึ้นตอนที่มีการจัดงานสัมมนาประจำปีของแพทย์โสต ศอ นาสิกที่โรงแรมแห่งนี้ และผู้มาสัมมนาบางคนก็หวังจะมาตื่นตากับสาวๆ มากกว่าสนใจกับงานประชุมและผลงานวิจัย ครูโรงเรียนวันอาทิตย์สุดสวยเป่าขม่อมอเมเลียด้วยตำนานลี้ลับทางคริสต์ว่าหูของตนสื่อกับพระเจ้าได้

เมื่อได้เจอกับหนึ่งในบรรดาแพทย์ หมอยาโน(รับบทโดยการ์โลส เบลโลโซ – – Carlos Belloso) ที่เคยมีเรื่องผิดใจกันบนถนนโดยไม่ตั้งใจมาก่อน เฮเลนาแม่ของเธอคิดว่าตนเองได้ยินเสียงปรามก้องในหูมิให้ข้องแวะกับชายผู้อาภัพเช่นเดียวกับตน ถึงจะอยู่ในขั้นแม่ปลาช่อนแต่เชิงชู้ที่เธอสานกับหมอยาโนก็แทบจะเป็นแค่ความเพ้อพกไม่ต่างกับผู้เป็นลูกสาว หากการสำคัญผิดว่าการให้ท่าคือการเผยใจของอะเมเลีย เฮเลนาก็สับสนระหว่างการสร้างความประทับใจกับบุพเพสันนิวาส

มาร์เท็ลตอกย้ำความรู้สึกที่อบอวลอยู่ตามสระน้ำ ในโมงยามหย่อนใจช่วงบ่ายและดึกดื่น ผลโดยรวมไม่ต่างจาก ความสำส่อนของฟูกและอวลกลิ่น จากการผสมเรื่องคาวโลกีย์เข้ากับความเสื่อมโทรมใน La cienaga พลังชีวิตพิลึกๆ ท่ามกลางความเอื่อยเฉื่อยและชะงักงัน

อีกครั้งที่หนังใช้ความไม่ไหวติงเป็นการตีแผ่พฤติกรรม อะเมเลียนอนขลุกอยู่กับโยเซฟินา ขณะที่แม่ของเธอใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการงีบ เสียงมีบทบาทเด่นยิ่งในการยื้อยุดเราไว้กับที่ ขณะที่โมงยามการเล่าไม่เขยื้อน

La nina santa และ La cienaga ต่างก็เป็นเวทีวาดลวดลายแนวคิดรวบยอดว่าด้วยเวลาในฐานะตัวการ คอยปักฐานและขับเคลื่อนภาพ ในผลงานลำดับที่สองของมาร์เท็ลเสียงในฐานะที่ตัวถักทอการเล่าผงาดขึ้นเป็นตัวบงการขุมข่ายการเล่าเลยทีเดียวตามที่ตัวผู้กำกับเผยว่า เป็นการออกแบบเพื่อบันดาลความกระชุ่มกระชวยในการสร้างงาน นอกจากนั้น เนื่องจากมีการสัมมนานักโสตวิทยาในโรงแรมแห่งนั้น จึงมีภาพหูจากระยะใกล้บนจอนับครั้งไม่ถ้วนในฐานะวัตถุที่ปรารถนาจะรับสัมผัส และภาพเตือนให้ตระหนักถึงความซับซ้อนของการสื่อสาร ความน่าพิศวงของกลไกตื่นตัวต่อเพศรสบวกกับหนทางไม่เป็นที่ปรากฏ มีฤทธิ์มอมเมาบงการชะงัดยิ่ง

ดังที่มาร์เท็ลให้อนุสติ ใบหูสวยงามเหมือนฝาหอย ไม่ตั้งแง่เชิงจรรยาเหมือนตา ตาตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยเวลามอง หูเป็นธรรมชาติมากกว่า ไม่เจ้าหลักการเหมือนตา(คัดมาจาก “เพศและความเป็นนักบุญ”) ในแง่ชั้นเชิงด้านภาพมาร์เท็ลยังคงเจนจัดในการบ่อนทำลายเอกภาพของพื้นที่ ดาษดื่นด้วยฝีภาพจากที่รโหฐาน ไม่มีฝีภาพอารัมภบท คนดูงงเป็นไก่ตาแตกกับทำเลเหตุการณ์และได้แต่เหมาว่าคงเกิดในโรงแรมบรรยากาศพิลึกๆ ชวนให้รู้สึกหวาดกลัวที่แคบ หนังตัดสลับไปมาระหว่างภาพจากมุมกว้างระยะใกล้(wide-angle close-up)และภาพลึกหน้าตื้นของท้องทุ่งและภาพระยะกลางชัดลึก(medium shots with deep focus) มาร์เท็ลเก็บภาพด้านหน้าตัวละครขณะยืนอยู่ด้านหลังตัวละครอื่น บีบพื้นที่ว่างระหว่างสองตัวละคร และฝีภาพเรียบง่ายๆ ที่ส่อเค้าชวนผวา การปรากฏตัวและจับภาพพฤติกรรมพิลึกพิลั่นของอเมเลียชวนให้นึกถึงท่วงทีแบบหนังสยองขวัญมาตรฐาน ในแง่ทิศทางศิลปะ มีการลดความจัดจ้านของสีเพื่อเน้นถ่ายทอดพื้นที่ภายใน โดยใช้สีน้ำตาลกับสีอิฐเป็นหลัก ระลอกการเล่าเหตุการณ์จากขอบสระน้ำอุ่นจึงจางปางด้วยสีขาวและฟ้า เช่นเดียวกับใน La cienaga น้ำเป็นเกียรติภูมิในสารบบสัญลักษณ์ของหนัง น้ำอุ่นสาดกระเซ็นพร้อมกับหนึ่งแม่ไม้เสียงประกอบที่ตราตรึงหูมากที่สุด

ดังที่จะได้แจกแจงข้างหน้า ความย้อนแย้งทางเสียง การสับเปลี่ยนระหว่างอรูปธรรมกับสารัตถภาพ ความลี้ลับ และความยากในการตีความคือหัวใจของการถ่ายทอด La nina santa หนังคลี่คลายเรื่องราวเหมือนฟังเสียงของตัวเอง
“สิ่งที่เราเรียกว่าเสียง ที่จริงก็คือ โมเลกุลอากาศที่พุ่งตัวขึ้นๆลงๆ ในรูปคลื่นแผ่ออกทุกทิศทาง หลังมีการขยับเขยื้อนของวัตถุไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่

ปมเรื่องแม้คดเคี้ยว เลี้ยวลด วกวน นอกลู่นอกทาง ทวนซ้ำ ไม่เป็นเส้นตรงตามหลักเหตุและผล แต่ความประหลาดเถื่อนก็เรียกความสนใจได้สมตัว ในการอภิปรายเบื้องหลังการยึดหัวหาดเป็นขุมข่ายบรรเลงการเล่าโดยเสียง สตีเฟน ฮันเตอร์(Stephen Hunter)สรุปผมเรื่องไว้ว่า
“เป็นการปฏิบัติกรรมฐานโดยอาศัยส่วนที่ไร้เสน่ห์ที่สุดในปฏิสัมพันธ์ฉันท์มนุษย์เป็นที่เพ่ง ลำดับความตามตัวแปรนับสิบ ตัดตอนสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ได้ยิน” กล่าวอีกนัยหนึ่งตัวหนังคือการประมวลความบกพร่องในการสื่อสาร บางช่วงก็น่าขัน บางช่วงก็น่าเศร้า หดหู่สิ้นหวัง ก็ไม่รู้ว่าเป็นสุรเสียงพระเจ้า หรือสักแต่เป็นเสียง เป็นเสียงพล่ามรักหรือเสียงสัมผัสวิตถาร

ฉากเปิดเรื่องของหนังคือลายแทงการเดินเรื่องอันพลุ่งพล่านและเครียดเขม็งที่จะติดสอย นักเทศน์ไอเนสร้องเพลงขณะสองสาวรุ่นซุบซิบกันเรื่องคุณครูไปมีนอกมีในกับชายแก่ เสียงเพลงฟังเหมือนอยู่ในระยะใกล้ แต่เสียงเพลงประกอบของมาร์เท็ลสอดชั้นกันอยู่ หลังสลับฝีภาพไปมาระหว่างภาพอเมเลียขลุกอยู่กับโยเซฟืนา(ฆูเลียทา ซิลแบร์แบร์ก-Julieta Zylberberg)เพื่อนคู่หูจากระยะใกล้จนคับกรอบ นัวเนียหัวขวิดเหมือนที่เคย กับภาพไอเนสโก่งคอขับเสียงในระยะใกล้ เสียงกระซิบกระซาบถึงเรื่องบนเตียงของครูถักทอเข้ากับเสียงเพลงสวดกลายเป็นชายขอบสองแง่สามง่ามที่ความฝักใฝ่ทางศาสนากับเพศรสมาเกี่ยวเกย สองสาวทั้งกระดากและครึ้มใจกับการล้อเลียนอาการเคลิบเคลิ้มของครู ความคลางแคลงของโยเซฟินาต่อน้ำใสใจจริงของไอเนสต่อศาสนาคือเปิดฉากการปะทะระหว่างจิตวิญญาณกับความรู้สึกนึกคิดอันเป็นขุมข่ายการบรรเลงหลักของหนังตามคำชี้แจงของมาร์เท็ล
“ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดทางศาสนามักมาลงกับร่างกายในรูปการปราบปรามและครอบกรอบกักขฬะ และโดยธรรมชาติแล้วร่างกายก็มักแข็งขืน และขบถใส่(เพศและวิถีนักบุญ)”

วาจา ใจกลางโลกของเสียง ที่แท้คือ “การแย้มพรายความลับของวิญญาณ” และสิ่งที่ปิดบัง แต่ก็อย่างที่โยเซฟนาตั้งแง่ว่า ไอเนสไม่เห็นต้องลวงสาวๆ ให้สำคัญผิดด้วยบทเพลงของเธอ จะเป็นไรไปถ้าศรัทธาจะมาพร้อมกิเลสเจือปน เพราะนิกายคาทอลิกเองก็อัดแน่นด้วยเรื่องราคะ เรื่องราวของจิตวิญญาณที่ชุ่มโชกด้วยความรู้สึกวนเวียนอยู่ในงานของแบร์นินีอย่าง Ecstasy of Saint Teresa และที่แน่นอนที่สุดึอ Song of Songs ก็ว่าด้วยเรื่องที่ฝ่ายศาสนายอมศิโรราบแก่คู่รัก เหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานโทนโท่ มาร์เท็ลกับการฝากผีฝากไข้กับหูของเธอจึงนับญาติได้กับสัจธรรมพื้นฐานของศาสนาดังที่บาร์ตส์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
“การฟัง คือ การกล่อมเกลาที่ชงัดยิ่ง”

การเสพสุขแบบคาทอลิกส่งผ่านการได้ยินมากกว่าการเห็น พระเจ้าไปมาหาสู่ผ่านพระวจนะมากกว่าเสด็จมาด้วยพระองค์เอง “การฟังจึงเป็นบ่อเกิดของศรัทธา” ในทัศนะของชาร์ลส์ โอแกร็ง(Charles Augrain)
“ในเจตจำนงของฮิบรูว่าด้วยสัจจะแห่งถ้อยคำนั้น การรับฟังพระวจนะไม่เพียงต้องปวารณาหูหากต้องอนุโมทนาจิตด้วย”

การฟัง ในแง่หนึ่งจึงหมายถึงการละวาง พลีตนอย่างที่สาวๆ โหยหา และอย่างที่เราเห็น การฟังคือการเริงรื่นกับสัมผัสซ้ำหรือมนต์เสียง รู้สึกแทนที่จะกะเกณฑ์

หนังจึงเต็มไปด้วยการโยนหินถามทางกรณีอเมเลียสับสนระหว่างความรักต่อพระเจ้ากับรักฉันท์ชู้สาวกับเพศชาย (สับสนระหว่างความกระสันตามแรงขับทางเพศกับหนทางปวารณาตน และที่หนักข้อกว่านั้นคือ พฤติกรรมก๋ากั่นเชื้อชวนเสพสวาทตั้งแต่แรกคบหา) กรอบทางศาสนาเช่นนี้อาจนับเป็นนกต่อของหนัง แต่จะว่าไป มาร์เท็ลไม่ค่อยแตะการพลีตนเพื่อศาสนามากเท่าการเป็นขุมพลังและยื้อเวลาของสองสาวรุ่น มาร์เท็ลยืมมือศาสนามาเป็นหนทางไปสู่ความหฤหรรษ์และตอกย้ำพลวัตรทางอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในการเล่าเรื่องเช่นเดียวกับบุนเยล แต่ไม่พิสดารสูงส่งเท่า เพียงแต่จะเน้นการจับแพะชนแกะรสพระธรรมกับรสกามคุณเป็นความสุข และจับต้นชนปลายความสุขไม่ถูกของสาวๆ ในระหว่างสาวรุ่นกันเองนั้น โยเซฟินาจัดเป็นคนเคร่งศาสนาเช่นเดียวกับครอบครัวเธอ สุขของเธอเป็นไปตามที่ศาสนาบัญญัติ ขณะที่นางฟ้าผสมปีศาจอย่างอเมเลียยำใหญ่พันธกิจศักดิ์สิทธิ์เข้ากับความฟุ้งฝันในกฤษณาดำ ผู้กำกับชี้ให้เห็นว่าเด็กสาวๆ มีอำนาจบงการกามกรีฑาอันเป็นเรื่องกินในที่ลับแบบผู้ใหญ่ได้เพียงแค่ครึ่งเดียว พอรุ่นใหญ่เอาจริงพวกสาวรุ่นก็เอาไม่อยู่

ทุกความสัมพันธ์ในหนังหนีไม่พ้นแปดเปื้อนโลกียสุขและความด้วยวุฒิภาวะ โยเซฟินาลองรสจูบและการลูบไล้กันและกัน พวกหมอก็ปล่อยตัวมั่วสุมกันตามประสาระหว่างประชุมทางวิชาการ เมาแประ เปลื้องความหื่น ตักตวงความสุข กันไป อภิปรายทางการแพทย์กันไป เฮเลนากับน้องชายของเธอสุมหัวหาเรื่องสนุกชวนกันหัวร่องอหายอยู่ในห้องนอน ครื้นเครงกับการปลุกความทะโมนแห่งเยาว์วัยที่พวกเขาไม่เคยตัดใจได้ ไม่ควรมองข้ามท่าทีของยาโนที่ยังเห็นเฮเลนาเป็นสาวสะพรั่ง ยามเขาลอบมองเธอจากระยะห่าง

อีกครั้งที่เสียง ประดังมาเหมือนอยู่ในระยะหายใจรดกัน เป็นใจอย่างยิ่งกับการเร้าความรู้สึกขลุกเคลิ้ม เหมือนที่นักวิจารณ์ค่อนขอดว่าเป็น ระยะเกลือกเหงื่อ เช่นเดียวกับในงานก่อนหน้า เสียงของหนังคว้าคนดูเข้าไปกก ความหฤหรรษ์ของหนังไม่ใช่แค่การขยับเขยื้อนพอทำเนา มือป่ายแปะตรงนี้ กอดกันตรงนั้น เรือนผมสะท้าน ดวงตาเย้ายวน ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวอันหน่วงหนักเกินกว่าเหตุเหล่านี้ แต่เป็นเพราะเสียงประกอบหื่นออเซาะ

เปรียบกับการลดระยะทางภาพ เราอาจลูกไม้การเล่านี้ว่าเป็น ระยะประชิดทางเสียง แต่การให้รายละเอียดทางภาพอันจำกัดกลับส่งผลตรงกันข้ามราวฟ้ากับดินในทางเสียง กล่าวคือ ตาเราควานหารายละเอียดในภาพได้ แต่หูเราเจาะรายละเอียดเช่นนั้นไม่ได้ ตามข้อสังเกตของเร(Ree)
“ต่อให้ป้องมือประคองใบหูเพิ่มพื้นที่ดักเสียง … การได้ยินโดยธรรมชาติแล้วไม่เกี่ยวกับระยะทาง ในการรับสื่อ เสียงไม่มีสนามเหมือนภาพ เป็นเพียงการนำแนวคิดที่ว่าสิ่งที่จดจ่อจากการมองเห็นถูกถ่ายโอนมาสู่การได้ยินได้ มาต่อยอดแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

ริก อัลต์แมนติงไว้ว่า
“กระบวนการเลือกรับฟังนั้นยากเป็นพิเศษยามเราฟังผ่านสื่อที่ผ่านการบันทึก”

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 2:10 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: