enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Three Colors: Red) [น.310-319]

leave a comment »

[น.310]แม้จะไร้ลำหักลำโค่นแต่การปักหลักสวนการไล่ต้อนทางความคิดแต่น้ำใจอันเด็ดเดี่ยวของวาเลนตินก็ทลายกำแพงความคิดอีกฝ่ายลงได้ และยังพลิกชีวิตผู้พิพากษาไปในหนทางที่คาดไม่ถึง คำว่าเทวผจญมาร นั้นใช้บรรยายสถารณ์ที่มีการถกเถึยงถึงความประเสริฐของพระเจ้าแม้อยู่ในคราบปีศาจ แม้ไม่มีแววใดๆในทางเทววิทยา แต่ตัวละครวาเลนตินก็เหมือนหนึ่งเทพมารมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ากันเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับบรรดาความพ้องพานตามประสา”ปาฏิหาริย์”ของหนัง แม้จะเป็นหนังสำรวจแหล่งน้ำใจมนุษยนิยมปลอดศาสนา แต่คีสลอฟสกีหาได้หักดิบจากปริศนาธรรมทางศาสนาแบบไร้เยื่อใย

ก็เปิดโอกาสต่อความยาวสาวความยืดปริศนาทางศาสนาทิ้งเสียดื้อๆ เขายังหาโอกาสต่อความยาวสาวความยืดกับพิรุธและเงื่อนงำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สั่นคลอนรากฐานระบบจริยธรรมมนุษยนิยมเสมอ ตรงตามที่ผู้พิพากษาเห็นสัจธรรมว่าระบบศีลธรรมไม่เป็นมรรคผลต่อมนุษย์ผู้เปี่ยมความเป็นปุถุชน กล่าวโดยย่อ คนพวกนั้นฝากความหวังไว้กับอุดมคติที่ไม่มีทางสมปรารถนาเพราะสำคัญผิดต่อความประเสริฐแต่อ้อนแต่ออกมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง วาเลนตินมาเพื่อพิสูจน์ว่าทัศนะของผู้พิพากษานั้นใช้การได้กว้างขวาง แต่ไม่ถึงที่สุด ความดีงามมีอยู่จริงในโลก ส่วนที่มาจะเป็นเช่นไรก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง การปฏิเสธในเชิงปรัชญาหนีไม่พ้นเป็นการปัดภาระให้พ้นตัว

วาเลยตินขับรถกลับบ้านโดยมีดนตรีประจำหนังคลอประคองหลังอย่างสงบเสงี่ยม ภาพมากมายพร่างพรู เป็นนามธรรม ส่วนที่ตราตรึงมากที่สุดคือภาพท้องถนนที่คล้อยผ่านบนกระจกส่องหลังเคลื่อนสวนกับทางเบื้องหน้าที่พุ่งเข้าหา บ่งบอกถึงแห่งหนและทิศทางอันหลากหลายในการเดินทางของเธอ กล่าวโดยย่อ คือรถคันนั้นทะยานฝ่าสนามนามธรรม ภูมิศาสตร์ของกัปปาวสานบึ่งรถด้วยแรงขับจากความขัดเคืองในห้วงวิญญาณวาเลนติน ฐานที่มั่นแห่งศรัทธาของเธอยึดกำลังทลาย จากมหกรรมแทงใจดำที่แทบกระอักจนถึงลิ่มเลือดสุดท้ายในบ้านผู้พิพากษาที่แปรสภาพเป็นคอกไต่สวน ความโดดเดี่ยว เปราะบางสะท้อนออกมาจากรถที่ดั้นด้นอย่างไร้จุดหมาย เคว้งคว้าง ไม่มีหางเสือ

แล้วเธอก็คลำทางกลับมาถึงบ้านจนได้ตามคาถาคีสลอฟสกีจากเงาโอกุสต์ที่คล้อยผ่านไปตามคาถาคีสลอฟสกี โอกุสต์เองก็จ้ำอ้าวเข้าห้องเช่าไม่ทันรับสายโทรศัพท์เรียกเข้า(คาดว่าจะมาจากคาริน)เขาโทรไปหาเธอ แต่สายไม่ว่างแล้ว คีสลอฟสกีมักจะสร้างความหงุดหงิดแก่คนดูด้วยทัศนวินิจฉัยแบบบากหน้าประคองตน เราควรระแวงรึไม่เมื่อสายของคนรักไม่ว่าง ก็มีทั้งระแวงและไม่ระแวง กรณีเพื่อนชายของวาเลนตินคงไม่เป็นแน่ เราหมั่นไส้เขาด้วยซำ้กับความระแวงแบบหมาหวงก้างนั่น ย้อนกลับมาในกรณีโอกุสต์ ทั้งที่เขาควรจะหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่เอาเข้าจริงเขากลับไม่อนาทรร้อนใจ(คนดูถึงบางอ้อภายหลัง)กับการที่คนรักใช้สายโทรศัพท์เพื่อการอื่นอยู่ร่ำไป [น.311]หนังเฉลยในฝีภาพถัดมาว่าเป็นการต่อสัญญานจากวาเลนติน(เป็นนัยว่าจนแล้วจนรอดต่างฝ่ายก็ยังไม่ตระหนักในความเชื่อมโยงถึงกันและกันผ่านสายสัญญาณโทรศัพท์อันยุ่งเหยิง) สายนั้นเป็นคำตลบแตลงของสายที่สี่ที่บ้านผู้พิพากษา หญิงชราสำออยว่าเหมือนจะไม่สบาย(ทางกาย) แต่ในส่วนของมาร์ก เขากัดฟันตอบกลับไปว่าสบายดี แต่บทสนทนาฟ้องว่าปากเขาออกตรงข้ามกับความเป็นจริง เขาหยุดไปดื้อๆ วาเลนตินอ้อยอิ่งอยู่กับน้ำคำปลอบประโลมจากมิแชลหนุ่มคนรัก

ตากล้องฌากส์ชวนวาเลนตินไปเล่นโบว์ กิจกรรมที่เธอข้องแวะกับสาธารณะมากที่สุด โอกุสต์นัดหญิงคนรักไว้ที่นั่นเช่นกัน(วาเลนตินไม่รู้เรื่องด้วยเพราะสวมหูฟังอยู่ตอนเขานัดกัน) จนมาถึงฝีภาพการโยนโบวลิ่งอันตราตรึงด้วยพลังวูบวาบและสีสันชัดแย้งของลูกบุกสีแดงเข้มที่พุ่งฝ่าช่องวิ่งสีนำ้ตาลซีด สีแดงอันเจิดจรัสพริ้วไหวอยู่ในลูกโบวลิง เสื้อคลุมวาเลนติน และสรรพสิ่งค่อยๆ หมองมืดระหว่างกล้องฉากทางข้างข้ามลู่ไปหาภาพหุ่นนิ่งชวนใจเสีย: ซากซองบุหรี่สีแดงขาวหงิกยู่(มาร์ลโบโรแดงเบาะแสโยงหาโอกุสต์) และแก้วเบียร์แหลกเป็นเสี่ยง(ภาพการแตกหักซึ่งจะกลับมาชวนให้ฉุกคิดทั้งทางดีและร้ายยามเกิดเหตุที่บ้านผู้พิพากษาในกาลต่อมา) นี่คือผลติดพันของการเชื่อมต่อสะเปะสะปะ ไม่เพียงระหว่างวาเลนตินกับโอกุสต์แต่พาลไปถึงโอกุสต์กับคนรักของเขาและใครคนนั้นในเวิ้งโบวลิงที่เขาไม่เคยแม้แต่ระแคะระคาย พวกเขาจะซ่องสุมกันพร้อมอีกคำรบในอีกไม่ระลอกการเล่าเบื้องหน้า ยามที่หายนะคืบเข้ามา

รถตู้คันนั้นค่อยๆ โผล่ขึ้นมา(จากโลกเบื้องล่าง?) พร้อมกับไฟฉาย และจานรับกระแสไฟฟ้า ดนตรีหยุดลงโดยพลัน เหลือเพียงเสียงรถขับเคลื่อน คีสลอฟสกีขยายเน้นความขึงขังด้วยภาพพื้นที่รกร้างเวิ้งว้างกว้างไกลผู้คน สนามหลังบ้านของคนขายยาเสพติด(แสงสาดซัดจากไฟฉายชวนให้นึกถึงการตกสะท้อนบนบานหน้าต่างบ้านผู้พิพากษา)และฝีภาพแลออกไปจากอาณาบริเวณบ้านผู้พิพากษา จะเห็นรถตู้แล่นเอื่อยๆ เข้ามาในกรอบภาพและจอด

อานิสงส์จากหน้าหนังสือที่หล่นอ้าอยู่กับพื้นถนน โอกุสต์สอบผ่านเป็นที่เรียบร้อย หญิงคนรักมอบปากกาคอแร้งเป็นของขวัญ(หน้าตาคล้ายๆอันที่พังแล้วของผู้พิพากษา) ขณะที่โอกุสต์เปรยว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ลงนามคำพิพากษาด้วยปากกาเล่มดังกล่าว ผู้พิพากษากำลังเผขิญหน้ากับเพื่อนบ้านนอกศาลผ่านการลอบฟัง

นอกเหนือจากการเผชิญหน้าแบบใจปลาซิวแล้ว จะพบว่าคนรักของโอกุสต์ก็โผล่มาพบปะชายอีกคน(เหยื่ออีกรายของผู้พิพากษา)ที่นั่น กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นผู้พิพากษานั่นเองที่ชักพาให้เกิดบุพเพสันนิวาสในหมู่พวกเขา

หูฟังของร้านขายแผ่นเสียงปิดกั้นวาเลนตินไว้จากบทสนทนาระหว่างโอกุสต์กับคนรักที่ออเซาะอยู่ข้างๆเธอ การมาได้ฟังบทสนทนาดังกล่าวในภายหลังจึงถือเป็นความรู้ใหม่ ดนตรี(ที่เคยใช้ประกอบ Decalog IX)ฝีมือบูเด็นไมเออร์บรรเลงไปอย่างเก้อเขิน บอกเป็นนัยว่าวาเลนตินกำลังนึกถึงผู้พิพากษาชราและ [น.312]กำลังหาทางจับต้นชนปลายเรื่องเข้ากับเขา(อนุมานได้ว่าแผ่นเสียงผลงานบูเด็นไมเออร์ที่บ้านผู้พิพากษาคงเคยผ่านตาเธอ)

นับเป็นหนแรกที่วาเลนตินเข้ามาในเคหสถานผู้พิพากษาในลักษณะตอบรับคำเชิญ(โดยปราศจากกลลวง) ตอนเธอหันหลังให้บานประงับประตูปิด เธอสังเกตเห็นว่าดวงอาทิตย์กำลังจะลับไปหลังภูเขาชวนให้คืดถึงการพบกันครั้งก่อน และยังจำได้ถึงประกายความหวังที่ฉายโชนในครั้งนั้น ผู้พิพากษาเข้ามาร่วมสังฆกรรมเพราะเขาถือว่าเธอเชื้อเชิญเขาด้วย เธอแจ้งข่าวที่อาจฉุดเขาจากเรื่องน่าหดหู่โดยบอกแก่เขาเรื่องริตาตั้งท้องและออกลูกแล้ว อินสดอร์ฟมองว่าลูกหมาเจ็ดตัวมีส่วนโยงใยกับจำนวนผู้รอดจากหายนะตอนท้าย ชีวิตไร้เดียงสาแท้ที่จริงแล้วก็คือสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่และสำหรับผู้พิพากษาแล้วอาจกลับตาลปัตรเป็นการเกิดใหม่ ยิ่งกว่านั้นอาจเป็นการกลับชาติมาเกิดของลูกหนูที่จูลีเข่นฆ่าไป(แลกชีวิตเรียกสติเธอกลับมา)ใน Blue

บทสนทนาแปร่งหูบวกกับการลำดับภาพลุ่มๆดอนๆ กลมกลืนไปกับท่วงทีและการริอ่านในพฤติกรรมของผู้พิพากษา เจ้าตัวผู้ปรารภว่าเขาโดดเข้ามาร่วมวงเพราะอยากดูน้ำหน้าว่าเธอจะหาทางไปเช่นไร ท่าทีระหว่างออกปากเหมือนเกี้ยวพา วาเลนตินชักเท้ากลับแต่ยังใจดีสู้เสือ ราวกับจะหมดทางหนีทีไล่ ชะรอยผู้พิพากษาคงไม่มีการคำนึงถึงศักดิ์ศรี ออกอุบายใดๆอีกต่อไป จนในที่สุดเขาจึงเข้าเรื่องของตัวเองหรือบางทีก็คืออดีตของตัวเอง ประโยคอันเราะร้ายนั้นตามมาด้วยถ้อยวาทะอันน่าเวทนา แล้วเขาก็นั่งลงข้างๆ ออกปากขอรอยยิ้มจากเธอ ท่วงทีประดักประเดิดดังกล่าวแม้ช่างแตกต่างกับเมื่อครั้งตากล้องเคี่ยวเข็ญ(ปลุกปลอบให้เธอฉายแววเศร้า)แต่ก็ล้วนไม่ได้มาจากน้ำใสใจจริง แต่วาเลนตินเก๋าพอจับพิรุธของการออกหน้าออกตาเยี่ยงนี้ แต่หลังจากตริตรองเธอก็ผลิรอยยิ้มแก้เก้อ

ผู้พิพากษาเล่าว่าตนเริ่มเขียนหนังสือขอขมาตั้งแต่ว่าวันที่เธอผลุนผลันออกไปท้ังน้ำตา “หมึกปากกาที่ฉันใช้มาตลอดชีวิตหมดเกลี้ยง” เขาเปรียบเปรย และระหว่างที่เขาเล่าต่อไป กล้องก็ถอยกรูดเข้าสู่ห้องข้างๆ กวาดเก็บโต๊ะบิลเลียดเก่าคร่ำพร้อมซากชามใบเขื่องแตกเป็นเสี่ยงเข้ามาในกรอบ ภาพจากการรวบหัวรวบหางดังกล่าวเป็นการบริกรรมบทสนทนาเพื่อขันเชนาะและก่อหวอดแรงโถมของคลื่นบีบน้ำตาอันเต็มไปด้วยปริศนา ในบทหนังฉบับดั้งเดิม มีการให้เบาะแสเรื่องราวของผู้พิพากษาชัดเจนกว่า(ไม่อยู่ในหนัง) [น.313]ฉันเคยเล่นบิลเลียดติดต่อกันหลายชั่วโมง ฝีมือไม่ค่อยได้ความ มีอยู่ครั้งที่แทงกะเร่อกะร่า ส่งลูกเหินออกนอกโต๊ะไปหล่นใส่เหยือกแก้วและติดอยู่ในนั้น จนต้องทุบเหยือกเพื่อเอาลูกออกมา

การขุดเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าในลักษณะไล่หลังการเฝ้าสังเกตการณ์ของผู้พิพากษาระหว่างวาเลนตินอยู่ที่ตรอกโบว์ลิงร่วมช่วงเวลากับโอกุสต์ เราทราบจากฉากเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นว่าร่องรอยของโอกุสต์นั้นจะอยู่ในรูปเศษแก้วแตกเป็นเสี่ยง ความกลมกลึงของลูกบิลเลียดและความคมของเศษแก้วโยงผู้พิพากษาเข้ากับโอกุสต์และยังชวนจินตภาพเลยเถิดไปถึงก้อนหินและบานหน้าต่างแตกร้าวที่เพื่อนบ้านทิ้งผลงานไว้ให้ผู้พิพากษา

อย่างไรก็ตามลำพังภาษาเขียนของบทภาพยนตร์คงไม่อาจถ่ายทอดโยงใยอันพิศวงเช่นนี้ได้ คีสลอฟสกีไม่เคยแจงเหตุผลที่เจียระนัยและผูกฝีภาพออกมาเช่น แต่ก็เดาใจเขาได้ว่าคงเป็นเพราะภาพหนักแน่นกินขาดอุปลักษณ์ในการบรรเลงลวดลายและมอบรสชาติ ในหลายแง่ที่บ่งชี้การมุ่งกำนัลประสบการณ์ไดยไม่คำนึงหมายในความกระจ่าง จึงนับว่า เข้าเกณฑ์เป็นฝีภาพตำรับคีสลอฟสกี เราอดสังหรณ์ใจไปต่างๆ นานาไม่ได้ระหว่างโฉบผ่านเศษแก้วและสรรพสิ่งตามรายทางที่เข้าเค้าเป็นลางบอกเหตุ (ซากแตกหักเป็นลางดีหรือร้าย เป็น”การหักด่าน”หรือ “หักพัง”) เราได้แต่เก็บเกี่ยวเสี้ยวสะกิดใจเหล่านี้สุมรวมไว้กับความรู้สึกต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า ราวเป็นคลื่นภาพถาโถมปลุกพลังกายสิทธิ์ในยามบทชีวิตของผู้พิพากษาไต่ระดับถึงจุดสูงสุด

หนังเดินเรื่องต่อด้วยบทสนทนาระหว่างโอกุสต์กับคนรัก ผู้พิพากษาทายทักว่าความสัมพันธ์จวนล่มเต็มแก่ วาเลนตินตบะแตกเดินปรี่ลัดห้องเข้ามาตั้งท่าเอาเรื่อง(หาเรื่องอีกแล้วรึ? เธอพูด) ระหว่างเธอเริ่มเปิดศึก หนังแทรกภาพกว้างเข้ามาเผยให้เห็น(ชั้นหนังสือ)เส้นแบ่งทอดตัวตามแนวดิ่งระหว่างคนทั้งสอง(อย่างกับหลุดมาจากงานของแอนโทนิโอนี) ผู้พิพากษาสารภาพว่าเขาใส่ไฟจริงโดยข้อมูลจากการดักฟังและนำสืบ

พวกเขาสนทนายืดยาวจนย่ำค่ำความมืดเข้าปกคลุม วาเลนตินรู้สึกผิดกับการปลีกตัวไปเยี่ยมแฟนหนุ่มมิเชลที่อังกฤษ ไม่ดูดำดูดีแม่และน้องชายยามปัญหารุมเร้าพวกเขาถึงขีดสุด “ไปเถิด ชะตาของคุณลิขิตไว้เช่นนี้” ผู้พิพากษาบัญชาราวกับเป็นพระพรหม เธออยากมีโอกาสอยู่ช่วยน้องชาย เขาบอกเป็นนัยว่า เธอยังมี แค่นั้น ตัวตน เพื่อเป็นการหักลบกลบหนี้ให้สิ้นกัน เพราะวิเท็กก็ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระเจ่าในทำนองเดียวกันใว้เมื่อครั้ง Blind Chance และวาเลนตินอาจเป็นสัญญาณแรกที่บอกว่าที่จริงแล้วเขาควรเป็นเยี่ยงใด

ผู้พิพากษาเท้าความว่าจากวันนี้(วันคล้ายวันเกิดเขา)ย้อนไป 35 ปีก่อนเขาได้มีคำพิพากษาคดีแรกในชีวิต (และเราก็สังหรณ์ใจอยู่ว่านี่ก็เป็นวันแรกนั่งบัลลังก์ตัดสินคดีของโอกุสต์) วันนั้นเขาตัดสินให้ชายผู้เป็นจำเลยพ้นผิดเพียงเพื่อมารู้ในภายหลังว่าคนผู้นั้นสมควรต้องโทษ

จึงได้เห็นเบาะแสแรกของผู้พิพากษาที่บอกใบ้ในสิ่งที่เขาเป็น [น.314]แต่มารู้ตอนนี้ว่าคนผู้นั้นผิดจริง จู่ๆหลอดไฟในโคมระหว่างทั้งสองก็ดับลง ผู้พิพากษานำหลอดจากข้างบนมาใส่แทน แสงไฟวาบขึ้นสาดขับดวงหน้าวาเลนตินเรืองเด่นอยู่ในความมืด ระดับแสงกลับเข้าสู่สมดุลอีกครั้งในแถบสีส้มอมแดงอุ่น คล้ายกับคีสลอฟสกีบอกเป็นนัยว่าความจริงดิบ เข่น การสอดส่อง นั้นพะอืดพะอม ขณะที่ความมืดมิดก็ปิดทุกทางเลือก แสงที่แผ่ทั่วถึงดีที่ที่สุด และ ความกระจ่างแจ้งในชีวิตผู้พิพากษาที่เจ้าตัวค่อยๆเผยแก่วาเลนติน(กระบวนการที่กินเวลาหลายวันกว่าจะบริบูรณ์) ก็ช่วยเติมแต่งปมประเด็น บทกวี(#1129)ของเอมิลี ดิกกินสัน(Emily Dickinson)ผุดขึ้นมาเตือนใจ

เล่าแจ้งแต่เลี้ยวลด
ลุแก่วงกตลวง
โชติช่วงล้นสุขล้า
ลิ้มสัจกล้าโลดฉงน
ล้างเขลาเจ้าละอ่อน
หลากอาทรไล่เคลือบแคลง
หาไม่แจ้งเพ่งละลาน
วิญญาณพาลบอดสลดลาม
วาเลนตินเชื่อว่าผู้พิพากษามีความจำเป็นที่ปล่อยคนผิดลอยนวล เพื่อที่ว่าคนๆนั้นจะได้พานพบความสุขในบั้นปลาย(มุมมองกุศลจิต) ผู้พิพากษาพูดถึงคนมากมายที่ตนปล่อยให้เป็นอิสระ แม้จะรู้ว่าทำผิดมา เพื่อ”ปกป้อง”พวกเขา เธอดื่มคารวะ(การกลับมาของภาพการดื่มแห่งความสมานฉันท์ตำรับคีสลอฟสกี)ด้วยโมทนาจิตยิ่งหากเธอต้องขึ้นศาลแล้วได้เขามาเป็นผู้พิพากษา เขาอรรถาธิบายว่าเธอไม่มีวันต้องขึ้นศาล ความยุติธรรมไม่อาจแตะต้องผู้บริสุทธิ์ กับคนอื่นๆ เขาไม่เคยวางใจใคร แต่กับเธอเขายอมลงให้ ถัดจากการสารภาพความในใจคือห้วงเวลาขวัญหายของผู้พิพากษา ลูกหินทะลวงหน้าต่าง แม้ว่าภาพนี้ตลอดแก้วที่แตก และกัอนหินที่เก็บรวบรวมไว้บนเปียนโนจะเหลือซากไว้ให้ดูต่างกุศลผลบุญ คนที่อยู่เรือนกระจกไหนเลยจะขว้างหินเล่นผู้พิพากษาตระหนักมาตลอดชีวิตและเก็บลูกหินไว้เตือนใจ หากตนอยู่ในฐานะเช่นเพื่อนบ้าน ก็คงฆ่า ขโมย และโป้ปดได้

ผู้พิพากษาถือเป็นร่างประทับของพระเจ้าในหลายด้าน และอำนาจของเขาก็สะท้อนฤทธิ์เดชเยี่ยงพระเจ้าของคีสลอฟสกีในการปลุกปั้นภาพออกมาเป็นหนัง แต่หนังโถมไปในทิศทางที่ว่า ทั้งชีวิตของผู้พิพากษามีแต่เรื่องที่พึงสำเหนียกว่าตนหาใช่พระเจ้า และสิ่งต่างๆ ก็อยู่พ้นวิสัยที่ตนจะเข้าใจเนื้อแท้และคุณค่าความหมาย การเที่ยวสอดส่องนับเป็นอหังการที่จะตั้งตนเป็นพระเจ้า(กิเลสในกมลสันดานมนุษย์ทุกผู้ ตามคัมภีร์เจเนซิส) เขาทะยานอยากจะรู้เห็นจริงเพื่อชี้ขาดอย่างเที่ยงธรรมถึงขีดสุด [น.315] เพื่อตัดสินความอย่างเที่ยงธรรมถึงขีดสุด น่าสมเพชที่ยิ่งรับรู้มากก็ยิ่งยากจะชี้ขาด(ให้อำนาจชายสำส่อน จนครอบครัวเขาจวนเจียนล่มสลาย) การศรัทธาในศักยภาพของใครสักคนเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งใดจริง-ไม่จริง ดูจะ ไม่เป็นกลาง ยโสดีไหม? วาเลนตินแนะ บอกเป็นนัยถึงงานเขียนธรรมบทอิกเคลสชิเอต(Ecclesiates) เขาเห็นดีด้วย ลางสังหรณ์ที่ว่าชะตาเธอจะลงเอยที่เรือข้ามฟากชักจะสั่นคลอน พอฉุกคิดขึ้นมาว่าก็เขาเองคือตัวดีปล่อยวาเลนตินไปสู่ความตายโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกเป็นบุญตาที่ได้เห็นวาเลนตินโผล่ไปอยู่เคียงข้างโอกุสต์ เขามิอาจควบคุมอนาคต บางสิ่ง(หรือบางคน)ต่างหากที่อาจกำหนด

ต่อคำถามที่ว่าเคยรักใครไหม เขาตอบเรียบๆ ว่าวันก่อนเขาเพิ่งฝันถึงคนๆนั้น เธอแก่แล้ว แต่มีความสุขดี แต่เธอเข้าใจว่าเขากำลังฉายภาพเธอทาบลงไปในอดีต(แต่ที่ต่างออกไปคือ พวกเขาต่างรักใครอีกคน) เกรงว่าคงรับได้แต่ความเมตตาจากเขา “เคยไหมที่ฝันแล้วเป็นจริง?” เขาเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ แต่จากคำพูดคำจาก็พออนุมานได้ว่าเคย “เคยฝันดีหลายปีมาแล้ว”

ถึงจุดนี้เป็นอันแน่ชัดว่าโอกุสต์กับผู้พิพากษามีเส้นทางชีวิตคู่ขนานกัน ความพ้องพานค่อยๆ เผยตัวเป็นระยะจนในที่สุดก็เป็นที่ประจักษ์ว่าชีวิตของโอกุสต์คือวงจรใหม่ของการวัดรอยเท้าผู้พิพากษา เขาคือกงล้อประวัติศาสตร์อันรันทดที่หวนกลับมา แต่บทสุดท้ายของเรื่องราวจะไปถือจุติในรูปความหวังของแวร์เนอร์แห่ง Blind Chance ในแง่ที่ว่าชนรุ่นหน้าย่อมได้ดีกว่ารุ่นปัจจุบัน เรื่องราวระหว่างคนสองรุ่นยังให้เบาะแสความเป็นไปได้สามสถานของหนัง ภาพการเดินทางอันทุลักทุเลของโอกุสต์ไปยังอพาร์ตเมนต์ของหญิงคนรักตัดสลับกับภาพระยะใกล้ของเครื่องเล่นสล็อตแมชชีนในร้านกินดื่ม(ที่กำลังให้ลาภในรูปผลเชอรีสามลูกจากการเสี่ยงโยก ตรงกันข้ามกับโชคร้ายที่เขากำลังเผชิญ) และภาพเขาค่อยๆโผล่ออกมา(จากถังขยะอันเป็นพาหนะอย่างน่าสมเพช)และดอดเข้าห้องเช่าหญิงคนรักจากทางหน้าต่าง หนำซ้ำสะดุดปลายเท้าตัวเอง(เช่นเดียวกับที่วาเลนตินก้าวพลาดตอนออกมาจากที่พักผู้พิพากษา(ด้วยวิญญาณอันคับข้อง)ก่อนหน้านั้น ห้องเบื้องหน้า(เป็นสำนักงาน)เขามองจากหน้าต่างเข้าไปร้างผู้คน แผนภาพสภาพอากาศบนจอคอมพิวเตอร์เหมือนลางร้าย(การทายทักที่เขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี) หน้าต่างบานที่สองนำฝันร้ายมาสู่เขาด้วยภาพหญิงคนรักเปลือยร่างเสพสังวาสอยู่กับชายอื่น เขากลับถึงบ้านตอนเช้า เปิดไฟหน้ากับแบตเตอรีรถยนต์ จนดับไปเพราะไฟหมด ในอีกด้านหนึ่งรถของผู้พิพากษาก็ได้รับการปรับปรุงจนดูใหม่เอี่ยมอ่องอีกครั้งเพื่อวาเลนติน โอกุสต์ตามดูหญิงคนรักแม้แต่ตอนเธอนัดเที่ยวกับชายอื่นอยู่ ขณะที่เขาหลบเลี่ยง แต่ผู้พิพากษาไม่ แถมยังโทรเข้าไปเรียกใช้บริการสอบถามสภาพอากาศของช่องแคบอังกฤษ จึงเท่ากับว่า เธอบอกเที่ยวเรือแก่เขาไปแล้ว(เธอเคยเมียงมองภาพเรือใบตอนออกไปเที่ยวกับผู้ชายอีกคน)[.น316]เธอบอกเป็นนัยว่าเธอคงจะไปนานกว่าที่คิดและอาจจะไม่กลับมาอีก(เธอล้างมือจากวงการไปแล้ว)

โอกุสต์นำหมามาปล่อยให้มีชีวิตไปตามยถากรรม ณ ริมทะเลสาบเจนีวา ทะเลสาบที่ผ่านตาเรานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตอนวาเลนตินโผล่มาที่พำนักของผู้พิพากษาหรือตอนโอกุสต์โผล่ไปที่ห้องเช่าหญิงคนรัก และเราก็ได้ประจักษ์ว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่หักใจดิบตัดหางปล่อยวัดเพื่อนผู้เสียสละและขาดนายไม่ได้ แต่ภายหลังก็เฉลยว่าเขากลับไปหามัน และหอบหิ้วมันขึ้นเรือข้ามฟากไปด้วยกัน

“บอกแล้วไงว่าอย่ายิ้ม” ผู้คุมโครงการตะคอกสั่งนางแบบบนเวทีผิดกันราวฟ้าดินกับที่ผู้พิพากษาขอร้องวาเลนตินที่บ้านของเขา ถึงจุดนี้เราได้แต่เอาใจช่วยให้งานเธอลุล่วงไปด้วยดี หลังโดนรางเสื้อแล่นทับปลายเท้า เธอจะสะดุดปลายเท้าตัวเองบนเวทีอีกรึไม่ คราวนี้ไม่ เธอไม่สอดส่ายสายตา แม้สมาธิจะจดจ่ออยู่กับคนดูตลอดการเดิน ราวกับว่าการสะดุดมีนัยทางอภิปรัชญาและกินความกว้าง ที่เธอมองหาไม่ใช่แค่ผู้พิพากษา
แสงสาดเป้านามธรรมพากันวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด วาเลนตินสงสัยครามครันว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝันเฟื่องดังที่ผู้พิพากษายืนกราน งานแสดงอวดความเฉิดฉายของสีแดงส่งสัญญาณความรู้สึก ณ ห้วงเวลานั้นของวาเลนตินไปในที เธอสลดไปอย่างเห็นได้ชัดหลังจากนั้น เพ่งมองตัวเอง ความงามของเธออันเป็นที่ประจักษ์ผ่านการแสดงกลับไม่เป็นที่ตื่นตาแก่มิเชล มีเพียงใบหน้าวังเวงไร้ซึ่งรักแท้ต่อเธอ ระหว่างเตรียมตัวผละไปเธอเหลือบเห็นผู้พิพากษาในเก้าอี้สีแดงท่ามกลางที่นั่งผู้ชม ความเคลื่อนไหวหนึ่งเดียวที่ทอดโยงมาถึงเธอ

ระหว่างทางผ่านในการออกจากบ้านเป็นหนแรกในรอบหลายปี ผู้พิพากษาผ่านเส้นทางที่วาเลนตินปรากฏอยู่บนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดมหึมาพร้อมด้วยข้อความโปรย”เฮือกแห่งชีวิต” สื่อชัดแจ้งถึงคุณค่าต่อผู้พิพากษา บทสนทนาระหว่างพวกเขาหลังการแสดงไขปริศนาความพ้องพานและโครงสร้างควบขนานทั้งมวลของตัวหนัง ผู้พิพากษาถ่ายทอดเรื่องราวมากมายที่เคียงขนานกับความเป็นไปของโอกุสต์(หนังสือหล่น สาวผมปลอนด์หักอก เป็นต้น) และรายละเอียดที่สั่งสมจากการดักฟังสอนให้ผู้พิพากษาเป็นยอดพรานแห่งโชคชะตา

และยังก่อให้เกิดคำถามตามมาว่าหรือเราจะหลงหูหลงตายามประวัติศาสตร์งุบงิบเรื่องมงคล หักลบ และแก้ลำ ผู้พิพากษายืนกรานว่าฝันของตนเกี่ยวกับวาเลนติน(ที่ว่าเธอจะอยู่จนแก่เฒ่า เป็นสุข และมีคนเคียงข้าง) จะเป็นจริง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าชายคนนั้น
จะเป็นใคร ต่อคำถามที่ว่าตัวเขาเองเป็นใคร เขาตอบอย่างถ่อมตนว่า “ผู้พิพากษาเกษียณ” ก็จริงของเขา [น.317]ในหลายแง่ เพราะเขาเลิกตัดสินผู้คนและล้างมือจากการสืบค้นตื้นลึกหนาบางของคนเหล่านั้น เช่นเดียวกับเวโรนีก เวโรนิกา และตัวละครตามตำรับคีสลอฟสกีที่มาก่อนเธอ วาเลนตินวัดใจตนเองเพื่อให้รู้ว่าบรรดาสิ่งที่บังเกิดรายรอบเธออันไหนสำคัญกว่ากันแม้ไม่ค่อยเข้าใจ ผู้พิพากษาไม่ตีความ ไม่ปฏิเสธ เขาเพียงแค่ยื่นมือออกมา สัมผัสแห่งมนุษย์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา

พายุโหมขัดจังหวะ ผู้พิพากษามีท่าทีกังวล(สังหรณ์ใจ) วาเลนตินทรงตัวไม่อยู่ต้องไขว่คว้าประตูโรงละคร ก่อนถูกกลืนหายไปกับม่านสีขาว(ไม่เหมือนเกลียวคลื่นมหาสมุทร) พวกเขารอดจากพายุมาจิบกาแฟด้วยกัน คีสลอฟสกีทิ้งทวนเหตุการณ์สะท้อนภาวะร่วมหัวจมท้าย ด้วยภาพถ้วยของคนทั้งสองจากระยะใกล้ เครื่องดื่มในถ้วยเพยิบ(แทรกด้วยเสียงปิดประตู) เหตุการณ์คลี่คลายไปอย่างเชื่องช้า ช้าลง ภาพผู้พิพากษาถือแก้วในมือ แทรกเข้ามา เลื่อนลอย เบื้องหลังแก้วคือทะเลที่มีฉากหลังเป็นสีแดง บ่งบอกภาวะเหนือกาลเวลา อึดใจอันอัดแน่นด้วยอภิปรัชญา

วาเลนตินเองก็มีภาพความเข้าใจของตนเองจากการตีความเหตุการณ์สำคัญในชีวิตผู้พิพากษา ในบทสนทนาสุดจับใจนี้ คีสลอฟสกีแจกแจงว่าบุญกุศลที่ปกปักวาเลนตินก็ไม่ได้เลิศเลอไปกว่าอีกหนึ่งปาฏิหาริย์ที่ประจวบเหมาะและโชคชะตาที่พลิกผันเหลือเชื่อตามที่มีให้เห็นพร่ำเพรื่อในหนัง

ระหว่างผู้พิพากษาเล่าว่าตนเห็นภรรยาอยู่ร่วมเตียงกับชายที่ชื่ออูโก โฮลบลิง(Hugo Holbling) จู่ๆ ก็มีเสียงโครมครามปริศนาสะกิดความสงสัยของทั้งเราและวาเลนติน ลูกเล่นดังกล่าวลงตัวกับช่วงเวลาอันตึงเครียด แม้จะไร้ที่มาที่ไป(เดาว่าเป็นพายุกระโชกบานประตู หรือเสียงเครื่องมือเหล็กสำหรับทำความสะอาดบ้านร่วงหล่น) เหมาะเจาะในแบบฉบับของการเป็นส่วนที่วงเล็บอมพะนำไว้ รู้สึกรู้สาแต่ยังแยกแยะไม่ออก นับเป็นหนึ่งในกลเม็ดอันแพรวพราวของการใช้เสียงในงานชิ้นนี้ ตามที่ได้อภิปรายบางส่วนไปแล้วในบทที่ 2

เสียงจากนอกรัศมีภาพมีให้ได้ยินเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเสียงหลอกหลอนจากหายนะในตอนท้ายเรื่อง เฮลิคอปเตอร์แทรกเข้ามาผิดกาลเทศะเสมอ เสียงหวูดหอนขัดจังหวะการถ่ายภาพของวาเลนติน นอกจากนั้นยังมีความเงียบแผ่เข้ามาคั่นขณะวาเลนตินสนทนากับผู้พิพากษา ทั้งอึดอัด วังเวงพิกลจนใจคอไม่ดี แต่ก็อาจจับใจในแง่ที่พลังเอกภพแผ่เข้ามาขับเคลื่อนเหตุการณ์ไปจากห้วงเวลาเชือดเฉือนจิตใจนั้นเสีย

พวกเขาออกจากสถานที่จัดงานโดยสัมผัสที่เดินทางไปไม่ถึงอีกฝ่าย ความใกล้ชิดเชิงนามธรรมถ่ายทอดผ่านมือของพวกเขาที่คั่นกลางด้วยกระจกหน้าต่างรถ ลีลาทางภาพยนตร์อันเหนือชั้นดังกล่าวบอกเล่าสาระมากมายยิ่งกว่าภาวะของตัวละครและการคลี่คลายปม [น.318]สภาพนามธรรมของฝีภาพขยายความนัยเหตุการณ์ ถ่ายทอดความรักในระดับอภิปรัชญาสูงสุด ท่วงท่าของมือยิ่งให้ความหมายลึกซึ้งจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้พิพากษาขอดูตั๋วเรือข้ามฟากของเธอไม่นานก่อนหน้านั้น ราวกับเขามีลางสังหรณ์ ขณะเดียวกัน กระจกก็เป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรค มีใจต่อกัน แต่เป็นไปไม่ได้

ระหว่างเขาปลีกตัวไป วาเลนตินเห็นหญิงชรากระย่องกระแย่งเก็บขวดจากกองขยะ จูลีกับคารอลเคยพลาดที่จะหยิบยื่นน้ำใจยามเผชิญสถานการณ์ดังกล่าว แต่วาเลนตินไม่ เธอปรี่ไปช่วยหญิงชรา ไม่เพียงเป็นการไถ่โทษต่อสร้อยหนังเจ้ากรรมนายเวรที่โผล่มารังควานตลอดไตรภาค แต่ยังเป็นการชำระความกับปมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกประการที่สี่ซึ่งค้างมาจากบ้านผู้พิพากษา กับการหาทางช่วยหญิงชราผู้อยากจะเห็นหน้าลูกสาว แก้วแตกเป็นเสี่ยงขณะร่วงลงกระแทกก้นถังขยะ ต่อคำถามถึงสร้อยหนังอันนี้ คีสลอฟสกีตอบว่า”ก็แค่เตือนสติว่าวันหนึ่งเราอาจจะแก่เกินกว่าจะหยิบขวดจากถังขยะ” เสียงแก้วแตกเปรื่องยังย้อนไปล้างปริศนาธรรมที่รอยแหลกเยินของหน้าต่างบ้านผู้พิพากษา

วาเลนตินกับโอกุสต์ โดยสารเรือข้ามฟากลำเดียวกัน แต่ไม่เฉลียวใจว่าอีกฝ่ายมาด้วยกัน เป็นไปได้ว่าโอกุสต์กำลังวัดรอยเท้าผู้พิพากษา ในการข้ามช่องแคบ จดจ่อกับการไล่ตามคนรักที่ไปกับเรือลำข้างๆ ในฝีภาพดักจับสภาพท้องเรือ เผยให้เห็นเพียงรอยแตกเล็ก ๆ ก่อนลับหายไปกับความมืด ในฝีภาพชวนฉงนพอกัน ในลำดับถัดมาจะเห็นใบหน้าวาเลนตินยับยู่ไปถนัดตา กำลังพยักเพยิด ก่อนจะลบล้างความรับรู้แรกของเราด้วยภาพป้ายโฆษณาหลุดร่วง พายุอานุภาพทำลายล้างมหาศาลสร้างความพินาศไปทั่วเจนีวา แก้วชาผู้พิพากษาบนโต๊ะบิลเลียดสั่นเทิ้มจนกระฉอก(สร้างความวิตกกังวลว่าสายสัมพันธ์ของพวกเขาจะถึงคราวแตกดับ)

ผู้พิพากษาโผล่มาในสภาพผิดหูผิดตา นั่งปลอบลูกหมาในครอก สวมปลอกคอให้พวกมันและจัดแจงพวกมันให้เข้าที่ระหว่างรอวาเลนตินกลับมา พายุผ่านพ้นไปแล้ว เช้าผ่องแผ้วทอแสงผ่านเข้ามาระหว่างเขาปลีกตัวไปหยิบหนังสือพิมพ์ ข่าวมีผู้รอดชีวิต 7 รายจากโศกนาฏกรรม ณ ช่องแคบ โปรยบนหน้าสื่อ เราตกอยู่ในความฉงนเช่นเคย หรือความย้อนแย้งตำรับคีสลอฟสกีอีกระลอก กับเคราะห์ดีที่ต้องแลกมาด้วยหายนะร่ำไป ผู้พิพากษาดูรายงานข่าวจากจอโทรทัศน์ไปก็ใจคอไม่ดี (มาร์ก น้องชายวาเลนตินบอกให้เขาดู) ไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของอุบัติเหตุ(ปล่อยให้เป็นปริศนาทางอภิปรัชญา ไม่ได้แจงในทำนองแผ่นน้ำแข็งแตกอย่าง Decalogue I) เราทราบเพียงว่าในเหตุการณ์เดียวกัน นอกจากเรือข้ามฟากแล้วยังมีเรือยอทช์อีกหนึ่งลำล่มตามไปด้วย ทั้งนี้ยังไม่อาจค้นพบผู้สูญหายสองราย(อาจเป็นคนรักของโอกุสต์กับคนรักใหม่ของเธอ)ที่โดยสารมากับเรือยอทช์ [น.319](ปล่อยให้เป็นปริศนาทางอภิปรัชญา ไม่มีการแจกแจงในทำนองแผ่นน้ำแข็งแตกอย่าง Decalogue I) เราทราบเพียงว่าในเหตุการณ์เดียวกัน นอกจากเรือข้ามฟากแล้วยังมีเรือยอทช์อีกหนึ่งลำล่มตามไปด้วย โดยที่ยังไม่อาจค้นพบผู้สูญหายสองราย(อาจเป็นคนรักของโอกุสต์กับคนรักใหม่ของเธอ)ที่โดยสารมากับเรือยอทช์ คีสลอฟสกีไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมแต่คนดู มีแค่แทรกภาพจากสื่อขณะมีการลำเลียงศพผ่านลงมาตามกราบเรือข้ามฟากที่หงายท้อง

จำนวนผู้รอดชีวิตที่ตัวเลข 7 ถือเป็นตัวเลขสมบูรณ์แบบตามขนบทางคัมภีร์สูงสุดของยิว สตีเฟน คิลเลียน(Stephen Killian) (พนักงานประจำซุ้มเครื่องดื่มบนเรือข้ามฟาก) เป็นผู้รอดชีวิตรายเดียวที่เราไม่รู้จักมักจี่ด้วย แต่เรื่องราวของเขาอาจไปโผล่ในหนังเรื่องอื่น ในรายชื่อยังปรากฏจูลี(จาก Blue) เช่นเดียวกับ คารอลและโดมินีก จาก White ตามด้วย โอลิวิเยร์ จาก Blue (เหตุใดชื่อของจุลีกับโอลิวิเยร์จึงไล่ตามกัน คารอลและโดมินีกไปโผล่อยู่บนเรือด้วยเหตุผลกลใด โดมินีกเป็นอิสระหลังรับโทษหรือว่าสองคนหนีมาด้วยกัน) ไม่แค่เท่านั้น ยังมีคำถามต่ออนาคตที่จะมีร่วมกันของวาเลนตินกับโอกุสต์(สองคนสบตากันเป็นหนแรกในหนังในฝีภาพนี้) กรูเข้าตีวงล้อม การหยุดความเคลื่อนไหวขององค์ประกอบขับให้ภาพเด่นทาบเคียงได้กับงานโฆษณา ภาพที่เธอแสดงความหวาดกลัวใต้คำโปรย “The Breath of Life” ไม่มีวาระใดที่เหมาะเจาะกับคำโปรยดังกล่าวเท่าเหตุการณ์นี้ ไหนจะเสื้อคลุมสีแดงของหน่วยกู้ชีพที่เป็นฉากหลัง ผนึกหนังเป็นหนึ่งและฟ้องถึงการจัดระเบียบสรรพสิ่งในทางอภิปรัชญา(นอกเหนือจากความบังเอิญ)
ก่อนจะตามมาด้วยหนึ่งในงานด้านภาพอันเป็นที่กล่าวขานเมื่อพูดถึงคีสลอฟสกี ผู้พิพากษาหลั่งน้ำตาเป็นหนแรก ในท่ายื่นมองทะลุบานหน้าต่างแตก มาดอันคุ้นเคยนั้นฉุดดึงเรา เคี่ยวเข็ญให้เราเข้าถึงหัวอก คว้ากลืนเราเข้าไปสู่เรื่องราวบีบความรู้สึกที่เราเฝ้ามองมาตลอด ตื้อยุดเราด้วยภาพและไตร่ตรองสิ่งที่เห็นไป ยากจะตีความภาพดังกล่าว เช่นเดียวกันอีกหลายภาพในหนังที่ไม่อาจสรรหาถ้ยคำมาบรรยายได้ครบถ้วนกระบวนความ ฉันใดก็ฉันนั้น เราก็แค่เห็นผู้พิพากษาแหลกเป็นเสี่ยงคาตา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่ไหนได้ กลับเป็นก้อนหินแห่งการพิพากษานั่นเองที่เปิดทางแก่การไถ่บาป ไม่เคยมีภาพใดบันดาลความพิศวงแก่คนดูเท่ากับการเพ่งมองอันเปี่ยมด้วยพลังแผ่ซ่านครั้งนี้จากเขา แล้วปาง ทรงส่วนแห่งการหลุดพ้นที่สัมผัสได้ ไม้เด็ดของโบสถ์คริสต์ตลอดหลายร้อยปี และคีสลฟสกียึดมั่นเป็นที่ยิ่ง ก็นำไปสู่ภาพสุดท้าย ภาพนิ่งของวาเลนตินในระยะใกล้ ลมปราณชีวิต(The breath of life)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: