enyxynematryx

Archive for the ‘Eastern European Film’ Category

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี (The Double Life of Veronique 2/2) [น.252 – 263]

leave a comment »

[น.252]เช่นเดียวกับวีโรนิกา หลังเจอโทรศัพท์ที่ชวนฟุ้งซ่านเวโรนิกแจ้นกลับบ้านไปหาการปลอบโยนจากพ่อ ไม่ใช่เพราะพ่อจะมีคำตอบแก่คำถามน่ารำคาญหรือเติมเต็มความปรารถนาลึกๆของเธอได้ แต่เพราะพ่อคือรากเหง้าและแหล่งพักพิงแรกเพื่อสงบจิตสงบใจ ช่วงที่เธอนึกทบทวน[น.253]อยู่ตรงหน้าต่าง มองออกไปยังชนบทเบื้องนอกรอบๆ ล้อมบ้านนั้นสะท้อนถึงความเป็นฐานที่มั่นอย่างชัดเจน

เธอบอกพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำว่าหลงรักผู้ชายที่ไม่รู้จักมาก่อน คำประกาศของเธอผวนย้อนกับจากคำของปากวีโรนิกา แตไม่ใช่ตรงส่วนที่ว่า เธอไม่รู้สึกแต่อย่างใดว่าตนเองโดดเดี่ยว แต่เป็นครั้งที่เธอปรารภว่าจู่ๆก็รู้สึกอ้างว้างขี้นมา และเธอก็ได้แต่จำยอมรับพันธกิจเติมเต็มความว่างเปล่าในแบบตรงกันข้าม ผู้หญิงสองคนเป็นสัญลักษณ์ของภาวะขาดสารทางจิตวิญญาณเบื้องต้นต่างกลุ่มอาการ คนหนึ่งใช้ความว่างอีกคนใช้ญาณหยั่งรู้เข้าเติมเต็มปริศนาธรรม การหยั่งรู้ของวีโรนิกามาจากชีวิต ส่วนญาณหยั่งของเวโรนิกถูกปลุกโดยความตาย ทั้งสองจับแพะชนแกะภาวะกระสับกระส่ายทางจิตวิญญาณเข้ากับเรื่องรักหักมุมและอนุมานว่าการปล่อยให้หัวใจนำทางจะล้างข้อสงสัยที่คอยรังควาน ในรายของเวโรนิกนั้นเรื่องรักเหนือความคาดหมายก็พ่วงมากับโทรศัพท์ปริศนาจริงๆ

ภาพจากการยิงกล้องออกไปจากในสุสานดักจับขณะรถแล่นผ่านขากลับจากบ้านพ่อ จะเห็นแท่นศิลาจารึกเหนือหลุมศพที่ระวางส่วนหน้า มุมมองจากรอยต่อปรภพย่อมโยงไปถึงวีโรนิกา บอกเป็นนัยถึงการคงอยู่จากเบื้องบน

พลันเธอก็ได้ลิ้มรสชาติความย้อนยอกของการประกอบสร้างเรื่องราวรัญจวนใจเหนือความคาดหมาย เธอยอมโกหกเพราะเห็นแก่เพื่อนในคดีหย่าชวนน้ำตาตกใน น่าแปลกที่เธอผลีผลามตกลงใจทรยศตัวเองต่อให้มีเพื่อนเป็นข้ออ้างก็ตามที เธออาจมองว่าเป็นการสาสมแล้วกับความตัณหาจัดของฝ่ายชาย วางหมากในใจไปก็กระดกแก้วนมดื่มไปด้วย อันที่จริงคีสลอฟสกีจะตัดพล็อตย่อยนี้ออกจากหนังเสียก็ได้ ถ้าไม่ติดว่าเหมาะกับการช่วยลดสภาวะการเป็นแม่พระในตัวละครตัวนี้ลงเสียบ้าง แทนที่จะเป็นนางฟ้าวิเศษวิโศอยู่บนสวรรค์ เธอก็เหมือนเราๆ ขลาดเขลาไม่ต่างกับเรา

ที่ริอ่านขนาดนั้น คงเพราะได้แรงจูงใจจากความฝันเฟื่องเรื่องความรักกับคนแปลกหน้า ก้าวกระโดดเล็กๆ ของการสานต่อเรื่องราวที่เธอคบหาฉันท์ชู้สาวอยู่กับผู้ชายที่เธอไม่รู้หัวนอนปลายเท้า หลักฐานอีกประการคือ ที่เธอซักถามรายละเอียดของชายคนดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวตนลึกๆ และรสนิยมในการร่วมรัก และ ปลีกย่อย (ฉันควรจะรู้เสียบ้างถึงสิ่งที่ผู้หญิงควรรู้ตอนที่..)เธอพาซื่อใช้ข้อมูลจากฉากให้การเท็จไปจับแพะชนแกะวาดภาพความเป็นไปได้ของสัมพันธภาพระหว่างเธอกับเจ้าของสายโทรศัพท์ลึกลับ

ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ถอนตัวจากความหมกมุ่นนั้น ช่วงดังกล่าวจึงน่าจะถือเป็นอาการขาดสติชั่ววูบเอานิยายไม่ได้เพราะความสับสนในตัวเอง [น.254]ตัวละครส่วนใหญ่ของคีสลอฟสกีมักมีชีวิตวนเวียนอยู่กับการทึกทักและอนุมาน ถ้าจำกันได้อเล็กซ็องดร์ก็เคยหูแว่วเป็นเสียงเวโรนิกฝึกร้องผลงานคีตประพันธ์ของฟาน บือเด็นเมเยอร์ เราพอเดาได้ว่าหัวใจเธออ่อนแอ เราพอจะอนุมานได้ว่าลึกเข้าไปหลังความอ่อนหวาน ยิ้มแย้ม เธอสับสนเหลือเกิน แต่การอนุมานสถานเดียวก็นำมาซึ่งความสับสน การหลีกเลี่ยงการให้เบาะแสตามขนบฮอลลิวูดบางครั้งส่งผลให้น้ำเสียงการเล่าห้วนเกินไปหนำซ้ำพฤติกรรมของตัวละครก็ดูพิลึกพิเรนท์และไม่สมควรแก่เหตุอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันคีสลอฟสกีก็สงวนข้อมูลอันมีประโยชน์ไว้มิให้ตกถึงห้วงความรับรู้ของคนดูราวกับเจอเพียงเงาสะท้อนน้ำในกะโหลก คนดูจับไม่ได้ไล่ไม่ทันตัวละครเสมอ คนดูจะรู้ความก็ต่อเมื่อถึงคราวเรื่องแดงพอดี

ในฉากที่ตามมาจะเห็นเวโรนิกเดินกลับบ้านด้วยใบหน้าผ่องอำไพอาบด้วยแถบแสงอุ่นละมุนที่แทรกผ่านซอกตึกเข้ามา แล้วก็หยุดแหงนหน้าขี้นเชยละเลียดพร่างแสงนั้นในอากัปกิริยาเดียวกับวีโรนิกาเมื่อครั้งชื่นมื่นกับพร่างละอองจากฟ้าเพดาน แต่มีแววอมทุกข์อยู่บ้าง ไม่ลิงโลด

อึดใจเหล่านี้ถือเป็นทีเด็ดในงานของคีสลอฟสกี เป็นการเล่าที่ปราศจากถ้อยคำแต่สร้างผลกระทบแปลกๆ ทางปรากฏการณวิทยาได้อย่างมหาศาล เราร่วมสัมผัสถึงความอิ่มเอิบในส่วนลึกของตัวละครและอยากทนุถนอมห้วงเวลานั้นมิให้สิ้นสุดลง ดวงอาทิตย์ไม่ได้แค่เป็นแหล่งให้ความอบอุ่นในรูปการแผ่รังสี แต่เป็นดัชนีบ่งบอกการปลอบประโลมจิตใจ มอบประสบการณ์ที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าตัวตนอันแห้งแล้งหรือบทบาทเดิมๆ คีสลอฟสกียังคงเจนจัดในการขุดคุ้ยปมสัมพันธภาพระหว่างความรู้สึกกับวัตถุธาตุเหมือนเคย วัตถุและสภาพเหล่านั้นยังคงอยู่ในโอวาทของกฎฟิสิกส์ แต่พอไปปรากฏอยู่ในปริบทของความรู้สึกภายในของตัวละคร กลับมีความหมายมากขึ้น

เขือกที่เวโรนิกได้รับทางไปรษณีย์ปลุกความทรงจำต่อสายรัดกระดาษเพลงที่ขาดคามือเวโรนิกาขี้นมาอีก ในฐานะคนที่ล่วงรู้ความเป็นมาเป็นไปจากมุมกว้างก็อดคิดไม่ได้ว่านั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนจากแฝดทางวิญญาณ หรือลางมรณะ อันที่จริงเชือกเส้นนั้นส่งมาจากอเล็กซ็องดร์ เพื่อเป็นเบาะแสให้เธอสาวมาถึงนิทานและตัวเขา แต่มีแค่นั้นละหรือ แบบแผนจากนี้ไปชี้ว่าเป็นไปได้ทั้งสองทาง ที่มาที่ไปตามหลักวิทยาศาสตร์ของเชือกนั้นรัดกุม แต่จังหวะของการมาถึงและความยึดโยง(ที่มีเพียงเราผู้อยู่ ณ ชัยภูมิสูงสุด เท่านั้นจึงจะจับสังเกตได้)กับคู่แฝดก็พาลให้นึกถึงความลี้ลับที่พรางตัวอยู่เบื้องหลังคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

เจตนาดังกล่าวยิ่งมีความชัดแจ้งมากขี้นในคาบการเล่าถัดมากับฉากหลังเดิม ลำแสงวูบวาบป่ายแปะภายในห้องเวโรนิก ปลุกเจ้าของห้องที่นอนกลางวันอยู่ คนดูทึกทักเอาเด็กชายพร้อมกระจกในมือเป็นจำเลยอันดับหนึ่งโทษฐานปล่อยลำแสง ก่อนจะพบว่าแสงนั้นยังคงไม่หยุดส่ายส่องแม้เด็กชายจะหายหัวไปแล้วสักพัก แม้จะมีการอภิปรายเรื่องนี้ไปแล้วในบทที่สอง แต่ยังมีข้อสังเกตบางประการ [น.255]ที่สมควรเพิ่มเติมไว้ ณ ที่นี้ ประการแรกคือการปรากฏซ้ำของแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างการนอนกับสัญญาณ คราสที่เกิดจากฝ่ายอึดใจแห่งอภิปรัชญาเคลื่อนเข้าซ้อนกับเวลาของการฝัน กะเกณฑ์ให้ตีความไปในทางใดทางหนึ่งระหว่าง เหตุการณ์ที่เห็นเป็นความฝัน หรือไม่ก็ ความลี้ลับมักฉกฉวยโอกาสจากความอุดมสมบูรณ์ของห้วงความฝันเพื่อปลูกฝังความจริงอื่นที่คนเรามักไม่เฉลียวใจ ประการที่สอง แสงแปลบปลาบก็เหมือนกับแฟ้มเก็บค่าบรรเลงเพลงของวีโรนิกาและสายรัด เวโรนิกหันมาสบตากับกล้องเป็นการปรามคนดูไม่ให้เข้าใกล้ท้องเรื่องมากกว่านั้น พิรุธและความตื่นตูมของกล้องฟ้องถึงการปรากฎตัวของพลังเหนือธรรมชาติ นับเป็นตัวอย่างของการทดลองรูปแบบทางอภิปรัชญาแบบออกป่าออกทะเลเล่น และไม่ได้รับการสานต่อในงานชั้นหลังของคีสลอฟสกี เบาะแสทางอภิปรัชญาดังกล่าวมีน้ำหนักและทัดเทียมกับปางคุ้นตาของวีโรนิกาหลังมองโลกผ่านลูกใสบนรถประจำทาง

เช่นเดียวกับที่มากิเหม่อมองหาดวงดาวแห่งเมสไซอา(เปรยขึ้นมาตอนต้นเรื่อง) เวโรนิกมองว่าแสงคือสัญญาณ ถึงเธอจะไม่ได้ตีความแม้ตามความหมายนัยตรง เธอรู้สึกได้ในทันทีถึงความสัมพันธ์ระหว่างสายรัดแฟ้มเก็บค่าบรรเลงเพลงกับเชือกรองเท้าที่เพิ่งได้รับและต้องไปคุ้ยคืนขึ้นมาจากถังขยะ หลังจากซักล้างเป็นที่เรียบร้อย เธอนำเชือกรองเท้ามาดัดแต่งเลียนแบบเส้นทรงแสดงผลการวัดค่าหัวใจในคาบการเล่าอันกัมปนาทยิ่ง(ดังได้อภิปรายไปแล้วในบทที่สอง)การใช้ประโยชน์จากเชือกอย่างเต็มศักยภาพทั้งในแง่พลังทางอภิปรัชญาและแบบแผนทางนามธรรม หนังยังย้ำท่าทีเดิมในฉากถัดมา เวโรนิกในกระจกเงาเหลียวหลังมาเจอกับตัวเอง(ในสารรูปคู่แฝด) ขณะกำลังเพ่งมองเข้าไปภายในร้านหนังสือจับจ้องงานเขียนของอเล็กซ็องดร์

แล้วก็มาถึงลูกถนัดของคีสลอฟสกี กับภาพถุงชาหมุนตัวบิดขี้เกียจอยูในถ้วยจากระยะใกล้ในบรรยากาศที่ทุกอณูเป็นสีทองสุกอร่าม อากัปกิริยาของถุงชานั้นราวกับมีชีวิตจิตใจ ไม่ก็จุติจากเบื้องบน ปลดปล่อยพลังที่เราไม่เคยไหวตัวแม้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฝีภาพดังกล่าวสืบสาแหรกภาพแก้วจากระยะใกล้ที่ย้อนหลังขี้นไปได้ถึงแก้วนมใน Decalogue I ถ้วยชาของโดโรตาที่แตกไปใน Decalogue II และอื่นๆ ภาพเหล่านี้ปรากฏในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานทางอภิปรัชญาไม่เว้นแม้แต่หนนี้ สัญญาณทางจิตวิญญาณชี้ทางให้เธอตั้งต้นสืบสาวราวเรื่องให้ถ่องแท้ ก่อนจะได้พบลายแทงชีวิตตนเองผ่านจากการอ่านนิทานปรัมปราของอเล็กซ็องดร์ในฝีภาพถัดมา

อีกหนึ่งอนุสนธิต่องานด้านภาพ: จากหนึ่งอิริยาบถหนังที่งดงามเสี้ยวหนึ่ง เวโรนิกพลิกตัวอยู่บนเตียงในทิศทางเข้าหาคนดู ยันตัวขึ้นมองลอดหน้าต่างไปยังบุรุษไปรษณีย์ แล้วม่านเจ้ากรรมทิ้งตัวลงมาบังโดยยังคงอวดทุกฝีเย็บลายทอบนผืนคมชัดได้อย่างเหลือเชื่อ [น.256]ต้องยกความดีความชอบให้ตากล้องกับฝีมือการปรับระยะและศูนย์เล็งได้ตามประกาศิตของคีสลอฟสกี ช่วงอึดใจที่เปิดโอกาสให้คนดูชื่นชมลายผ้าม่านได้ต่อเนื่อง หลังทิ้งตัวลงมาแทนที่จะตัดภาพนั้นกินเวลานานกว่าค่าเฉลี่ยระยะทอดเวลาของผู้กำกับและผู้ลำดับภาพโดยทั่วไป ผู้กำกับน้อยรายที่จะลักไก่ใช้ม่านมาตัดคั่นเหตุการณ์ สู้อุตส่าห์ปรับระยะเล็งเพื่อให้วัตถุที่ระวางส่วนหน้ามีความคมชัด ให้แสงเป็นการเฉพาะเพื่อขับลายทอฝีปักบนผืนม่าน แต่คีสลอฟสกีให้คุณค่ากับสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้และทะนุถนอมไว้ให้คนดูเชยชมด้วยความช่ำชองในการถ่ายทำ-ลำดับภาพ อันที่จริงลายผ้าม่านนั่นคงไม่ได้มีสัญลักษณ์ใดแฝงอยู่เป็นการเฉพาะ เป็นแต่เพียงอีกหนึ่งการไว้ลายลูกไม้ภาพนามธรรมเพื่อให้คนดูได้ไตร่ตรองสังขาร ย้อนทบทวนสิ่งที่ตัวเองผ่านพบซึ่งอาจพ้องพานกัน

เวโรนิกปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อปะหน้ากับฌ็อง ปิแอร์คู่กรณีคดีหย่าของเพื่อน เขาจับได้ว่าเธอตั้งใจใส่ความเขาในศาล สารรูปดูไม่ได้ (ผมยอมแล้ว แขนลู่ตกอยู่ข้างตัว) เหตุการณ์ดังกล่าวผลักไสให้เธอต้องไปหาพ่ออีกครั้งเพื่ออาศัยใบบุญนายช่างผู้เยียวยาและชุบฟื้นจิตใจ พ่อเป็นดั่งอับเฉาทางจิตคอยถ่วงวิญญาณเธอมิให้เสียศูนย์ เธอเล่าให้พ่อฟังถึงภาพวาดตัวเมืองกับโบสถ์ในความฝัน ภาพวาดดังกล่าวเป็นของพ่อวีโรนิกา แต่เธอก็นึกไม่ออกว่าไปเห็นภาพวาดดังกล่าวได้อย่างไร(หนูต้องฝันไปแน่ๆ) ภาพวาดแน่ๆ ไม่ใช่สถานที่จริง ดุจเดียวกับภาพเห็นผ่านลูกใสของวีโรนิกา แว่บขึ้นมาในคำนึงเวโรนิกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเหตุใด ภาพนั้นคือบ้านของวีโรนิกา และเวโรนิกก็ต้องกลับมาบ้านเดิมเพื่อคลายปริศนาต่อสถานที่ หรือจะเป็นเสียงเพรียกจากที่ทางอันคุ้นเคย จากบุคคลอันเป็นเป็นที่รักและร่วมกันก่อร่างความผูกพันทางสังคมลำดับต้นๆ

ปลายทางของพัสดุกล่องที่สามจากอเล็กซ็องดร์ย้ายเป็นบ้านพ่อเวโรนิกตามไปด้วย(กล่องที่สองคือกล่องซิการ์เปล่าซึ่งเวโรนิกอ่านออกว่าเกี่ยวข้องกับนิทานหุ่นฉันใด) กล่องนี้เป็นกล่องสำคัญที่สุดเพราะมาพร้อมเบาะแสสุดท้าย เล่าถึงที่มาของอเล็กซ็องดร์ รวมถึง ที่ๆกล่องตกมาถึงมือเวโรนิกก็เป็นประเด็นที่ชวนขบคิดเช่นกัน อนุมานได้ว่าอเล็กซ็องดร์คงพอจะรู้ว่าเธอหนีไปตั้งหลักที่ไหน และพ่อเธอเป็นใคร นอกจากนี้ยังมีส่วนที่มีนัยสำคัญในแง่ความรู้สึกตรงที่ นับเป็นครั้งแรกที่สารจากอเล็กซ็องดร์รุกล้ำถึงถิ่นฐานบ้านเกิดฝ่ายหญิง เวโรนิกไม่ได้เปิดเทปต่อหน้าพ่อ และก็ไม่สังเกตถึงการมีอยู่ของเทปด้วย ต้องรอจนกระทั่งกลับเข้าที่พักส่วนตัวในเมือง

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในบทที่ 2 ถึงความสำคัญของเสียงในฉากนี้ แต่ท่วงทีการเล่าก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ท่อนเพลงหลอนความรู้สึกของบือเดนไมเยอร์แว่วอยู่ในเทปและสะกดความสนใจของเวโรนิกอยู่หมัด เสียงเพลงให้ความรู้สึกที่ต่างจากเสียงอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เป็นเสียงที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในตัวเมือง(เรามาทราบในภายหลังว่าเป็นร้านเครื่องดื่มที่สถานีรถไฟ) ความเป็นไปได้ที่เฉียดกรายห้วงความรับรู้ของเราก่อนหน้านั้นก็คือ วีโรนิกา(หรือพลังอำนาจบางอย่าง)พยายามลงเสียงของเธอแทรกเข้ามาในเพลง เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า[น.257]อเล็กซ็องดร์เพียงแค่ตัดต่อเสียงที่บันทึกได้จากโรงเรียนของเวโรนิกามาใส่ไว้ แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในความเป็นไปได้ร้อยแปด ที่มาที่ไปของอุบัติการณ์ลี้ลับกับคำอธิบายพื้นๆ และเป็นวิทยาศาสตร์ดูจะไม่หนีกันเท่าไหร่ เสียงอึกทึกกึกก้องชวนขวัญผวาทำลายสมาธิในการติดตามกับเสียงกิจวัตรอึงมี่ เวโรนิกย้อนเทปเล่นอีกรอบและเงี่ยหูฟังแข่งกับเสียงโหยหวนของรถพยาบาลที่กรายใกล้ ต่อมาราวกับสัญชาตญาณระแวงภัยตื่นตัว เธอลุกขึ้นพรวดพราดและตะโกนถาม”ใครน่ะ” เธอรู้สึกถึงการมีอยู่ของใครอีกคนในห้องเช่า แต่ไม่มีร่องรอยของวีโรนิกาแถวๆ นั้น นอกจากการกระตุกไหวของกล้อง ความไม่ลงรอยระหว่างสิทธิพิเศษแฝงฝังสองประการคือ เนื้อแท้ของสารคดี กับ การโฉบผ่านในทำนองดวงวิญญาณของพลังเหนือธรรมชาติ ลงเอยด้วยอากัปกริยาเชิงภาพยนตร์ดังกล่าว เหตุการณ์ปกติวิสัยที่เกิดขึ้นเหมือนจะมีพลังเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ความหมายที่ส่งถึงคนดูก็ไม่ได้ผิดเพี้ยน แต่กับเวโรนิก เธอถึงกับต้องยึดแว่นขยายเป็นที่พึ่ง กำไว้แน่น(กลับไปสู่วัยเด็กตอนเปิดเรื่อง)

ดังเป็นที่ปรากฏในงานชิ้นอื่นๆ ของคีสลอฟสกี การย้อนกลับสู่ปัจจัยพื้นฐานเชิงขุมข่ายความคิดอันคุ้นเคย อันได้แก่ การสื่อสาร ความลี้ลับ นวัตกรรม(มาในรูปหูฟัง และ รีโมตคอนโทรล) รถไฟ อุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายกรณีสภาพจอกแจกจอแจ สรรพสำเนียงของบรรยากาศเหล่านี้ก็เติมรายละเอียดแก่ภาพชีวิตของคีสลอฟสกี เหมือนเป็นการบันทึกอนุทินด้วยเสียง เสียงสัพเพเหระในธรรมชาติสะท้อนจิตใต้สำนึกของคีสลอฟสกี เส้นสายความทรงจำในแถบบันทึกเสียง หากเป็นขนบผู้กำกับรายอื่นสื่อต่างๆ ไม่แคล้วต้องรับหน้าแทนผู้กำกับ

เวโรนิกแจ้นกลับไปบ้านพ่อทั้งที่แว่นขยายยังคามืออยู่ เพียงเพื่อจะพบว่าเขาหลับอยู่ เธอเพ่งพินิจซองที่ส่งเทปมา พยายามสืบร่องรอยจากตราประทับและดวงตรา รูปผู้หญิงในดวงตรายังเป็นตัวตายตัวแทนวีโรนิกาคอยตามรังควานผสมโรงมากับความช่างคิดของอเล็กซ็องดร์ เวโรนิกยังสบตาถากๆ กับคนจากโลกของวีโรนิกาที่สถานีรถไฟ (สตรีคนดังกล่าวปรากฏตัวในวงประชุมตัดสินผลการคัดเลือกเสียงร้องนำวงซึ่งผู้ชนะคือวีโรนิกา แต่เวโรนิกไหนเลยจะเฉลียวใจกับนัยสำคัญดังกล่าว) น่าตื่นตาแต่่ก็เหมือนทวนความหลัง เธอวัดรอยเท้าวีโรนิกาไปอีกสองสามฉาก แม้เหมือนเราจะคาดเดาเรื่องราวหรือเข้าใจสภาพของเวโรนิก แต่เรื่องราวยังคลี่ขยายไปอีกไกลนับจากจุดนั้น กี่หนที่เราคุ้นแต่ไม่อาจจำแนกว่าเคยพานพบใบหน้านั้นแต่ปางไหน กี่ครั้งที่เรารวบรัดตัดความปาฏิหาริย์ที่อุบัติว่าเป็นเพียงเหตุบังเอิญ

เวโรนิกกับอเล็กซ็องดร์ได้พบกันเป็นเรื่องเป็นราวหลังสถานการณ์ไม่ค่อยเป็นใจ การมีซากรถกองอยู่เช่นเดิมในฉากที่ทั้งสองโอภาปราศรัยกัน บ้างก็ตีความว่าเป็นลางหายนะ โดยเฉพาะ[น.258]หากมีความคิดอยู่เป็นทุนเดิมว่าอเล็กซ็องดร์คือพลังทำลายล้างชีวิตเวโรนิก บ้างก็มองว่าเป็นภยันตรายแฝงที่มากับทุกความสัมพันธ์ เป็นอนุสติให้ทำใจยอมรับความเสี่ยงและผลอันไม่พึงปรารถนา

แต่เวโรนิกถึงกับใจฝ่อใจเมื่อได้พูดคุยกับอเล็กซ็องดร์เข้าจริงๆ เขาออกตัวว่าเหยื่อล่อของเขาออกจะเข้าตำราหวานเป็นลม ขมเป็นยา กับการทดลองเพื่อเก็บข้อมูลไว้เขียนนิยาย ด้วยการพิสูจน์ความฉมังของสูตรสำเร็จทางจิตวิทยาเพื่อพิชิตใจผู้หญิงที่ไม่รู้จักกันแม้แต่น้อย เวโรนิกรู้สึกตัวเองเป็นหนูลองยา “ทำไมถึงเลือกชั้น” หลังจากหน้าเจื่อนและอึ้งไปพักหนึ่ง สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกกับคำตอบจากอเล็กซ็องดร์ที่ว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” หญิงสาวผลุนผลันลุกออกไป

ระหว่างพรวดพราดออกมาจากสถานีรถไฟเธอลื่นล้มลงวัดพื้นทางเท้าในท่าเดียวกับของวีโรนิกาที่บรรยายไปก่อนหน้านี้ เธอไม่ควรจ้ำเท้าในลักษณะนั้น บางทีอาจโดนผีวีโรนิกาผลัก อินสดอร์ฟ(Insdorf)ตีความว่าวีโรนิกาสถิตย์อยู่ตรงนั้นเพื่อเตือนสติถึงพลังทำลายล้างของอเล็กซ็องดร์ แต่นั่นคงเป็นแค่ปัจจัยส่วนหนึ่ง อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนเรื่องอเล็กซ็องดร์ได้มากพอๆกับเป็นการยกห้วงประสบการณ์ว่างเปล่าในการค้นหาความรู้สึกที่ล้ำลึกกว่ารักรัญจวนใจของตัวเองมาเป็นอุทาหรณ์ ซากรถชนคงไม่เกี่ยวพันกับวีโรนิกาแต่อาจจะเกี่ยวข้องกับพระเจ้า ปริศนาอันยอกย้อนของโชคชะตาซอกซอนอยู่ในงานของคีสลอฟสกีเต็มไปหมด นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมของหนึ่งชีวิตจะหักกลบลบหนี้ให้กับอีกชีวิต(ใน Red ก็มีให้เห็น) ซากรถเตือนให้นึกถึงการดลใจเหมือนในครั้ง No End ที่อูลาแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุได้อย่างเฉียดฉิวเพราะรถที่ขับมาเกิดเครื่องดับไปดื้อๆ เสียก่อน

การพบปะกลายเป็นการเล่นไล่จับในที่สุด เธอจับตาอเล็กซ็องดร์ตาลีตาเหลือกตามหาเธอ จากอีกฝั่งของผนังกระจกสี (เธออยู่ในตำแหน่งได้เปรียบทางอำนาจขึ้นมาทันใด)พลิกมาเป็นฝ่ายจับผิดขณะเขากระหืดกระหอบตามหาเธอ เธอสังเกตการณ์ตามหลักวิทยาศาสตร์พอหอมปากหอมคอ และได้เห็นเขาพ่นลมเสยจมูกตัวเอง อากัปกริยาของปุถุชนที่ยากจะได้เห็นยามเขาวางท่าเป็นอเล็กซ็องดร์ก่อนหน้านั้น อึดใจแสนธรรมดาโลกนี้เรียกรอยยิ้มบางๆ จากเธอ

เขาตามหาจนเจอเธอที่โรงแรมและขอให้เธอยกโทษ “เรื่องอะไรไม่ทราบ” เธอถาม อเล็กซ็องดร์อึ้งไปอีก แม้ว่าจะไม่เคยเผยแรงจูงใจให้เป็นที่ระแคะระคาย แต่เวโรนิกก็พอจะอ่านออกจากความหมายในตัวเองของการติดตาม เขาตามเธอมาถูกย่อมฟ้องว่าเขาแกะรอยและแอบมีใจกับเธอมานานแล้ว ความข้อนี้สร้างความประทับใจกับเธอ เธอยอมให้เขาเข้าไปหายใจหายคอในห้องพักโรงแรมของเธอ ระหว่างเขาผล็อยหลับไป [น.259]เพราะหมดเรี่ยวแรงจากการไล่กวดเธอ ผสมกับซุ่มดักรอเธอที่สถานีรถไฟ(มาก่อนหน้านั้นสองวัน) เวโรนิกสังเกตเห็นเงาสะท้อนจากบานกระจกหน้าต่างห้องข้างเคียงและชวนให้นึกถึงการทะลุทะลวงป่ายแปะของแสงสะท้อนจากเด็กผู้ชายจากหน้าต่างอีกบานไม่กี่วันก่อน แต่เธอก็ตีความผิดถนัด โดยเชื่อไปว่านั่นเป็นสัญญาณของสัมพันธภาพอันยั่งยืนกับอเล็กซ็องดร์

เวโรนิกหยิบแว่นตาออกจากมืออเล็กซ็องดร์อย่างละมุนละม่อมระหว่างเจ้าตัวหลับใหล ไม่มีคำอธิบายเรื่องนี้ แต่โดยท่วงทีถือว่ายังไม่หลุดจากขุมข่ายความคิดที่ทอดไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง นั่นคือ การค้นหามุมมองใหม่ ฉากถัดมาจะเห็นเธอคลึงแหวนกับขอบตาเหมือนวีโรนิกาตอนก่อนการแสดงครั้งสุดท้ายในชีวิต เงาจางๆ วูบหนึ่งโฉบผ่านไปแต่ไม่พ้นสายตาเวโรนิก เธอมองไปรอบกายรวมถึงเบื้องบน ก่อนจะผล็อยหลับ ภาพโบสถ์สกุลช่างโปแลนด์แทรกเข้ามาเหมือนความฝัน เป็นโบสถ์หลังเดียวกับในลูกใสของวีโรนิกา โผล่มาในสภาพ ผิดรูปผิดร่าง กลับหัวกลับหาง และหนีห่างออกไป เหล่านี้เป็นภาพบางส่วนจากครั้งวีโรนิกาโดยสารรถไฟตามเส้นทางแห่งชะตากรรมสู่วอร์ซอว แต่ก็ชักพานัยทางอภิปรัชญาชุดใหญ่มาด้วย: อุตรภาพ(transcendence) โลกทางจิตวิญญาณ และอาจรวมถึงโบสถ์ประจำสุสาน ตอนอเล็กซ็องดร์มาปลุก เธอละเมอออกมาเหมือนกำลังจะโดนคลุมด้วยอะไรสักอย่าง(คงเป็นผืนผ้าห่อศพวีโรนิกา) นับเป็นครั้งแรกที่เราเห็นว่าจิตวิญญาณเธอกล้าแข็งขนาดนิมิตเป็นภาพ

อเล็กซ็องดร์ตอบเธอด้วยความรู้สึกอันแรงกล้า “ผมรักคุณ” ราวกับเป็นการท้าทายเงาแห่งความตาย เวโรนิกตอบว่า “ฉันรักคุณ” นอกจากเผยความรู้สึกผูกพันรักใคร่ต่อกันแล้ว สองคนผลัดกันถามอีกฝ่ายด้วยคำถามเดิม จนนำไปสู่การเทกระเป๋า เล่าเรื่องราวส่วนตัวของเวโรนิก หลายสิ่งเผยตัวเองออกมา ท่ามกลางแว่นตาที่กองสุมๆ กันอยู่พวกเขาอันที่เวโรนิกค้นหามาเป็นปี (สัญลักษณ์ของการสูญเสียญาณทัศน์ หรือ เพียงแค่การขยับขยายหามุมมองที่แตกต่าง) ก็ยังคงสนุกมือกับการชี้ให้เห็นสัมผัสพิเศษต่อจิตวิญญาณที่แก่กล้าขึ้นของเวโรนิก ขวนให้นึกถึงมุกเขวี้ยงแว่นตาทิ้งของปรมาจารย์หนังทดลองสแตน เบร็กเคจเพื่อไม่ยอมตกเป็นทาสของสัดส่วนการเห็น 20/20 มี่ได้ชื่อว่าสบายตาที่สุด คำประกาศของเบร็กเคจในครั้งนั้นน่าจะเข้ากับสถานการณ์ “ความพยายามอันยิ่งยวดของมนุษย์ในการรู้เห็นทัดเทียมพระเจ้านั้นมาจากเชื่อลึกๆตามประสามนุษย์ที่ว่า ไม่อาจมีรักแท้ ในที่ๆมีความกลัว [น.260]อเล็กซ็องดร์ใช้ศิลปะและความฉับไวของมือเสกลูกใสล่องหน เป็นการปฏิเสธอนุเอกภพ(microscopic)ที่ล้ำลึกเกินความเข้าใจของเขา เขาพรากเธอจากเยื่อใยผูกพันกับวีโรนิกาและเครื่อรางของขลัง

สองคนแลกเปลี่ยนความคิดหนักๆ กันอีกนิดหน่อย การแจกแจงสาเหตุที่เลือกเธอมาร่วมการทดลอง บอกเป็นนัยว่าอเล็กซ็องดร์หลงรักเธอเข้าแล้ว เวโรนิกเฉลยว่าเธอรู้ตัวมาตลอดว่าเขาคอยติดตาม แต่ไม่แน่ใจในเจตนา เขาทึ่งกับพลังการอนุมานของเธอ เนื้อความในคำตอบของเวโรนิกฟ้องว่าเธอจับแพะชนแกะระหว่างสัมผัสพิเศษกับการไขว่คว้าความรัญจวนใจแก่ชีวิต: ‘ฉันรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีตัวเองอยู่สองแห่งในเวลาเดียวกัน ที่นี่และที่ไหนสักแห่ง อธิบายไม่ถูก รู้แค่ว่าเหมือนมีพรายกระซิบ’

ทันทีที่เผยความลับ ทิพยสัมผัสของเธอก็ข้อท้วงติงเข้าให้ฉับพลัน อเล็กซ็องดร์ไปเจอภาพเธอปรากฏตัวอยู่แถวๆจัตุรัส เวโรนิกพบเบาะแสเป็นภาพโทนโท่ของตัวเอง ทว่าอยู่ในเสื้อคลุมของคนอื่น เธอแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ล้มตัวลงบนฟูกและร่ำไห้ออกมาดื้อๆ อาจเพราะลึกลงไปใต้ความเศร้าโศกคือ คือความรวดร้าวระดับจิตวิตญญาณที่หยั่งราก ความอัดอั้นตันใจ สับสน กลัว บางทีอาจอาจรวมถึงความอาลัยอาวรณ์ พรั่งพรูออกมากับหยาดน้ำตานั้น ไฟราคะอเล็กซ็องดร์ลุกโชนจนต้องร่วมรักกับเธอและได้รับการสนองตอบที่เร่าร้อนดูดดื่มยิ่ง ชวนให้นึกถึงการเป็นประจักษ์พยานจุดเริ่มต้นการนับถอยหลังสู่ความตาย ณ วันสุดท้ายของชีวิตคู่แฝด ความหื่นราคะที่เห็นจากเวโรนิกอาจเป็นการขัดขืนต่อมรณกรรมที่รอท่าอยู่

การเลือกฝากพ่วงร่องรอยความหมายไว้ในภาพของคีสลอฟสกีเป็นไปตามความคิดที่โรล็องด์ บารท์ส(Roland Barthes)แจกแจงไว้อย่างคมคายนานนับปีมาแล้วดังว่า
‘มรณกรรมย่อมมีที่ทางในสังคมวันยังค่ำ ต่อให้มีอันต้องระเห็ด(หรือเสียศูนย์)จากปริมณฑลศาสนา ก็ต้องไปหวยออกตรงไหนเข้าสักแห่ง บางทีอาจเป็นในภาพที่บ่มเพาะความตายนั่นเองที่คอยทนุถนอมความมีชีวิตไปพลาง ในยุคที่พิธีกรรมต่างๆ คลายมนต์ขลังลงไปทุกที มรณกรรมก็ยักย้ายตัวเอง เลิกสังฆกรรมกับศาสนา และพิธีกรรม สลัดคราบสัญลักษณ์ยอมแก้ผ้าเอาหน้ารอดเข้าพึ่งใบบุญภาพดอดกลับเข้ามากบดานอยู่ในสังคมร่วมสมัย ภาพจึงเป็นประตูสู่ความตายอันจืดชืด’

[น.261]ไม่ใช่วัฒนธรรมที่เป็นตัวกลางดอกรึที่เผยแพร่เรื่องราวแฝดทางวิญญาณ การโต้สะท้อน การเบี่ยงเบน ส่งเดชไปเรื่อย ภาพสื่อถึงความตายในเชิงภววิทยา ส่วนเวโรนิกก็เผชิญหน้ากับศพของตนเอง กระนั้นก็ยังมีการตีความแบบเจตนาดีไปในทางที่ว่าจิตแฝดของเธอช่วยปิดกั้นเธอไม่ให้ต้องพบเห็นภาพความน่าสะพรึงกลัวของภาวะเป็นตายเท่ากันอย่างที่ตนพานพบ วีโรนิกาพบเจออีกฝ่ายในสภาพมีเลือดมีเนื้อ เวโรนิกได้แต่เพ่งพินิจอีกฝ่ายผ่านภาพถ่าย ภาพการการสิ้นบุญแตกดับและหมดเคราะห์หมดโศกในฤกษ์เดียวกัน เป็นจารึกสั่งลาและการถือจุติของวีโรนิกาผู้วายชนม์และถ่ายโอนแก่ผู้สืบสันดานตามหลักการสวมรอยของตำราคริสเตียนวิทยา

แท้ที่จริงลำพังภาพถ่ายก็มีนัยทางจิตวิญญาณอยู่พอตัว ภาพลูกไสที่เขยื้อนคล็อกแคล่กอยู่เคียงกันโดยมีดวงดาวพริ้วระริกอยู่ข้างใน หลุดจากศูนย์เล็งของเวโรนิกเป็นพักๆ ระหว่างเธอร่วมรักและเคลิ้มซ่านด้วยความรู้สึกที่กรูประดัง(กระชุ่มกระชวยและน้ำตา) หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และร่องรอยปริศนาคาหนังคาเขาอยู่เคียงกัน ฟ้องว่าต่างฝ่ายต่างรักษาคุณค่าศรัทธาในตัวอีกฝ่ายเอาไว้ สภาพกลับหัวกลับหางที่เราเห็นตอนต้นเรื่องย้อนกลับมาเตือนสติให้ทบทวนขุมข่ายลวดลายตามรายทางที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการมองความเป็นจริงจากมุมมองฝันเฟื่องที่มาพร้อมกับการวิเคราะห์ชนิดจับให้มั่นคั้นให้ตาย การเพ่งพินิจเฉพาะอาณาบริเวณ และมุมมองทางวิทยาศาสตร์ผ่านแว่นขยาย

บทเพลงจากไพรสเนอร์/ฟานบือเด็นเมเยอร์ทอดพาไปสู่คาบการเล่าถัดไป กล้องมุมสูงจับภาพเวโรนิกขณะตื่นจากหลับไหล ราวกับกลับมาจากความฝัน เธอเริ่มต้นจากโรงแรมแห่งเดียวกันนั้น แต่เตียงนี้ต่างไปเป็นคนละเรื่อง เป็นฟูกที่ปูอยู่พื้นห้องเช่าของอเล็กซ็องดร์ นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ที่ช่วงเวลานั้นผ่านไป เวลาและพื้นที่ปลดเปลื้องตัวเองตามการหลอมไหลไร้ที่สิ้นสุดซึ่งดำเนินไปคนละทิศทางกับสภาพความเป็นจริงตามลำดับก่อนหลัง

เวโรนิกลุกขึ้นจากเตียง กล้องขยับตามก่อนปลีกตัวล้ำหน้าไปเล็กน้อย สวมรอยเข้ากับมุมมองจากห้วงสำนึกของเวโรนิก ขณะกวาดตา ทะเร่อทะร่าไปทั่วห้อง ห้องนั่งเล่นไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากฝอยฝ้าขาวพราวระริกบนจอเครื่องรับโทรทัศน์อยู่อย่างนั้น(ภาพความว่างเปล่าไร้การเหลียวแลตามตำรับคีสลอฟสกีคืนสู่เหย้า) มุมมองของเวโรนิก(หรืออาจจะวีโรนิกาด้วย)นำคนดูออกไปพบอเล็กซ็องดร์ทำงานอยู่ที่ห้องข้างๆ เขากำลังทำงานเขียนโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเวโรนิก งานศิลปะกาฝากทำนองเดียวกับความหมกมุ่นของเบิร์กมันน์(Bergmann) (โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Through a Glass Darkly) เธอถามเขาว่า ทำไมสร้างหุ่นเลียนแบบเธอไว้สองตัว เขาตอบว่าหุ่นชำรุดง่าย เบื้องหลังคำตอบนั้นมีความจริงอื่นที่เขายังไม่รู้ อเล็กซ็องดร์สอนให้เธอเชิดหุ่นตนเอง การปรากฏตัวร่วมกรอบภาพก่อตัวเป็นขุมข่ายลวดลายว่าด้วยการช่วงชิงการนำ ตัวตน และเจตจำนง อันชวนพลุ่งพล่าน และขัดแย้ง กล้องลดระดับลงเก็บภาพหุ่นอีกตัวนอนเค้เก้อยู่ด้านล่าง

[น.262]จุดแตกหักของเวโรนิกอยู่ตรงเรื่องราวที่อเล็กซ็องดร์ซัดทอดให้จินตนาการเป็นจำเลยนั้นช่างสมจริงและสร้างความคับข้องแก่เธอแสนสาหัส ในระหว่างบรรยายเรื่องราวว่าด้วยผู้หญิงสองคนที่ผูกพันกันลับๆ จากหน้าผลงานเขียนของเขาเอง ไม่ปรากฏร่อยรอยอเล็กซ็องดร์ หนังใส่วงเล็บอุ้มเขาออกจากสมการเรื่องราว เหลือบทบาทเพียงผู้นำสาส์นจากแดนไกล ภาพระยะใกล้จากเพลงกล้องไร้น้ำใจเผยให้เห็นพรายความรู้สึกล้นปรี่ใบหน้าเวโรนิก เรื่อวราวฉุดเธอดิ่งสู่ห้วงความหดหู่จนต้องประคองใจอันหนักอึ้งออกจากห้องนั้นไป

อเล็กซ็องดร์ก็เหมือนผู้พิพากษาใน Red มีสถานะเป็นร่างจำแลงพระเจ้า ทรงพลัง หยั่งรู้ แต่ตื้นเขินและขาดลำหักลำโค่นในการเยียวยาจิตวิญญาณ และก็เข้าอีหรอบเดิม เวโรนิกเผ่นออกจากห้องอเล็กซ็องดร์ โร่กลับบ้านเป็นหนที่สี่ในหนัง

เวโรนิกบอกกล่าว(เป็นภาพสุดท้ายของหนังในพากย์ฝรั่งเศส)กับต้นไม้ด้วยการสัมผัสเหมือนเคย ท่วงทีอันเปี่ยมความหมายแต่ไร้ถ้อยคำตามประสาหนังคีสลอฟสกี จากการสำรวจความคิดเห็นในหมู่สาวกคีสลอฟสกี ในบรรดาความทรงจำพวกต่อภาพจากงานคีสลอฟสกีมักมีภาพอิริยาบถขณะถ่ายเทความรู้สึกจากก้นบึ้ง และภาพมือในระยะใกล้ติดโผมาด้วยเสมอ ในกรณีนี้เยื่อใยละมุนอ่อนโยนต่อบ้านมีให้สัมผัสชัดเจนยิ่งดังที่คีสลอฟสกีอธิบายไว้ว่า

พ่อของเวโรนิกชอบขลุกอยู่ในห้องงานไม้เช่นเดียวกับอเล็กซ็องดร์ การชัดนำเธอมาสัมผัสกับไม้อาจกระตุ้นความทรงจำต่อช่างไม้คนแรกที่สร้างเธอขึ้นมา เธอผละจากเวโรนิกร่างประดิษฐ์ไปสู่ความเป็นจริงที่เป็นปริศนาค้างคาใจมาชั่วชีวิต ก่อนอื่นต้องย้อนกลับบ้าน พ่อผู้เป็นทั้งตัวดักจับและแหล่งกระจายประจุทางจิตวิญญาณ เงยหน้าขึ้นมอง การแทรกภาพมือเวโรนิกสัมผัสกับต้นไม้ยิ่งตอกย้ำว่าพวดเขาเชื่อมโยงถึงกันทั้งในเชิงสายเลือดและสัญชาตญาณ เขาก็แค่ออกปากเชื้อเชิญตามประสาคนเป็นพ่อ เธอโผเข้าหาเขา หนังจบลงด้วยภาพการสวมกอดของคนทั้งสอง ทั้งที่จับมาจากอิริยาบถจริงและที่ตกกระทบ แม้จะมาในรูปเวโรนิกแบ่งภาคคร่อมอยู่ระหว่างสองภพภูมิ แต่ก็นับเป็นครั้งที่ได้เห็นนิมิตรหมายของทางออกและความโล่งอก ความสมมาตรของภาพนางเอกในฝีภาพทิ้งทวนคล้ายบอกเป็นนัยว่านับจากนี้พวกเธอคงหมดเคราะห์หมดโศกเสียที

ช่วงสุดท้ายของหนังเต็มไปด้วยไม้ตายการเล่าควบนัย ไม่มีการเฉลยหรือสะสางรายละเอียดในหลายๆ เรื่อง รวมถึงสภาพอารมณ์ของเวโรนิกก็ยากจะอ่านใจเธอออก ความคลุมเครือเช่นนี้ถือเป็นจุดแข็งทางสุนทรียะในงานคีสลอฟสกี [น.263]สมมตฐานดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากข้อเท็จจริงที่ว่าคีสลอฟสกีวาดภาพบทสรุปของหนังไว้ในใจหลายหน้าไพ่(ลงเอยแตกต่างกันไป)ด้วยกัน แต่การลุ้นภายใต้เค้าลางต่างๆ ในฐานะเราต่างเป็นผลผลิตของชะตากรรม โอกาสและทางเลือกของเราเองนั้น เขาลองมาแล้วกับ Blind Chance การหาบทสรุปของการขับเคี่ยวระหว่างลัทธิกำหนดนิยมกับเสรีภาพแห่งเจตจำนงเป็นภารกิจที่คงไม่อาจลุล่วงไดัในงานชิ้นนี้ หนังของคีสลอฟสกีเพียงแค่ช่วยกลั่นเนื้อหาจับตัวออกมาเป็นห้วงเวลาอันทรงความหมายและเข้มข้มในเชิงปรากฏการณวิทยาจนยากจะลืมเลือน การกลับมาบ้านของเวโรนิกไม่ใช่แค่สัญญาณของทางออกจากปัญหาทั้งปวงของเธอ หากยังเป็นการเข้าฐานที่มั่นเพื่อตั้งหลักก่อนการจาริกอันไม่มีวันสิ้นสุดครั้งใหม่

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.242 – 252]

แปลจาก

Kickasola, J.G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Advertisements

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.104-128]

leave a comment »

[น.104] งานความยาวมาตรฐานยุคแรก (The Early Features)

Personnel (ค.ศ.1975)
เรื่องย่อ:  บทบันทึกการเจริญวุฒิภาวะของโรเม็ก(รับบทโดยจูเลียส  มาชูลสกี – Juliusz  Machulski) ช่างเสื้อรุ่นน้องประจำโรงละครของรัฐ ยิ่งเขาอยู่ในองค์กรนานวันเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ตระหนักถึงความลุ่มหลงที่ตนเองมีต่อเสน่ห์ลี้ลับของศิลปะการละคอนและความขัดแย้งอันเนื่องมาจากการทรยศ เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งและการเมืองหลังฉาก ลงท้ายเพื่อแลกกับการได้เงินจุนเจือจากเพื่อนเขาจำต้องหักหลังเพื่อนอีกคน หนังจบลงตรงที่เขานั่งเป็นหินอยู่กับโต๊ะลงลายมือชื่อ ในสภาพอับจนหนทาง

ท้องเรื่องของหนังได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ในช่วงยุคทองของการละคอนเวทีโปแลนด์ของคีสลอฟสกีเอง เขาหมายมั่นจะถนอมรสชาติอันตรึงใจจากการเสพงานศิลปะซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเปรยไว้ถึงละคอนเวลาอัน”ชวนตะลึง” เช่นเดียวกับโรเม็กยามม่านเวทีเลิกขึ้น ด้วยเหตุเพราะนี่คือละคอนโปแลนด์ จึงไม่อาจคาดหวังถึงความบริสุทธิ์ถึงพร้อมตามอุดมคติอย่างที่ศิลปะพึงธำรงสถานะอันผุดผ่อง

ไม่ว่าจะมองจากมุมใดงานชิ้นนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวตายตัวแทนแนวทางสัจนิยมในงานเรื่องแต่งยุคต้นของคีสลอฟสกี  ลวดลายด้านภาพไม่เน้นความวิจิตร  ใช้แสงตามมีตามเกิดเข้าว่า และสารรูปหนังกระเดียดไปทางสารคดี(เป็นต้นว่า ไม่มีการจัดแสงให้เข้าที่เข้าทาง  ภาพแตกพร่า สาดแสงปาดเงาส่งเดช) ไม่มีแก่จิตแก่ใจกับพุทธภาวะ  มีปุจฉาทางศีลธรรมเป็นลูกหลง[น.105]จากสถานการณ์ทางการเมืองเสมอ  เพลงกล้องเข้าทีแต่เหมือนวิญญาณสารคดีเข้าสิงและอีกมากมาย  แม้กระนั้นก็ยังมีร่องรอยการงอกเงยเขี้ยวเล็บและกระบวนความคิดอันมีส่วนหล่อหลอมตำรับคีสลอฟสกีในงานชั้นหลัง ไม่ต้องดูอื่นไกล ฝีภาพอารัมภบท(establishing shot)มาจากลูกไม้สุดโปรด คือ ภาพระยะใกล้ของโรเม็ก ฐานะทางกรรมสิทธิ์ในเรื่องราวของฝ่ายคนดูไม่มีหลักแหล่งตายตัวภายในภูมิศาสตร์ของฉาก ไม่กี่อึดใจต่อมาคนดูจึงถึงบางอ้อว่าภาวะไม่รู้เหนือรู้ใต้ของพวกตนเป็นผลจากกระบวนภาพกระจกเงาของโรงละคอนที่ผ่านเข้าออกฉาก  เรารู้และเห็นแต่ใบหน้าของตัวเอกผ่านการตกกระทบและบิดเบือน หมู่ฝีภาพขนาดเล็กชวนทึ่งนี้นับเป็นธงชัยแห่งการอุปลักษณ์พิเรนทร์ๆ ถึงการค้นหาตัวตนของโรเม็กในช่วงชีวิตมาถึงทางแพร่ง หนังเฝ้าติดตามโรเม็กทุกฝีก้าวนับแต่พ้นจากรั้วโรงเรียนเต็มเปี่ยมด้วยอุดมคติและปณิธาน จนเข้าสู่โลกความจริงอันทุลักทุเลของคนทำงาน  ฉากเปิดเรื่องชวนอึ้งตรึงคนดูไว้ในฐานะเดียวกับโรเม็ก เห็นอกเห็นใจภาวะปั่นป่วนในใจตัวเอก

คีสลอฟสกีจับคู่ท่วงทำนองมาดการเล่าพิมพ์นิยมนี้เข้ากับจุดแข็งของสารคดีอันได้แก่ การใช้กล้องไร้ฐาน  เก็บเสียงตามมีตามเกิด(ไม่มีการแทรกดนตรี สละอภิสิทธิ์แห่งผู้เล่าหรืออื่นใด)และการใช้เลนส์ดูดภาพ(telephoto lens)อย่างเมามัน(ให้ความรู้สึกเหมือนคนดูสังเกตการณ์จากระยะห่างและไม่ข้องแวะกับสถานการณ์)  ท่วงทำนองเช่นนี้หนีไม่พ้นต้องแฝงด้วยเจตนาในทางเสพกามผ่านการดูแทนการเปลืองตัว(scopophilic)(และมีการเขียนถึงประเด็นนี้กันมาก) กระนั้นนัยแฝงในทางกามสุขและกามทุกข์ที่พ่วงมากับทัศนาการ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีบทบาทชัดเจน  การตีค่าในฐานะลีลาการถ่ายทำสารคดีตามเนื้อผ้าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า สภาพคาหนังคาเขายังเกื้อหนุนให้คนดูรู้สึกว่าตนเองอยู่ในฐานะสักขีพยานชั้นต้นได้เกาะติดสถานการณ์ทุกบททุกตอน

คีสลอฟสกีหลงใหลสถานการณ์เหนือความคาดหมายตามประสาคนสารคดี พอมาทำหนังมีปมเขาก็รักจะให้นักแสดงเผชิญสถานการณ์สุดหยั่งคาดที่สะท้อนคุณค่าความเป็นไปในแต่ละวัน และนักแสดงไม่ได้เฉลียวใจมาก่อน  ตัวอย่างเช่น ตอนโรเม็กจับจ้องเด็กสาวในรถไฟกินขนม  ไม่มีเสียงดนตรีคลอ  ไม่มีแสงส่องหลังขับเน้นเส้นผมปลิวไสว มีแค่อากัปกิริยาเคี้ยวของกินหนุบหนับของหญิงสาวที่สะกดสายตาโรเม็กอยู่ แม้เอาเข้าจริงคีสลอฟสกีก็ยังใช้บริการดาราแม่เหล็กเช่นเดียวกับมีการใช้แสงแบบพิมพ์นิยม(เป็นการเฉพาะกับนักแสดงหญิงมากพอดู แต่ไม่เคยอดใจได้กับการเล่นทีเผลอด้วยภาพความประทับใจกับเสี้ยวเหตุการณ์ระหว่างวัน เป็นต้นว่าวาเลนตินกับขวดน้ำใน Red หรือเวโรนิกแปรงฟันใน The Double Life of Veronique  ควรกล่าวด้วยว่าอาการมีใจเมื่อพานพบของโรเม็กนั้นถือเป็นการคืนสู่เหย้าของจินตนาการจากงานหนังการบ้านเรื่องแรกของคีสลอฟสกีที่ชื่อ The Tram(ค.ศ.1966)

[น.106]คีสลอฟสกีอุทิศหนังทั้งเรื่องบูชาศรัทธาอันแรงกล้าต่อศิลปะของเขาผ่านภาพด้านลบของตัวศิลปิน ศิลปินในงานชิ้นนี้มีอภิสิทธิ์เข้างานเลี้ยง สร้างความเดือดร้อน และเล่นเทนนิสในโรงละคอนทั้งที่คนงานก็ต้องใช้เป็นสถานที่เตรียมงาน  ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ของชนชั้นแรงงานกับอหังการศิลปะของชนชั้นกลางมาถึงจุดแตกหักเมื่อลูกเทนนิสเจ้ากรรมกระเด้งกระดอนไปตกกลางวงประชุมสหภาพแรงงาน การวิพากษ์สังคมดังกล่าวย่อมถูกใจบรรดากรรมการพิจารณาภาพยนตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ดี ลูกแขวะลูกแดกดันในหนังก็ถือเป็นหอกข้างแคร่ดีๆ  บทสรุปของหนังก็คือ ชีวิตในโลกของเหล่าแรงงานนั้นห่างไกลจากภาพตามอุดมคติและหลักจริยธรรม เบื้องหลังความแสนกลแพรวพราวของฉากแสดงภาวะขัดแย้งระหว่างอุดมคติกับความจริงในตัวโรเม็กมีเหตุให้ขบคิด กล่าวคือ ในฉากแนวพิมพ์นิยมน่าทึ่ง หนังพาคนดูร่วมขบวนโรเม็กและพี่เลี้ยงในการสำรวจเวที มีการสร้างความไขว้เขว(อีหรอบเดียวกับฉากเปิดเรื่อง)ด้วยเหตุอันอันควรซึ่งจะเฉลยท้ายฉาก  พอหูผึ่งกับเสียงพี่เลี้ยงพูดว่า “รักจะทำงานก็ต้องรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง”คนดูก็ถือวิสาสะเข้าสวมรอยมุมมองของโรเม็กระหว่างติดสอยห้อยตามลูกพี่ต้อยๆ ราวกับนักเรียนหัวอ่อน  แต่แล้วถึงจุดหนึ่งคีสลอฟสกีก็ดัดหลังการแอบอ้างปกาศิตของคนดู ภาพโรเม็กเดินตรงเข้าหาคนดู(ในวิถีประสานงา)คือการตีแสกหน้าคนดูให้สำเหนียกว่าตนสำคัญผิดทางมุมมอง(POV) ภาพจากการกวาดกล้องผ่านรุ่นพี่ไปไปจบลงที่การจับภาพดวงหน้าโรเม็กในระยะประชิด โดยมีสายตาของเขาจ้องสวนเข้าหาคนดูแบบเดียวกับลีลาอันเป็นเอกลักษณ์ในงานของทาร์คอฟสกี บ่งบอกว่าโรเม็กเลื่อนลอยไปกับโวหารของรุ่นพี่ หรือเขาคลางแคลงในปณิธานอันแรงกล้า หรือการปะทะระหว่างอุดมคติทางศิลปะกับโลกความจริงจะไม่สะกดเขาได้

แต่เขาลอยขึ้นจริงๆ  คนดูพบความจริงในฝีภาพสุดท้ายว่ายกพื้นยกตัวละครพร้อมกับคนดูขึ้นไปอยู่กลางหาว  ฝีภาพนี้นับเป็นหนึ่งในพุทธภาวะ ทางลัดจากประสบการณ์ตรง ฝีภาพจบลงด้วยการเฉลยที่มาแห่งความปิติสุขของเราตามหลักกลศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่เราก็ติดลมบนจนกู่ไม่กลับแล้ว

ลีลาการใช้นามธรรมเด่นๆ ประกอบด้วย การสวมวงเล็บฝีภาพอารัมภบทเพื่อขยับขยายความหมายด้านกว้างของพื้นที่และเวลา แม้ทัศนคติในเรื่องพุทธภาวะในงานชิ้นนี้จะแบ่งรับแบ่งสู้หนักข้อกว่าเดิม แต่เนื้อนาบุญของการหลุดพ้นในงานชั้นหลังก็เป็นที่แจ้งประจักษ์ด้วยกลเม็ดเหล่านี้

ในแง่หนึ่งลักษณะทางปรากฏการณวิทยาในงานของคีสลอฟสกีมักเกิดจากตัวละครมากกว่าการสาธยายเรื่องราว  แม้แต่ในงานสารคดีคีสลอฟสกีดูจะให้ความสำคัญกับความรู้สึกและประสบการณ์สั่งสมคั่งในของเหล่าตัวละครมากกว่าการแจงสี่เบี้ย[น.107]สาระหรือข้อเท็จจริง พอมาในงานเรื่องแต่งก็จะรู้สึกได้ถึงการขุดคุ้ยปฏิกิริยาความรู้สึกลึกๆและสภาพจิตใจมากกว่าพฤติกรรม ยิ่งใน Personnel ยิ่งมีหลักฐานบ่งชี้เฉพาะ ดังจะเห็นได้ว่่าในการสนทนาต่างกรรมต่างวาระ หนังจะจับภาพผู้ฟังมากกว่าผู้พูด แนวโน้มนี้ออกกลายชัดแจ้งใน No End กับการอมพะนำเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานและมาปริปากพูดคุยหลังปฏิบัติการปลุกสำนึกครั้งมโหฬารผ่านพ้นไปแล้ว

โรเม็กเหมือนตัวเอกส่วนใหญ่ในงานของคีสลอฟสกี ปลดปล่อยความเป็นปุถุชนไม่มีบันยะบันยัง อวดดี ขบถพอหอมปากหอมคอ(เช่น สูบบุหรี่ในห้องน้ำ) บุหรี่เป็นตัวแทนของการลอกคราบในฉากต่อมา ดังจะเห็นโรเม็กนั่งสุมหัวคุยเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติอยู่กับช่างเสื้อคนอื่นๆ (หนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มีการหยิบยกเรื่องเหนือธรรมชาติขึ้นมาเป็นเป้าสนทนา ขณะที่โรเม็กจุดไฟต่อบุหรี่เปลวเพลิงลุกโพลงต่อหน้าเขาด้วยน้ำมือเพื่อนช่างตัดเสื้อด้วยกัน  บางทีแสงสว่างอาจเป็นเบาะแสของพุทธภาวะ ขี้หมูขี้หมาก็ยังมีเค้าว่าคีสลอฟสกีหาทางโยงอุดมคตินิยมไร้เดียงสาของโรเม็กเข้ากับอภิปรัชญา

อาการหมดศรัทธาของโรเม็กปรากฏชัดแจ้งตอนที่เขาถามเพื่อนขึ้นมาว่า “จริงหรือไม่”  เพื่อนตอบกลับว่า”อะไรจริง”   “ศิลปะไง” โรเม็กยกอุดมการณ์ทางศิลปะที่เพื่อนของเขาเคยสาธยายขึ้นมาอ้าง “จริงแท้แน่นอน”เพื่อนตอบ  ไม่กี่ฝีภาพให้หลัง อุดมคติดังกล่าวก็ถูกแอบอ้างในหมู่สหภาพคนงานโรงละคอนและสังเวียนการเมืองของเหล่าคนงาน  คำถามที่ว่าอุดมการณ์ศิลปะจะยืนหยัดในโลกความเป็นจริงทางการเมืองอันหยาบกระด้างได้หรือไม่ ยังคงค้างคาในห้วงคำนึงของโรเม็ก

การซ่อมเตาผิงและเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งอันปรากฏในบทสนทนาระหว่างคนงานโรงอุปรากรผู้รับผิดชอบงานกลางหาวสะท้อนว่าพวกเขาไม่แยแส(หรือหมดศรัทธา)อุดมคติทางสุนทรียะอันเลอค่าที่บรรเลงอยู่เบื้องล่าง  โรเม็กรู้เห็นช่องว่างระหว่างคนกับอุดมคติ สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะการเมืองดังจะเห็นได้ว่าแม้แรงงานก็เข้าถึงความจริงสูงสุดได้แต่ศิลปินกลับโอหังเกินกว่าจะมองเห็น ต่อให้ศิลปินจุทุ่มเทพลีตนเพื่อบรรลุอุดมคติ(ฉากการซ้อมบัลเลต์คือบทพิสูจน์) ส่วนชั้นแรงงานไม่ว่าจะเล็งเห็นภาพอุดมคติชัดเจนหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือไร้ขวัญกำลังใจในการพิชิตความฝัน

คีสลอฟสกีฉุดหนังมิให้ตกที่นั่งเป็นภาพโศกนาฏกรรมจากความไร้น้ำยาของศิลปะและคุณค่าชีวิตด้วยฉากเล็กพริกขี้หนูเล่าเหตุการณ์ตอนโรเม็กผ่านไปเจอนักไวโอลินกำลังซ้อม โรเม็กซุ่มซ่ามทำเสียงเครื่องกระดิ่งลั่นขณะลอบดูนักไวโอลิน เป้าหมายไหวตัว สองฝ่ายจับจ้องกันและกัน นักไวโอลินผู้นี้ภายหลังก็เชื้อเชิญให้โรเม็กเล่นเครื่องกระดิ่งต่อ ก่อหวอดจินตภาพศิลปินคู่จับพลัดจับผลู ห้วงเวลาอันเป็นกุศลจะยืนยาวเพียงใดก็สุดแต่อานุภาพของอุดมคติจะเป็นใจ

[น.108]ก็ไม่รู้ว่าโรเม็กคิดเอาเองหรือแว่นสายตาที่เบิกมาจากสหภาพนั้นเพิ่มสมรรถภาพการมองเห็นได้จริง เจ้าตัวตระหนักว่าตนเองดวงสมพงษ์กับสหภาพ เขายังได้โอกาสลิ้มรสงานศิลปะขั้นสุดยอดอีกครั้งจากตั๋วเข้าชมอุปรากรที่เขามีส่วนร่วมในการผลิตจากการชนะผลการเสี่ยงโชค เขานั่งลงจับจ้องม่านเลิกขึ้นด้วยความตื่นเต้น  เขาอิ่มเอมกับอึดใจนั้น อึดใจแห่งการลิ้มสด(immediacy)ก่อนที่คลื่นสัญลักษณ์ ความหมายควบ และการเมืองจะโถมกระหน่ำ  สั่นสะท้านไปทั่วร่าง ความตื่นเต้นดังกล่าวกลายเป็นอนุสรณ์ความรู้สึกถึงสุนทรียภาพขั้นสุดยอด การลิ้มรสสดๆอันเป็นตัวบ่งบอกถึงศิลปะชั้นยอดขนานแท้

อย่างไรก็ตาม ตามคาถาของคีสลอฟสกีนั้น สุนทรียะในอุดมคติกับจริยธรรมในอุดมคติจึงพันตูกันอุตลุดเมื่อเขาถูกร้องขอให้ปรักปรำเพื่อนร่วมงานในข้อหากระด้างกระเดื่องและยุยงให้สหายตีตัวออกห่างสหภาพ โรเม็กจ้องปากกาและหนังสือปรักปรำเขม็ง เขาปิดจุกปากกา(เหมือนไม่อาจหักใจดิบให้ร้ายเพื่อน) แต่ก็ไม่อาจลุกจากโต๊ะ หนังแช่ภาพเขาในสภาพนั้นตราบจนอักษรแจกแจงรายชื่อคณะทำงานของหนังโผล่ขึ้นจอ และแทรกภาพกลับมาเป็นครั้งคราวหลังจากนั้นในสภาพที่คงเดิม โรเม็กแน่นิ่งอยู่ในภาวะจนตรอก ต้องเลือกระหว่างชีวิตหรือคุณธรรม  ระหว่างตกลงใจไม่ได้ เขาไม่ไหวติงราวรูปปั้น  คีสลอฟสกีปล่อยเขาจมอยู่ในห้วงปุจฉาแห่งการยืนหยัดที่ว่า จะมีใครจริงใจ เถรตรง ในโลกที่ยากจะสลัดพ้นแอกค่านิยม

การสำเหนียกถึงความขลัง ความงาม และบุญพาวาสนาหนุนนำสู่พุทธภาวะ ของศิลปะมีให้เห็นตลอดตัวหนังไล่ตั้งแต่ดนตรี กับเสียงนามธรรมในฐานะการสื่อสานฉับพลันไปจนถึงบรรดานักเต้นประจำโรงละคอน(รูปทรงนามธรรมที่ถอดแบบมาจากร่างอมตะ) ขณะเดียวกันคีสลอฟสกีก็บอกเป็นนัยว่าการบรรลุสู่พุทธภาวะนั้นเป็นเรื่องยากและต้องเผชิญอุปสรรคและมารผจญทั้งในแง่สังคม การเมือง และจริยธรรมซึ่งเขาก็ไม่ได้ให้คาถาแก้ไว้แต่อย่างใด

The Scar (ค.ศ.1976)

เรื่องย่อ:  ผู้บริหารเมืองโอเลกโก(Olecko)ในโปแลนด์วิ่งเต้นกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์จนแผนการสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยได้รับการเห็นชอบ ขณะที่ชุมชนสาปส่งการตั้งโรงงาน  สเตฟาน  เบนาร์ส(Stefan  Bednarz   รับบทโดย Franciszek  Pieczka)ถูกส่งมาคุมงานก่อสร้างโรงงาน ด้านหนึ่งเพราะเขามีฝีมือเป็นที่ยอมรับ แต่เอาเข้าจริง(ความแตกภายหลัง) กลับเป็นเพราะเขามีภูมิลำเนาอยู่ที่โอเลกโกและเล็งผลเลิศกันว่าจะให้มาเป็นสาลิกาลิ้นทองไกล่เกลี่ยมิให้ชาวบ้านงัดมาตรการรุนแรงมาเล่นงานโครงการ เบนาร์สขึ้นชื่อในด้านเอาใจเขามาใส่ใจเราและในหนังตั้งแต่ต้นจนจบจะเห็นเขาผลักดันโครงการด้วยเล็งเห็นศักยภาพในการสร้างประโยชน์แก่ชุมชนทั้งในแง่การจ้างงานและการผลิตปุ๋ยตอบสนองความต้องการของภาคเกษตร แต่คุณธรรมต่อเพื่อนมนุษย์อาจพาลให้เขาไมทันได้เฉลียวใจว่าเขาก็มีแค่ชีวิตเดียว  ในการประสานผลประโยชน์ให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายเขาก็ต้องลงไปพันตูกับนักการเมือง ชาวบ้านร้านถิ่น คนงาน เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ครอบครัวของเขา และตัวเขาเอง  เขาชักจะฉุนขาดกับสภาพที่เป็นอยู่มากขึ้นทุกที กับการครองตนในหลักศิลธรรมใน[น.109]โลกที่มีแต่เรื่องขัดศิลธรรม เขาเสนอให้ชะลอโครงการแต่ถูกปฏิเสธ ท้ายที่สุดหลังการออกประกาศ(และแถลงอุดมการณ์)ยอมความและร่วมหัวจมท้ายกับคนนงานผู้ถูกตัดหางปล่อยวัด เขาเองก็ถูกปลดจากโครงการ หนังจบลงด้วยการบอกเป็นนัยว่าเบนาร์สบากหน้ากลับบ้านซมซานไปหาครอบครัวและรับขวัญหลานสาวแรกเกิด

คีสลอฟสกีประกาศความชังน้ำหน้าผลงานของตนเองชิ้นนี้ไว้ต่างกรรมต่างวาระจนรู้กันไปทั่ว เขาบอกพอล  โคตส์ว่าเป็นเพราะแนวคิดรวบยอดนั้นไม่ได้ความและเขาต้องรื้อปรับงานแทบทุกส่วนทั้งการกำกับ  การแสดง  การกำกับภาพ  เขาชี้แจงกับแอนเน็ตต์  อินสดอร์ฟ(Annette  Insdoff)ว่าเขาเอือมกับสังคม-สัจนิยมทรงเครื่อง เอะอะก็ต้องโรงงาน วงประชุม การเข้าค่าย ถ่ายกันเป็นบ้าเป็นหลังอยู่แค่นั้น พวกสังคม-สัจนิยมไม่เห็นความสำคัญของชีวิตส่วนตัว ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบาดแผลที่เขาได้รับจากการหันเหจากงานสารคดีมาสู่งานเล่าเรื่องมาตรฐานและอาการตบะแตกทางทฤษฎีที่พอกคั่งมากับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ความพยายามของคีสลอฟสกีในการค้นหาสำเนียงทางศิลปะของเขามีให้เห็นอยู่ในหนังทั้งเรื่อง การลองของด้านภาพ(เช่นการลำดับภาพแบบกระโดด)บางขนานไม่อยู่ในตำรับคีสลอฟสกี สร้อย ลูกคู่และลูกไม้หลายอันได้กลับมาอวดลีลาอีกในงานชั้นหลัง หนังมีช่องโหว่มากมายหลายระดับ แต่สาวกคีสลอฟสกีปลอบใจตนเองได้ไม่ยากว่าเมล็ดพันธุ์อัจฉริยะย่อมต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะรอวันงอกงาม บางขณะหากไม่นับข้อด้อยในทางการถ่ายทำก็ยังอนุโลมว่าหนังบีบคั้นความรู้สึกคนดูได้แนบเนียนตามอัตภาพ รวมถึงตีแผ่ความรู้สึกก้นบึ้งของชาวโปลภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสม์ออกมาได้ถึงแก่นจับใจ อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับ Personnel ปริบทของหนัง คือสถานการณ์ทางการเมืองระลอกหนึ่งซึ่งคีสลอฟสกีเล็งผลเลิศจะใช้เป็นเตาหลอมคำถามสากลสำนึกที่ผู้คนทั้งชายหญิงล้วนต้องเผชิญ ศัตรูตัวจริงที่เบนาร์สตัวเอกของต้องเอาชนะหาใช่อิทธิพลทางการเมือง แต่เป็นศรัทธาในการทำความดีต่างหาก ไม่ว่าโลกจะเป็นเช่นใดตอนท้ายของหนังหลังจากความพยายามของเขาล้มไม่เป็นท่า เขาหันมาถามนักข่าว(ซึ่งตามเก็บภาพเขาอยู่)ว่า “ในสายตาคุณ ผมดีหรือเลว” ชายผู้นั้นตอบว่า “ตอบยาก” การชี้ขาดปมประเด็นดังกล่าวอยู่เหนือวิสัยสื่อและบางทีก็เกินปัญญาปุถุชนอย่างเราๆ คีสลอฟสกีบอกเป็นนัยเช่นนั้น ความโรยราทางอภิปรัชญาระบาดไม่หยุด “สัจธรรมอยู่ไม่ไกล”คนงานปรารภและ[น.110]สื่อมวลชนก็เปรยถึงปู่ของตนที่ถึงแก่กรรมในทางชีววิทยาเนื่องจาก”หัวใจอ่อนแอ”นั้น เอาเข้าจริงเขาตายไปจากความศรัทธาต่ออุดมคติ การสนทนาจบลงโดยที่ไม่อาจหาบทสรุปได้ว่าเบนาร์สดีหรือชั่ว เขาแก้ต่างให้ตัวเองแต่ก็ยอมรับว่าทุรนทุรายอยู่ในอก “คุณสิ้นฤทธิ์แล้ว” สื่อมวลชนดักคอ “ก็สิ้นฤทธิ์กันถ้วนหน้าละ”

ก็ดูเป็นเรื่องแสลงใจอยู่กับการต้องทนเห็นความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องผู้ใต้บังคับบัญชา ครอบครัว ที่สำคัญที่สุดคือตัวเขาเอง จริงอยู่ฝันร้ายของระบบราชการมาจากน้ำมือของทางการ คนดูก็รู้สึกได้ตลอดเวลาว่ามีอีกหนึ่งการกระเสือกกระสนเพื่อความอยู่รอดนั่นก็คือ ปัจเจกกับสภาพหวานอมขมกลืนกับภาวะนอกเหนือการควบคุมขนาดเขามีตำแหน่งผู้อำนวยการ(director)เป็นหัวโขน ใยคีสลอฟสกีในฐานะผู้กำกับ(director)มิยิ่งเจ็บกว่าเป็นทวีคูณเพราะโครงการสารคดีของเขาไม่อาจบรรลุมรรคผล(งุ่มง่ามเกินกว่าจะกุมเก็บความจริง)

หนังเดินเครื่องวิพากษ์ตั้งแต่เริ่มเรื่องมาไม่เท่าไหร่ด้วยภาพนิ่งบรรยายความทุกข์ยากของเมืองโอเล็กโกสะท้อนต่อไปถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน ความเป็นจริงที่ผ่านการกลั่นกรอง(และตบตา)ถูกประเคนแก่เจ้าหน้าที่ของพรรคอมมิวนิสต์โดยมีการอนุมัติการก่อสร้างโรงงานขนาดยักษ์ในเมืองนี้เป็นเดิมพัน ในการประชุมคราวเดียวกันชาวบ้านร้านถิ่นยังพากันมามุงอยู่นอกสำนักงานข้าหลวงพรรค ดูราวกับว่าพวกเขาร้องของานทำ(แต่ในความเป็นจริงเป็นการจัดฉากเพื่อกดดันเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณ การชักใยฉายภาพความเป็นจริงในโอเล็กโกมีขบวนการควบคุมและจัดแจงรัดกุมยิ่งแม้แต่สื่อมวลชนยังเสียรู้ถูกกีดกันไม่ให้ยุ่มย่ามกับการประชุม การผลักดันโครงการสร้างโรงงานนั้นเป็นเรื่องอัปยศสิ้นดีและผู้ชมชาวโปลก็ย่อมอดนึกถึงโครงการสร้างโรงถลุงเหล็กคาโตวิซ(Katowice Steel Mill)ขึ้นมาไม่ได้ ผลงานของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ช่วงทศวรรษ 1970 อันขึ้นชื่อในเรื่องการชำเราเศรษฐกิจท้องถิ่น ก็ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำและบานปลายอีหรอบเดียวกัน

ความอีลุ่ยฉุยแฉกในฉากเหตุการณ์ที่เบนาร์สเปิดฉากการประชุมแสนโกลาหลกับภาคการเมืองนั้นฟ้องด้วยภาพโดยแท้ ตำแหน่งแห่งที่หรือจุดหมายปลายทางของเบนาร์สล้วนคลุมเครือ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ สภาพดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการล้มลุกคลุกคลานในทางจิตวิญญาณของเขา และระลอกการเล่าก็โดดเด่นด้วยภาพล้ำจริง และดนตรีซึ่งขัดแย้งได้ขัดแย้งดีกับโครงสร้างหลักที่เป็นสารคดีเสมอจริง ตอนที่เขาได้รับคำสั่งให้ไปโอเล็กโกเขาชะงักเหมือนมีใครยกภูเขามาใส่อกก็ปานนั้น ภาพนามธรรมชวนลายตาจากข้างถนนพาดผ่านหน้าต่างรถขณะเขาพล่านไปทั่วเมืองโดยมีเสียงประกอบลอยหลอนคอยก่อกวน นับว่าผสมผสานภาพและเสียงออกมาได้น่าทึ่งไม่น้อยทั้งยังให้ความรู้สึกปลิดปลงดังจะได้บรรยายในบทที่ 2 รถแล่นมาหยุด ณ จุดหมายปลายทาง(เดาว่าเป็นที่ประชุมคณะกรรมการติดตามความก้าวหน้าซึ่งมีอำนาจมอบหมายภารกิจแก่เบนาร์ส)แล้วภาพภายนอกของอาคารสีซีดจากมุมกว้างก็ตระหง่านง้ำขึ้นมา ฉากต่อมาเป็น[น.111]ภาพเงาตะคุ่ม(silhoutte)ของผู้ชายฝ่าความมืดเข้ามาในห้องและแสงจากหลอดไฟฉายส่องใบหน้าเขา เป็นเบนาร์สขณะกลับเข้าบ้าน ฝีภาพต่อมาจะเห็นเขาสโลสเลเข้าห้องนั่งเล่น คลายปมเน็คไท กล้องตามไปดักภาพเขาจากด้านหลังขณะเจ้าตัวทรุดนั่งลงกับเก้าอี้และทิ้งศีรษะหงายผล็อยไปซบพนัก การจับภาพอากัปกิริยาโดยไม่เผยใบหน้าเหมือนจะเป็นนัยสากลตามคำที่ว่า”เราเหนื่อยกันถ้วนหน้า”

แม้ว่าระลอกการเล่าเหล่านี้จะได้ชื่อว่าชวนสับสน ขวางหูขวางตาน่ารำคาญ แต่ก็เป็นร่องรอยบอกทิศทางและลูกล่อลูกชนเฉพาะตัวอันเป็นเบ้าหลอมงานชั้นหลังของคีสลอฟสกี ฝีภาพยิงจากในรถไม่เพียงถูกหลักการจัดองค์ประกอบ หากยังถ่ายทอดความรู้สึก ณ ชั่วอึดใจหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อผลในทางเร้าอารมณ์อ่อนไหว ฝีภาพทำนองนี้มีให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานลำดับถัดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากรถแล่นโฉบฉิวใน Red ดนตรีประกอบ ณ ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ความกระด้างกลับกลอกของสี อาคารราชการดูขัดเขินเสแสร้งบอกเป็นนัยถึงการเคลื่อนตัวของเวลาพร้อมกับแย้มพรายลางร้ายผ่านระลอกการเล่า ยิ่งในงานชั้นหลังผู้กำกับภาพสลาโวเมียร์ ยิดเซียก(Sławomir Idziak)ยิ่งเมามันกับการกรองแยกสีจากแสงเพื่อผลตามที่เล็งผลเลิศและบุ้ยบ้ายเงื่อนงำ

หลอดไฟในฐานะสร้อยหนังกลับมาอวดโฉมอีกครั้งในตอนจบ มันสว่างวาบทะลุกลางปล้องการสนทนาระหว่างเบนาร์สกับนักข่าว เช่นเดียวกับเมื่อวาเลนตินกับผู้พิพากษาเริ่มพูดจากภาษาเดียวกันใน Red คีสลอฟสกีมอบหมายภารกิจนอกลู่นอกทางแก่สร้อยหนังอื่นๆ ผ่านงานชั้นหลังของเขาไว้อีกไม่น้อย การให้ชื่อลูกสาวของเบนาร์สว่าเอวา(Ewa)ซึ่งในภาษาอังกฤษอาจแปลได้ว่าอีฟ(Eve) ทั้งนี้หากอีฟตามพระคัมภีร์หมายถึงแม่ของมวลมนุษยชาติ ชื่อของเธอในงานคีสลอฟสกีกลับมาพร้อมกับการแท้งลูก นอกจากนี้ ผู้หญิงใน Blind Chance ก็ดี Decalogue II และ Decalogue IV ยังต้องเผชิญสถานการณ์มืดแปดด้านกันถ้วนหน้า ในฉากเชิงเขาในฝัน เบนาร์สกับบุตรสาวพากันยลแสงไฟพราวระยิบจากเนินเขาอีกลูก “พ่อติดไฟให้เขาทั้งแถบเลยนะนั่น”เอวาออกปาก ตอกย้ำห้วงเวลาอันอิ่มเอิบใจ ตามมาด้วยจุดหักเหตำรับคีสลอฟสกีกับการพลิกโศกนาฎกรรมเป็นความงาม เบนาร์สตอบผู้เป็นลูกว่า “แถวนั้นน่ะเป็นสุสานนะเอวา) หลังจากการสนทนาชักจะกร่อย(เรื่องการทำแท้งเป็นชนวนเหตุ) ภาพเอวาโอบหลังด้วยแสงเทียนจากสุสานสุกสกาวไม่ผิดกับดวงวิญญาณเหนือหลุมศพ สุสาน/แสงเทียน เป็นสร้อยสัญญาณนัยแฝงทางจิตวิญญาณมีให้เห็นอีกใน No End และทุ่งหิมะงามสะท้อนใจอบอวลกลิ่นอายความตายเช่นนี้จะหวนกลับมาหลอกหลอนอีกใน White เฉกเช่นเดียวกับเรื่องที่เบนาร์สตัดหางปล่อยหมาไปและภายหลังก็ได้ลูกหมาอีกตัวมาอยู่ในการอุปการะก็จะย้อนรอยให้เห็นใน Red เรื่องดังกล่าวยังจุดชนวนการถกเถียงคอเป็นเอ็นในการสนทนาสุดเคร่งเครียดระหว่างเบนาร์สกับภรรยา

[น.112]คีสลอฟสกีจุดพลุความน่าสมเพชของภาพถ่ายและภาพยนตร์ไว้นับครั้งไม่ถ้วนและอดไม่ได้ที่จะใช้งานชิ้นนี้เป็นเวทีวิพากษ์ พลังในทางมอมเมาเชิดชักของสื่อภาพถูกเพ่งเล็งตั้งแต่ต้นเรื่องกับการพิสูจน์ฝีมือคนใส่สูทในการจัดฉากผู้มีอำนาจเข้าร่วมพิธีลงนามสัญญาตั้งโรงงานต่อหน้าช่างภาพ ต่อมาในช่วงนักข่าวสัมภาณ์เบนาร์ส สภาพก็ออกมาขาดๆเกินๆ สิ้นดี ฝ่ายผู้อำนวยการนั้นอยากจะแถลงความจริงเพื่อล้างมลทินให้พ้นตัวใจจะขาด เขาเอาแต่พล่ามวลีที่ว่า สวยหรูบนหน้ากระดาษแต่ติดขัดในภาคปฏิบัติ จนตากล้องอดแขวะไม่ได้ว่า “นี่ไม่ใช่หนังนะ ถ่ายรอบสองไม่ได้หรอก” แต่ภาพถ่ายในสายตาคีสลอฟสกีก็มีคุณูปการต่อการปักธงมนุษยภาพ และเหตุผลนิยม รูปถ่ายเก่าเก็บของเบนาร์สบันดาลให้นักข่าวมองเห็นตนเอง(ในสภาพยังเป็นเด็ก) เฉกเช่นเดียวกับเวโรนิกาจะได้ค้นพบตัวเองผ่านรูปถ่ายใน The Double Life of Veronique ในกรณีเบนาร์สผู้ยึดการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก เศษเสี้ยวจากอดีตเหล่านี้ย่อมเป็นยาใจแก่เขา

คีสลอฟสกีบ่อนทำลายภาพความงามของชนบทและธรรมชาติด้วยการคุกคามจากสังคมตลอดเรื่อง ช่วงเหตุการณ์ไม้ล้มถ่ายทอดออกมาด้วยภาพชวนหดหู่ ก้าวกระโดด(อันเป็นลูกเล่นที่น้อยครั้งจะได้เห็นคีสลอฟสกีใช้)สร้างความตะลึงกับความกระโชกกักขฬะ คนดูได้สำเหนียกว่ากว่าไม้เหล่านั้นจะเติบโตได้ขนาดนั้นต้องใช้เวลา 200 ปี ในฐานะนักอนุรักษ์ธรรมชาติ(มีช่วงเหตุการณ์ระหว่างเขาเดินครุ่นคิดเรื่อยเปื่อยผ่านทั้งอุทยานและตัวเมือง) เบนาร์สสังเกตเห็นกวางตั้งท่าขยับอยู่ในป่าละเมาะ ในชั่วพริบตาหลังการปรากฏตัวของเฮลิคอปเตอร์สำรวจสถานที่ก่อสร้าง(มารุกรานถิ่นอาศัยของกวาง)ภายในไม่กี่นาทีคนของกรรมาธิการการเคหะก็โผล่มาป้อนบุหรี่กวาง

แม้คีสลอฟสกีจะได้ชื่อว่าเป็นนักมนุษยนิยม แต่ความหมายแท้จริงของมนุษยนิยมก็เจอการไล่เบี้ยอย่างหนักในงานชิ้นนี้ เบนาร์สผู้ปวารณาตนเป็นนักมนุษยนิยมถูกโจมตีจากทั่วสารทิศ แรกๆ เขาสานมนุษยสัมพันธ์กับชาวเมือง แต่แล้วตอนท้ายเขาก็ถูกตราหน้า(โดยกรมการเมืองของพรรคในข้อหาหย่อนยานและโดยฝ่ายคนงานในข้อหาหน้าเลือด) การประท้วงของฝ่ายคนงานตอนท้ายบานปลายรุนแรงพอๆกับการประท้วงด้วยความเข้าใจผิดตอนต้นเรื่องและเบนาร์สก็จนปัญญาจะไกล่เกลี่ยความแตกหักระหว่างภาคครัฐกับคนงาน เขาถูกกลืนหายไปในฝูงชน วีรกรรมพลีตนสังเวยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวอาจดูศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาก็ทำเช่นนั้นหลังแน่ใจแล้วว่านักข่าวเผ่นไปแล้ว การตัดสินใจดังกล่าวยังเท่ากับเป็นการสละอำนาจอันอาจผลักดันความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมตามที่เขาวาดหวัง

แม้เป็นงานยุคต้น แต่ก็สัมผัสได้ถึงอหังการแห่งการปลดแอกจากความจริงแบบสารคดี(เมื่อดูจากครู่ยามจากก้นบึ้ง) และ[น.113]ขบวนการผจญภัยในโลกของความรู้สึกอันเต็มไปด้วยค่ายกลบีบคั้นจิตใจ สูตรการเล่านี้แน่นหนักสุดขีดในเมื่อเข้าสู่สนามความคิดนามธรรมและอภิปรัชญา ขอให้พิจารณาฉากสำคัญในห้องเช่าของเบนาร์สกับการกดปุ่มเปิดปิดโคมไฟที่ส่งผลให้ภาพจากเบื้องนอกและภาพตกกระทบตัวเขาเองภายในห้องผลัดกันแสดงตนบนพื้นที่การเห็นเดียวกัน ยังไม่หมดแค่นั้น ในกาลต่อมา มวลชนกรรมกรเลือดขึ้นหน้ายังทลายบานประตูกระจกแผนกจัดจ้างของโรงงานอันเป็นทำนบแบ่งสรรพื้นที่ออกเป็นภายนอก/ภายใน(external/interior)

นามธรรมและสัญวิทยาผนึกกำลังกันรังสรรค์สุดยอดผลงานในภาพถัดมา ฝีภาพคนงานระดับล่างถือธงผงาดเหนือพวยควันจากโรงงานอาจนับเป็นภาพแนวนามธรรมตามคำจำกัดความที่เรายึดถือ ด้วยจำนวนของของกรรมกรและสีสันบาดตาปื้นเล็กๆ ของธงสร้างความชัดแย้งกับความโอฬาริก ซีดเผือดของตัวตึก นับเป็นการใช้รูปแบบเพื่อสะกิดความสนใจและขยายองศาการตีความ กล้องฉีกตัวไปทางด้านข้างและคงศูนย์เล็งไว้เพื่อขยายระยะภาพเพื่อตอกย้ำถึงหนทางอีกยาวไกลที่คนงานต้องบากบั่นอุปลักษณ์ดั่งการต่อสู้อันยืดเยื้อและโดดเดี่ยวของขบวนการแรงงานเสรีโซลิดาริตี คีสลอฟสกีปักฐานการขยายปริบททางอภิปรัชญาเป็นที่เรียบร้อย อุปลักษณ์การเมืองท้องถิ่นถูกขยายความสู่การดิ้นรนเพื่อความหวังท่ามกลางการกดขี่และกลั่นกรองสถานการณ์ร่วมสมัยด้วยตะแกรงทางจริยธรรม

ฝีภาพสุดท้ายของหนังเริ่มจากเบนาร์สจับหลานหัดเดิน ภาพปลุกความหวังดังกล่าวช่วยคลายปมบางเรื่องที่ผูกไว้ก่อนนั้น เราถึงบางอ้อว่าเอวาตั้งครรภ์ตั้งแต่ตัดพ่อตัดลูกกันที่สุสานและเธอตกลงใจจะเก็บเด็กไว้ หลังจากหมางเมินกันมาตลอด เบนาร์สก็มีโอกาสกลับไปญาติดีกับครอบครัวและพาทั้งตัวและจิตใจคืนสู่เหย้า กล้องดึงตัวถอยหลังเก็บภาพ(หนึ่งในฝีภาพจำนวนน้อยยิ่งในหนังเรื่องนี้ที่มีการเคลื่อนกล้องบนราง(dolly move))เพื่อดึงคนดูออกห่างขณะสังเกตการณ์ครู่ยามส่วนตัว รูปการณ์ดังกล่าวชี้ว่าสุดท้ายเบนาร์สก็เหลือตัวคนเดียว ห้วงความสันโดษที่คีสลอฟสกีเองก็ใฝ่ฝันจะมีในบั้นปลายชีวิต ทว่ากล้องก็มาหยุด ณ จุดที่กรอบภาพถูกแบ่งให้ความมืดของการเดินออกสู่ทางฟากซ้าย และภาพเบนาร์สกับหลานในความสว่าง สงบวิเวกทางฟากขวา อันนับเป็นบทสรุปการแบ่งรับแบ่งสู้ การแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนมืดของโลกการเมืองและประเด็นสาธารณะ กับส่วนของตัวบ้านอันสันโดษแต่อุ่นใจ เป็นการเน้นย้ำทางปรากฏการณวิทยา แม้จะถือเป็นการต่อความยาวสาวความยืด การเก็บฝุ่นใต้พรมในทางสัญวิทยา แต่แพรวพราวด้วบทสนทนาเปี่ยมความหมายไม่ขาดสาย

แนวคิดในเรื่องบ้านมัดถักหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยกันและไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความหมายในทางภูมิกายภาพ บทสนทนาตามตำรับ[น.114]คีสลอฟสกีในเรื่องนี้ปุจฉาถึงหลักแหล่งที่จรรโลงความเป็นผู้เป็นคนแก่เราได้มากที่สุดระหว่างสองขั้วสำคัญอันได้แก่ความผาสุกและความรุดหน้า การลงหลักปักฐานและการดั้นด้นผจญภัย อมตะและการหลุดพ้น

เบนาร์สคือกระจกสะท้อนชนักเรื่องบ้านบนหลังของคีสลอฟสกี คีสลอฟสกีเปรยอยู่เสมอว่าการทำหนังพรากเวลาสำหรับครอบครัวไปจนหมดและกลายเป็นชนักปักหลังเขาตราบจนบั้นปลายแห่งการเป็นผู้กำกับ เขาตัดพ้อว่าสิ่งที่เขาต้องการก็แค่ได้อยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิด ขลุกอยู่กับครอบครัว สูบบุหรี่และผ่าฟืน แต่เขาก็ดีแต่ปาก เอาเข้าจริงหลังปลดระวางตัวเองจากงานกำกับ เขาก็ยังง่วนกับการเขียนบท มองในแง่นี้ถ้อยตัดพ้อผู้เป็นพ่อจากอีวา ก็แทงใจดำเอาการ “มีอย่างที่ไหน พ่อทิ้งให้แม่อยู่ตามลำพังได้ลงคอ”

ฮิโรชิ ทากะฮาชิ(Hiroshi Takahashi)เขียนสดุดีคีสลอฟสกีไว้ว่า “ครั้งหนึ่งในการสัมภาษณ์ ผมถามคุณเกี่ยวกับฉากสุดท้ายใน The Double Life of Véronique ว่า ทำไมเวโรนีกต้องแวะทักต้นไม้ก่อนเข้าบ้านด้วย คุณถามย้อนว่า ในญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความผูกพันกับบ้านรึเปล่า แต่ในโปแลนด์นี่ ถือกันมาก” ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อมองจากมุมกลับเมื่อกวางต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ เบนาร์สเองก็สำเหนียกถึงความหลักลอยของตัวเอง เขาหมายมั่นจะลงหลักปักฐานที่โอเล็กโก ภูมิลำเนากับภาวะความทรงจำเป็นพิษ วลีที่เขาโพล่งระหว่างตรวจตราห้องโล่งๆ ที่เขาจะยึดเป็นที่พำนักออกมาว่า ผมมีบ้านเสียที นั้น จึงสุดแสนวังเวง ขณะที่ภารกิจหนึ่งของเขาคือการปกป้องบ้านหลังหนึ่งของชาวโอเล็กโก เขาก็อยากจะผุดหมู่บ้านของเหล่าแรงงาน(พรักพร้อมด้วยห้องน้ำปูกระเบื้อง) ความเปลี่ยนแปลงแผ่ลามเข้าล้อมกรอบความมั่นคงไม่หยุดหย่อน ในเรื่องตัวเขาเองได้แต่ทอดธุระไม่ว่าจะกับบ้านตัวเอง ฝ่ายเอวาผู้ลูกก็เป็นวิญญาณเร่ร่อน ไม่อาจหยุดตัวเองไว้กับที่ตั้งของปลายสายโทรศัพท์ของหมายเลขที่พ่อจะต่อสัญญาณถึงเธอ ภรรยาของเบนาร์สไม่ยอมย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่โอเล็กโกเพราะไม่อยากเผชิญกับความทรงจำแสลงใจ และแขวะสามีว่า ใช่ว่าที่ๆจับจองได้จะเป็นแหล่งพักพิงเหมือนบ้านดังที่เขาวาดหวัง

ช่วงกลางของหนังอัดแน่นด้วยภาพด้วยแสดงภูมิศาสตร์เชิงอภิปรัชญาว่าด้วยแหล่งฟูมฟักกับแหล่งปักฐาน สายตาเบนาร์สเปะปะไปจดจ่ออยู่กับภาพนักบินอวกาศกับลูกโลก ณ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางจิตวิญญาณเราได้เห็นนักเดินทางท่องไปในอวกาศ นับจากภาพการงัดข้อระหว่างพ่อกับลูกสาว มาจนถึงภาพคนว่างงานนับร้อย ภาพนักบินอวกาศถือเป็นภาพแรกในหลายภาพของการไต่ระดับในงานของคีสลอฟสกีแทนความหมายของการเสาะหาบ้านหลังใหม่ราวกับพระเจ้ามองย้อนกลับมายังภูมิลำเนาของมนุษยชาติ ภาพ ณ ใจกลาง[น.115]ความขัดแย้งของหนังคือสังเวียนพันตูระหว่างการหาทางพ้นทุกข์กับการถวิลหาความสงบสุขตามมีตามเกิด

Camera Buff (ค.ศ.1979)

เรื่องย่อ: ฟิลิป มอร์ส(รับบทโดย เจอร์ซี สตูร์ – -Jerzy Stuhr)เป็นชายชาวโปลธรรมดาๆ ทำงานในโรงงาน ดีใจออกนอกหน้ากับการได้ห้องแบ่งเช่าห้องใหม่ ได้เมีย(รับบทโดยมัลกอร์ซาตา ซาคอฟกา – – Malgorzata Zabkovska) และได้ลูกสาวที่กำลังจะลืมตาดูโลก ความสงบสุขดังกล่าวชักจะคลอนแคลนเพราะการได้ถ่ายหนังด้วยกล้อง 8 มม.ตัวใหม่(ซื้อมาเพื่อเก็บภาพลูกออกจากครรภ์) เจ้านายของฟิลิปออกปากให้เขาช่วยถ่ายสารคดีงานเลี้ยงของโรงงาน นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งสะกิดใจกับความแปลกใหม่ของงานหนังโดยเฉพาะปมรองกับการเฉลยเบื้องหลังการถ่ายทำ เขาชักจะติดใจการทำงานศิลปะและเลิกสุงสิงกับผู้คน เวลาของเขาหมดไปกับการจัดวางภาพมากกว่าจัดแจงครอบครัว ณ ช่วงรุ่งโรจน์สุดขีดของการเป็นศิลปิน อิทธิพลและพลังสะท้อนกลับจากการเมืองและสังคมก็ถาโถมเข้าสั่งสอนให้เขาสำเหนียกถึงความไร้น้ำยาของตนเอง เพื่อนฝูงพากันเดือดร้อนเพราะหนังเจ้ากรรม เมียทิ้งเขาไปเพราะสุดจะทนกับศิลปินผู้รักจะหายหน้าไปจากครอบครัว ตลบแตลง และหมกมุ่นกับงานหนัง ฉากสุดท้ายของหนังหลังจากลิ้มรสความร้ายกาจจากคุณและโทษของหนังอันบันดาลทั้งความสุขสมและเจ็บปวดถึงแก่น ฟิลิปหันหน้ากล้องออกจากตัว ใช้ตัวเองเป็นจุดหมุน กวาดวงเก็บภาพรายรอบตัวเขาเป็นครั้งแรกและเริ่มต้นถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง

หนังเรื่องนี้กล่าวถึงงานถ่ายภาพหนัง ความเป็นจริง และมิติอันซับซ้อนของการดำรงตน รวมถึงขีดคั่นศีลธรรม แต่ขณะเดียวกันก็เล่าถึงผู้ชายธรรมดาๆ ผู้ต้องตะเกียกตะกายอยู่บนมิติของการยืนหยัดอันชวนหัวหมุน(ชื่อหนังพากย์โปลิช คือ Amator แปลได้ว่า มือสมัครเล่น(amateur)) บ้านในฐานะรากฐานสำคัญ คือ แก่นความคิดสำคัญของหนัง เช่นเดียวกับ The Scar ส่วนฟิลิป(เหลาะแหละ หัวทึบ แต่ช่างสอดรู้สอดเห็น)ก็ผจญโลกแบบถึงลูกถึงคนผ่านกล้อง ฟิลิปค้นพบความอนิจจังที่มาพร้อมกับความมุ่งมาดปรารถนาทางศิลปะ คนเราต้องหลบลี้จากสังคมเพื่อสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์เต็มเปี่ยมเสียก่อน ถึงค่อยเสียสละแก่ส่วนรวม ลงท้ายงานศิลปะนั่นเองจะแปรสภาพเป็นสะพานเชื่อมผู้ผลิตกับองค์ประกอบแวดล้อม โดยเข้ามาสวมรอยสุญญากาศในความชิดเชื้อทางตรงของคู่แต่งงาน มิตรภาพ หรือบทสนทนา

หนังสมัยใหม่นิยม(modernist)ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 มุ่งเตือนสติคนดูถึงบทบาทของกล้องในการเสกสรรปั้นแต่งเนรมิตธรรมชาติและเลือกที่รักมักที่ชังในการเสนอภาพของโลก การมอง Camera Buff ในแง่นี้ก็ไม่ถือว่าเสียหาย แต่ก็มีข้อให้พึงสังวรว่า ดูเหมือนคีสลอฟสกีจะใช้กล้องเป็นตัวจุดชนวนการขบคิดถึงภาวะความเป็นมนุษยในมุมกว้าง เราๆท่านๆ ต่างตกที่นั่งเป็นฟิลิปเอาได้ง่ายๆ เริ่มต้นกับการเป็นคนดีจากนั้นตาสว่างกับพลังของการแฉโพย(และตกทอดอยู่ในหนัง) ล้มเหลวในการรักษาสมดุลระหว่างบ้านกับเอกภพ ตัวตนคือ[น.116]ผลการขับเคี่ยวระหว่างภายในกับภายนอก มีภาพหัวนอนปลายเท้าตกกระทบอยู่ในบ้าน ส่วนจักรวาลก็ฟ้องสัญชาติญาณดิบผ่านการรู้แจ้่ง ทั้งนี้ จำต้องชั่งน้ำหนักการพิจารณาในเชิงเทววิทยาทั้งในแง่ความสถาพร(immanent)และการหลุดพ้น(transcendent) หายนะอาจมาเยือนหากเสียดุลยภาพ

Camera Buff ยืนหยัดอยู่ในทำเนียบตำนานหนังว่าด้วยการทำหนังของผู้กำกับประพันธกร กีโดเป็นภาพสะท้อนของเฟเดอริโก เฟลลินี(Federico Fellini)ใน 8 1/2 ฉันใด ฟิลิปก็ดิ้นรนด้วยหัวอกเดียวกับคีสลอฟสกีผู้เป็นต้นแบบฉันนั้น ถึงงานขึ้นหิ้งของเฟลลินีจะมีส่วนขึ้นรูปเจตจำนงต่องานชึ้นนี้ของคีสลอฟสกี แต่กลับไม่มีเค้าของงานเฟลลินีหลงเหลืออยู่ใน Camera Buff แม้แต่น้อย  เพราะไม่ได้หวือหวาด้วยฉากหน้าของการไขว่คว้าชื่อเสียงเกียรติคุณ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ของศิลปิน  ฟิลิปอ่อนหัดและงมโข่งเกินกว่าจะได้ชื่อว่าเป็นศิลปินดังที่คีสลอฟสกีตั้งข้อสังเกตไว้ว่าคำดังกล่าวพึงสงวนไว้เพื่อบุคคลหรือกรณีที่พิเศษและ”คู่ควร” ตัวเขาเองยังไม่อาจเอื้อมจะเข้าไปข้องแวะกับเกียรติภูมิดังกล่าว  เฉกเช่นเบิร์กแมน คีสลอฟสกีพอใจจะถ่อมตนอยู่บนเกียรติภูมิของช่างฝีมือด้วยถูกโฉลกกว่าเมื่อดูจากรากเหง้าทางวัฒนธรรม ทักษะ และชีวิตแต่ละวัน  งานของเขาไม่ได้เกิดจากน้ำมือแต่มาจากน้ำใจ ความฝักใฝ่ของคนๆ หนึ่ง

แม้จะไม่ค่อยเคร่งครัดกับขนบแต่ยังอุส่าห์ฝากคมวิพากษ์องค์ประกอบภาพและงานกำกับศิลป์ทั้งในแง่อำนาจบันดาลความสุขสมและความทุกข์ ตลอดจนจุดอ่อน เหลี่ยมคูและมายาคติ ภาพบนแผนเซลลูลอยด์ทอดตัวอยู่ตรงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างความเป็นจริงกับความเชื่อถือศรัทธา และตบตาด้วยความแนบเนียนไม่เข้าใครออกใครอันยากจะหาศิลปะแขนงใดมาทาบรัศมี Camera Buff หยิบยืมกระบวนท่าสารคดีมาใช้ผ่านมุมกล้องแหงนเชิดหรือไม่ก็สวมวิญญาณกล้องมือถือ ขนาด ณ ช่วงเวลาที่เหตุการณ์ไต่ระดับเรี่ยเพดานทางจิตวิญญาณ(เช่น ในตอนขึ้นรถไฟกลับจากวอร์ซอวและตอนจบยังสู้อุตส่าห์มีภาพตกกระทบบิดเบือน) เปล่งรัศมีแผ่บารมีทางอภิปรัชญาออกมาจากภาพนามธรรม

หนังเริ่มต้นด้วยเสียงย้อนยุคพร้อมชื่อเรื่องขาวดำ แล้วก็เป็นภาพเหยี่ยวทะยาน ตื่นตาไม่น้อย แล้วก็เดินเครื่องตามตำรับคีสลอฟสกีเต็มกำลัง  ขับเผยพลังและความงามของธาตุแท้ธรรมชาติด้วยภาพวิหคยักษ์โฉบลงจับเหยื่อ หนังกะเกณฑ์ให้คนดูขลุกอยู่กับไก่พักใหญ่และเสียงแว่วจากนอกระยะลับตาของปฏิบัติการเหี้ยมเกรียมของเหยี่ยวก็โผล่เข้ามาตามด้วยภาพแสงไฟในบ้านสว่างขึ้นไอราผวาตื่นจากฝันร้ายและคราง โอ พระเจ้า เนื้อตัวชุ่มเหงื่อ [น.117]แล้วเรื่องราวก็พลิกตลบ เธอบอกฟิลิปว่าลูกกำลังจะออกมาดูโลก ความเจ็บปวดจากการคลอดปนเปไปกับความสุขสมของชีวิตใหม่บนโลก  ความงามความสุขมักถักทอสืบเนื่องอยู่กับความอำมหิตและความทรมาน เช่นเดียวกับ คนดูหลงชื่นชมกับความงามในความร้ายกาจของเหยี่ยวได้ฉันใด หายนะย่อมกำลังมาเยือน ให้หลังฟิลิปชื่นชมกับภาพนกพิราบนอกหน้าต่าง(ระหว่างเขาถ่ายทำหนังเรื่องแรก)ฉันนั้น

เราได้เห็นความอ่อนโยนของฟิลิประหว่างเขาพาภรรยาไปโรงพยาบาล เรียกรถแท็กซีเป็นพัลวันและตาลีตาเหลือกหนีแท็กซีขี้เมา หลักรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้หวุดหวิดปนสนุกสนานเออร์กาก็ได้นิมิตในตรอก เธอทายทักว่าเธอจะได้ลูกสาว ชั่วอึดใจสุดแต่สัญชาตญาณจะนำพาดังกล่าวสมควรชำระให้กระจ่างว่าเป็นไปด้วยสัมผัสธรรมชาติหรือเป็นเพราะหรือการเข้าฝัน(โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งอื่น)  ดูหนังไปคนดูก็อดคล้อยตามคีสลอฟสกีไม่ได้ว่าชีวิตจะมีรสชาติก็ด้วยปรากฏการณ์เหนือคำอธิบาย การได้ล้วงความลับของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความเป็นจริงสูงสุดซึ่งเวลาและอวกาศอาจไม่เที่ยงแท้อย่างที่เราเชื่อ

เราใจหายใจคว่ำมาตลอดทางจนถึงโรงพยาบาล อกสั่นขวัญแขวนไปกับเสียงกรีดร้องที่เราจับแพะชนแกะว่าอาจเป็นของเออร์กา ในความสยองขวัญก็ไม่ใช่โล่งใจก็ไม่เชิง เราพบว่าเสียงดังกล่าวมาจากสาวรุ่นรายหนึ่งไม่ใช่เออร์กา คนดูไม่รู้และจะไม่มีวันรู้หัวนอนปลายเท้าของเธอ  ในจังหวะนั้นคีสลอฟสกีเล่นกลกับสติสัมปชัญญะของคนดูพร้อมกับแผ้วถางทางใหม่แก่หนังในแก่นความคิดที่จะกลายมาเป็นขาประจำในงานชั้นหลังของเขานั่นก็คือ เรื่องไม่เข้าเรื่องทั้งหลายแหล่ การเล่าเรื่องลามปามไขว้ขนานไปกับความเป็นไปหรืออาจถึงขั้นปริศนาในชีวิตประจำวัน ภูเขาที่ยกออกจากอกคนๆหนึ่งอาจกลายเป็นครกให้อีกคนเข็นขึ้นภูเขา

เหมือนจะเกรงว่าคนดูจะแบกทุกข์ไว้หนักเกินกำลัง ถัดมาจึงเป็นภาพน่าขันน่าเอ็นดูของฟิลิป ไร้เดียงสา ใสซื่อในแบบชาร์ลี  แช็ปปลิน/บัสเตอร์  คีตัน ระหว่างรอข่าวของภรรยาก็หาของมาดื่มย้อมใจหลังจากสะอึกอยู่พักใหญ่ ลางร้ายก็มาเยือน เช่น การเห็นภาพรองเท้าเปล่าถูกเข็นมาเข้าโรงพยาบาล

การใช้กระจกเงาเล่าแก่นความคิดแบบ The Scar กลับมาวาดลวดลายอีก   ห้องเช่าใหม่  ชีวิตใหม่  การดิ้นรนตามประสามนุษย์  หลังจากตรวจตราห้องเช่าแห่งใหม่และเห็นฟิลิปหน้าบานระรื่นด้วยฤทธิ์เหล้า สตานิสลาฟจึงออกปากว่า และแล้วฟิลิปก็พานพบความสุขเสียที เขาเชื้อชวนฟิลิปดื่มเหล้าสาบานเป็นพี่น้อง(แด่ความเป็นพี่เป็นน้อง) ฟิลิปก็ดีใจจนใจแทบออกมาเต้นนอกอกกับเรื่องราวดีๆอีกเรื่องในชีวิต อันที่จริงจินตนาการว่าด้วยมิตรแท้และภราดรภาพระหว่างกรรมกรโพ้นทะเลกับกรรมกรภายใต้รัฐคอมมิวนิสต์โปแลนด์นั้นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ น่าเศร้าที่ท้ายที่สุดสตานิสลาฟกลับต้องเจ็บปวดแสนสาหัสเพราะมิตรภาพเจ้ากรรมนี้

[น.118]การไล่เก็บภาพเพื่อนฝูงเพื่อลองกล้องของฟิลิปจบลงด้วยการเผยธาตุแท้ของกิจกรรม หลังจากไล่เก็บภาพใบหน้าเปื้อนยิ้ม กล้องเรื่อยมาจ่อจับภาพจอเครื่องรับโทรทัศน์ เขาอุปโลกขน์ตนเองเป็นตากล้องผู้กำลังถ่ายทอดการแสดงเปียนโนออกอากาศ  ฟิลิปขอให้เร่งเสียงเครื่องเล่นโทรทัศน์ขึ้นอีก ขณะที่สายตาจดจ่ออยู่กับภาพของกล้อง  ดนตรีรับหน้าเสื่อเป็นศิลาจารึกเล่าขานความงามตามอุดมคติของศิลปะ ดุจเดียวกับใน Personnel (เป็นสร้อยหนังที่ปรากฏถี่ยิบใน The Double Life of Véronique และ Blue) เพียงแรกได้ยิน ความไพเราะจากฝีมือการบรรเลงเปียนโนสะกดฟิลิปอยู่หมัด แต่คนดูกลับรู้สึกเคว้งคว้างกับการถ่ายทอดเหตุการณ์แบบสื่อซ้อนสื่อ ภาพขาว-ดำจากจอเครื่องรับโทรทัศน์ที่บันทึกโดย กล้อง 8 มม.นั้นห่างไกลจากอุดมคติลิบลับ และพลิ้วลวงได้สารพัด ดุจเดียวกับเงาในถ้ำของเพลโต ความหลงใหลในเงาและการไล่คว้าภาพความจริงคือแกนปฏิกรณ์บีบคั้นความรู้สึกของหนัง ความบาดหมางที่พอเหมาะนำมาซึ่งความสาแก่ใจ เพลิดเพลิน และปลอดโปร่งเช่นเดียวกับความรกร้าง หดหู่และหายนะ

ตอนฟิลิปและเออร์กามองลูกสาวผ่านกระจกหน้าต่าง ฟิลิปเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าทารกและตั้งท่าจะบันทึกภาพไว้ แต่พอมองผ่านกล้องในระยะประชิดเขาก็เขว(เหมือนลูกกำลังโยเย)และพยาบาลก็ตรงเข้าไปเปลี่ยนผ้าอ้อม  เดินกล้องอยู่ดีๆ เออร์กาก็ปราม “อย่าถ่ายเธอตอนล่อนจ้อน” เธออ้าง “ทำไม” เขาถาม “ก็ลูกเป็นเด็กผู้หญิง”เธอตอบ คาบการเล่าสั้นๆ นี้มอบสูตรลับที่นำไปตีความส่วนที่เหลือของหนังไว้ไม่น้อย ประการแรก ความกำกวมจะไหลบ่ามาไม่ขาดสายโดยเฉพาะในสภาพชวนหัว(เหมือนกับในครั้งนี้) แต่บางครั้งก็มาในสภาพหดหู่หม่นหมอง  ประการที่สองจรรยาบรรณของสารคดีซึ่งหนังได้ถามดักคอไว้ตั้งแต่ตรงนี้ว่าภาพถ่ายจะยังคงปลอดอคติได้หรือไม่ในเมื่อเราสามารถเก็บกักความเป็นจริงไว้และขุดคุ้ยถกเถียงกันภายหลังได้ เออร์กายังให้แง่คิดอีกประการในเรื่องของแสลงของการถ่ายหนัง ฟิลิปน้อมรับข้อโต้แย้งดังกล่าวและถอนหน้ากล้องออกจากภาพเบื้องหน้า ยังมีเหตุให้เขาต้องชั่งใจถึงบทบาทของสารคดีรอท่าเขาไปตลอดทางจนกว่าหนังจะจบว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของการเผยไต๋และชื่นชมผ่านงานสารคดี(ทารกหญิงในสภาพเปลือยเปล่า และต่อมาก็คนงานพิการ) อีกด้านของคำถามโผล่ขึ้นมาทันควัน สิ่งใดเล่าสมควรได้รับการบันทึกถ่ายทอด(การฉ้อฉล การโป้ปด การทำงานในสภาพอเน็จอนาถ เป็นต้น) ยิ่งหนังคืบหน้าไปฟิลิปก็ยิ่งค้นพบว่าคุณค่าความหมายของหนังมีอยู่ในทุกอณูอันซับซ้อนเทียบเท่าจริยศาสตร์ของการดำรงตนและเรื่องเดียวกันไม่อาจเสี่ยงชี้ขาดผลดีผลร้ายได้แม่นมั่น ควรกล่าวด้วยว่าอาการไม่อยู่กับร่องกับรอยตามจรรยาบรรณตากล้องของฟิลิปมาพร้อมกับความเสื่อมถอยของมโนสำนึกต่อเรื่องส่วนตัวของเจ้าตัว กว่าเขาจะจับทางการครองตนในพิภพคู่ขนานได้ก็ล่วงถึงบทลงเอยในสภาพที่ตัวเขาเองและหนังกลืนกันเป็นเนื้อเดียว

[น.119] อีกหนึ่งมหกรรมการตบตาเกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้น กล้องสืบตัวเข้าหารถเข็นที่จอดอยู่บนทางเท้าใก้ลอพาร์ตเมนต์ เออร์กาเดินเข้าไปในช่องภาพจากจุดยืนของเธอเอง (ลูกเล่นใจไม้ใส้ระกำกับคนดูนี้จะมีการขยายความในบทที่ 2) และโวยวายว่ามีคนตาย  เหตุการณ์ดังกล่าวทะลุกลางปล้องขึ้นมาเป็นหนามยอกใจชิ้นใหญ่เพราะตรงกับวันที่ชีวิตใหม่กำลังจะลืมตาดูโลกและก็กลับตาลปัตรอีกตลบเมื่อฟิลิปบอกเธอว่าเปเตร็กขับรถไปส่งเขาที่ทำงาน(ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะพ่นพิษในภายหลัง เมื่อถึงคราวแม่ของเปเตร็กตาย)

คนดูมาเฉลียวใจว่าสำคัญผิดในฉากถัดมา ฟิลิปต้องการจะจัดฉากแม่ลูกเข้าอพาร์ตเมนต์หลังใหม่อีกรอบ แต่เออร์กาไม่เล่นด้วย ขืนทำจะกลายเป็นลางร้าย ฉากนี้ไม่เพียงโยงเข้ากับทัศนะพลังเหนือธรรมชาติของศาสนาของชาวโปลิช(ยังมีให้เห็นอีกหลายครั้งในหนัง) แต่ยังปักชนักใส่หลังฟิลิปผู้แบ่งรับแบ่งสู้ในข้อหาดึงการถ่ายทอดความจริงของหนังมาปนเปกับเหตุการณ์จริง หากความจริงที่ถ่ายทำไว้บกพร่องต่อหน้าที่ตัวตายตัวแทนของเหตุการณ์จริง(เป็นเพียงสัญลักษณ์ในโลกของเออร์กา)แล้วไซร้ ย่อมเท่ากับว่าได้เกิดลางร้ายซ้ำสอง ปรากฏการณ์ซ้ำรอยฉุดสารคดีโจนทะยานทางสัญวิทยาไปสู่ภาวะการเป็นสำเนาที่ไร้ต้นฉบับ(a copy without an original)ตามตำรับของฌ็อง  โบดริยารด์(Jean  Baudrillard)

จากนั้นคีสลอฟสกีก็ดัดหลังคนดูด้วยจับคำว่าลางร้ายผสมโรงเข้ากับหายนะ จู่ๆ มนุษย์หน้ากากป้องกันแก๊สพิษกรูเข้ามาหากล้องสร้างผลกระทบรุนแรงทางสัญวิทยา ภาพเขย่าขวัญทะลุกลางปล้องเข้ามาอยู่ในวงเล็บแทรกตัวเรื่องแต่แล้วก็กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ (พร้อมด้วยคำอธิบายในมุมประกาศิตของผู้เล่า) พอฟิลิปตาลีตาเหลือเข้ามาร่วมขบวนการซ้อมรับมือกับการถูกโจมตีด้วยอาวุธเคมีตามแบบแผนยุคสงครามเย็น  ฝีภาพนี้ยังจะตามมาอาละวาดใน White อันมียุคหลังระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายเป็นฉากหลัง

ยิ่งคีสลอฟสกีแก่พรรษาขึ้นเท่าไหร่ การใช้แม่บทตีหัวเข้าบ้านดังกล่าวจะยิ่งเป็นไปเพื่อรักษาแบบแผน ขณะที่คำนึงถึงประโยชน์ต่อการเล่าเรื่องน้อยลงตามลำดับ  ถลำลึกหนักข้อกับการสร้างความกำกวมแก่ภาพ ในบทที่ 2 จะบรรยายกลวิธีอันเป็นแหล่งพลังงานสำรองทางอภิปรัชญา ดังที่จิลแบร์โต  เปเรซ(Gilberto  Perez)ตั้งข้อสังเกตในกรณีของแอนโทนิโอนีกับการใช้กลวิธีดังกล่าวด้วยอหังการแห่งทันสมัยนิยม  – -เช่นเดียวกับงานของพวกทันสมัยนิยม หนังของแอนโทนิโอนีถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความไขว้เขวแก่คนดู โดยมิได้มีการก่อกวนชวนสับสน แต่ย้ำเน้นจนเราหมดศรัทธากับกระบวนการทำความเข้าใจที่เคยยึดมั่น สมมติฐานเกี่ยวกับโลกที่เรามีนั้นแทบใช้การไม่ได้อีกต่อไป และถือเป็นการจาริกเพื่อค้นหาสถานภาพใหม่ ท่ามกลางความไม่จีรัง การรู้เท่าทัน และตกผลึกประสบการณ์ – –

[น.120]”หนังสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” เจ้านายฟิลิปอัญเชิญวาทะทรงความหมายของวี ไอ เลนิน(V. I.  Lenin)มากล่าว  งานหลังกล้องชิ้นแรกของฟิลิปจะเป็นเครื่องพิสูจน์สรรพคุณยุยงส่งเสริม(persuasion)(หรือเขียนเสือให้วัวกลัว(mystification))ของโฉมหน้าความจริง อะไรมีค่าควรแก่การนั้น หลังจากงกเงิ่นในการยื่นหมูยื่นแมวแบบเฟาสเชียน ฉากถัดมาจะเห็นรถบรรจุโลงแล่นไปตามถนนโดยมีฟิลิปกับเปเตร็กหัวโยกหัวคลอนอยู่ในห้องโดยสาร

ไม่นานให้หลังฟิลิปก็ได้บทเรียนว่าไม่ควรบันทึกภาพเหตุการณ์ในที่ประชุมคณะกรรมการ ส่วนความอุตสาหะถ่ายทำนกพิราบนอกหน้าต่างก็เสริมเขี้ยวเล็บการเป็นนักสารคดีของเขา จากเหลี่ยมคูเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเข็นงานให้ลุล่วง เหล่านกพิราบที่แตกฮือบินหนีมือซุ่มซ่ามของเขาพากันบินกลับมาหากนำขนมปังมาวางล่อ  วิวาทะในเรื่องการใช้กลอุบายเหล่านี้เก่าแก่พอๆ ต้นกำเนิดสารคดี(และเบื้องหลังการถ่ายทำ Nanook of the North ของโรเบิร์ต  ฟลาเฮอร์ตี(Robert  Flaherty)ก็เป็นอุทาหรณ์เรื่องเยี่ยม)   แต่ต่อมาภายหลังกับคำถามถึงเบื้องหลังการถ่ายทำฉากดังกล่าว ฟิลิปกลับตอบว่าเขาก็แค่รอท่าอยู่ตรงระเบียง นกพิราบเป็นฝ่ายร่อนลงมาให้เขาเก็บภาพ ความจริงสุกๆดิบๆ เลยเถิดเป็นการมดเท็จฉันใดก็ฉันนั้น ชั่วอึดใจรู้ดำรู้แดงระหว่างฟิลิปขุดบ่อล่อปลานกพิราบนั้น คือภาพเออร์กาฉุนขาดสะบัดก้นออกไปจากตึกหลังจากฟิลิปทำเป็นหูทวนลมใส่เธอ ฟิลิปมองเธอจากหน้าต่างแล้วเสียงดนตรีก็เริ่มบรรเลง ฉากที่เหมือนจะปลอดอิทธิพลผู้เล่าเหล่านี้ออกจะไม่ชอบมาพากลในแง่ที่ว่าคีสลอฟสกีไม่น่าจะหน้าด้านใส่ดนตรีพรรค์นั้นเข้ามาในหนัง ฉากต่อมาจึงถึงบางอ้อ

เออร์การะบายโทสะใส่กระจกตรงทางเดินแหลกคามือ ฟิลิปพอจะรู้แกวและปล่อยให้เธอฟาดงวงฟาดงาไปตามประสา เขาหักห้ามความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อเธอและทอดธุระกับการสางปัญหาให้ถึงราก และหันมาปลดปล่อยความหื่นหลังจากเธอไม่ยอมตอบคำถามของเขา เขาบรรยายถึงภาพของเธอไว้ก่อนหน้านั้นว่า “ดูเล็กไปถนัดตา” เมื่อมองจากหน้าต่าง และเขาคงไม่มีวันลบภาพนั้นจากความทรงจำ  การแจกแจงตามหลักภาพยนตร์โผล่เข้ามาระหว่างการถ่ายทำตอกย้ำจินตนาการที่ว่าภาพของโลกเริ่มขึ้นอยู่กับการมองของฟิลิป ไม่เว้นแม้แต่เมียตัวเอง  มาตรว่าดนตรีที่กรอกหูคนดูอยู่ก็บรรเลงออกมาจากจินตนาการของฟิลิป(ดังที่ในฉากต่อมาจะเห็นเขาเที่ยวเสาะหาดนตรีมาประกอบหนังเรื่องใหม่) ในบทความอันเลื่องชื่อว่าด้วยเทคโนโลยี มาร์ติน  ไฮเด็กเกอร์(Martin  Heidegger)บรรยายกระบวนการที่เทคโนโลยีให้กำเนิดยุคโลกแห่งภาพ [น.121]อันนำไปสู่จิตตานุภาพที่มีสารรูปตายตัว และภาพความงามทั้งหมดทั้งหลายที่กล้องของฟิลิปถลุงออกมาและในไม่ช้าก็เป็นที่ประจักษ์ว่านานๆเข้า ระยะห่างระหว่างตัวเขาเองกับโลกที่มีเลือดมีเนื้อภายในกรอบภาพของหนังกลับยืดขยาย เสียจนยากจะเชื่อมความรู้สึกถึงกัน

โลกที่ผูกโยงอยู่กับกล้องมากขึ้นเรื่อยๆ ของฟิลิปไปกันไม่ได้สิ่งที่สัมผัสได้จริง บาดแผลที่มือเออร์กาคอยแทงใจดำความใส่ใจของเขา แม้แต่เสียงบ่นถึงความทรมานที่เธอได้รับจากการมีเพศสัมพันธ์หลังการคลอดลูก ต่อให้เธอออกปากชัดแจ้งขนาดนั้น แต่คีสลอฟสกีก็ยังฉุดรั้งมิให้เราวางใจกับอนาคตอันมืดหม่นของอาณาจักรที่ฟิลิปคอยชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้  ยิ่งทีที่หนังขับเคลื่อน เขายิ่งพบว่าตนไม่อาจสานสัมพันธ์ฉันท์คลุกวงในไม่ว่ากับภรรยาหรือชู้รัก รอยร้าวความรู้สึกเผยให้เห็นความเป็นไปได้ก่อนหน้านั้นของเหตุการณ์ขณะที่โทรศัพท์(สื่อเทคโนโลยี การสื่อสารเชื่อมโยง)ก็พิสูจน์ถึงความชิดเชื้อที่สุดเท่าที่เขาเคยเข้าถึงของเหตุการณ์ชุดหลัง(มากกว่าแค่การสัมผัสผิวเผินด้วยมือ) แก่นความคิดว่าด้วยสำนึกสัมผัสเวียนวนผลุบโผล่ร่ำไป ตัวอย่างที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือตอนฟิลิปถ่ายภาพเด็กทารกตั้งท่าจะหย่อนตัวลงนั่งแต่เก้าอี้เลื่อนไถล  ฟิลิปปรามเออร์กา”ไม่ต้องช่วย” ว่าแล้วก็สวมวิญญาณผู้กำกับบันทึกภาพเออร์กาประคองเด็กน้อยขึ้นมาและชมเปาะ “สวยเลย” ถ้อยแดกดันของเออร์กาต่อเหตุการณ์ดังกล่าวฟ้องทุกอย่างอยู่ในตัว  “ถ้าเกิดลูกพลัดตกระเบียงไป คุณยังจะมีแก่ใจเก็บภาพเจ้าตัวน้อยต่อไปอีกไหม”  ตอนท้ายของหนัง ห้วงความรู้สึกเข้มข้นหนักหน่วงจากการย้อนดูตัวเอง ฟิลิปตอกย้ำถึงรสเสพสัมผัสที่ขาดหายไปจากชีวิตเขา บรรยายถึงเออร์กาในสภาพเหงื่อท่วมระหว่างคลอดลูกและชั่วอึดใจระหว่างเขาพาเธอไปโรงพยาบาล

ความจริงอันปราศจากหมุดหมายรสเสพสัมผัสเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับสถานะลูกกำพร้า ไร้หัวนอนปลายเท้าในทางวงศาวิทยาของฟิลิป เงื่อนไขดังกล่าวยังเป็นที่มาของความทะยานอยากจะขลุกอยู่กับกล้องและกระหยิ่มกับพลังเปิดโปงความจริงของกล้อง   สตานิสลาฟ(Stanisław)(หรือสตาส(Stas))เตือนฟิลิปถึงอันตรายของการหลงไม่ลืมหูลืมตา
สตาส:  น้องเขยของผมเกิดศรัทธาต่อพระเจ้าเอาตอนอายุ 30 ชีวิตเขาลงเอยด้วยการเป็นนักบวชอย่างน่าอนาถ // ฟิลิป:  แต่คุณก็มีรอยจารึก(stamps)ของตัวเอง  ต่างคนต่างมีร่องรอยของตนด้วยกันทั้งนั้น // สตาส:  ก็มีแต่ร่องรอย ไม่มีอย่างอื่น
บทสนทนาดังกล่าวสะท้อนถึงการกรวดน้ำคว่ำขันศาสนจักรของคีสลอฟสกี ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ามนุษย์ขาดไม่ได้ซึ่งคุณค่าความหมาย จริตดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านการสะสมตราประทับไปรษณียกร(stamp) ในรายของสตาสผู้เป็นบรรพบุรุษของนักสะสมตราไปรณียากรแห่ง Decalogue VIII และ X นั้น

ระหว่างตระเวนส่งหนังเข้าประกวดเวทีต่างๆ ฟิลิปได้เพื่อนใหม่มาสองคน เป็นสองคนที่จะมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตภายภาคหน้าของเขา  แอนนา(Anna)(จากสมาคมผู้กำกับ)และผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อแอนเดรส  เยอร์กา(Andrzej  Jurga) ก๊วนใหม่[น.122]นี้จะมาเหนี่ยวนำพัฒนาการครั้งสำคัญในโลกใบใหม่แก่ฟิลิป   แอนนายกย่องหนังของฟิลิปว่าพิสูจน์ถึงความช่างสังเกตของผู้กำกับ แต่ไม่ยอมให้เขามีนอกมีในกับเธอยกเว้นคอยสังเกตอันเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการถือกำเนิดของกล้อง  ยิ่งเขาตามตื้อ เธอก็ยิ่งปั่นหัวเขาแต่ไม่ยอมให้ล่วงล้ำ(มากไปกว่าจุมพิตถากๆ และลูบไล้) เธอบอกเองว่าเธอเป็นมือสมัครเล่น(“the Amateur”)เพราะเธอไม่เคยร่วมหัวจมท้ายกับใครหรือสิ่งใด(คำว่า amateur ในภาษาโปลิชยังหมายถึงชู้รัก(lover)ได้ด้วย)

เยอร์กาว่าไปแล้วคือผู้ชี้ทางสว่างแก่ฟิลิปจนพบช่องทางปลดปล่อยความใฝ่ฝันได้ถนัดถนี่ขึ้นผ่านการสังเกตการณ์ในอีกลักษณะ  ระหว่างการอภิปรายในหมู่คณะกรรมการตัดสิน เขาปรามาสผู้เข้าแข่งขันสายสังเกตการณ์แบบรายงานข่าว ผู้เข้าแข่งขันเพียงแต่เก็บภาพเหตุการณ์ ไม่เจาะลึกตัวตนคนในข่าว  เขาปลุกเร้าให้มือใหม่ทั้งหลายปลดแอกจากแบบแผนสารคดีเล่าข่าวและสวมวิญญาณประพันธกรออกเสาะหาเรื่องเล่าจากเบื้องลึก “หนังที่จะเป็นหนังของคุณได้ดังใจคุณ ความรู้สึกต่อสมัครพรรคพวกคนที่ตรากตรำแสนสาหัสเพื่อพวกคุณมีพอประทัง  ไม่ช้าก็เป็นที่ประจักษ์ว่าทัศนะดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจของฟิลิปในการขุดคุ้ยด้านอ่อนไหวในชีวิตผู้คน(สอดรับกับวิทยานิพนธ์ของคีสลอฟสกี)เฉกเช่นเดียวกับความไม่สบอารมณ์(คีสลอฟสกีก็ตบะแตกที่งานสารคดีมีดีแค่การปลูกฝังทัศนคติแบบกำปั้นทุบดิน)

ผู้อำนวยการโรงงานที่ฟิลิปทำงานอยู่เป็นเจ้าภาพเปิดบ้านจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จแก่ฟิลิปเจ้าของผลงานอันดับสามจากงานเทศกาลภาพยนตร์  ผู้อำนวยการอ้างสิทธิความเป็นผู้อำนวยการสร้างรวบหัวรวบหางใบประกาศเกียรติคุณไปเป็นของตน(เหมือนกับที่เยอร์กาคิดไว้ไม่มีผิด)และฟิลิปก็น้ำท่วมปาก(แม้จะปรากฏหลักฐานความหงุดหงิดของเจ้าตัว ร่องรอยความแปลกใหม่ ปฏิภาณความเป็นประพันธกรของฟิลิป ตลอดจนความอหังการส่วนตัวชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน) จากนั้นคนดูก็ได้เห็นธาตุแท้อันสามานย์ของผู้อำนวยการอย่างหมดเปลือก ฉากผู้อำนวยการพาฟิลิปชมสวนอาจเป็นเสี้ยวเหตุการณ์เล็กๆ เหมือนดูไม่เข้าเรื่อง แต่เงื่อนงำสำคัญหลายประการคนดูได้เห็นด้านอ่อนโยนของผู็อำนวยการมีความรักเปี่ยมล้นแก่เด็กๆ เป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้ถึงความสูญเสียอันยากจะทำใจของเขา)รวมไปถึงง่วนกับการทำสวนไว้เป็นที่สถิตความทรงจำต่อครอบครัว ดังที่ครั้งหนึ่งฟิลิปเปรยกับสตาสว่าแต่ละคนล้วนมีรอยจารึกเป็นของตนเอง สวนของผู้อำนวยการย่อมเป็นรอยประทับของเขาโดยแท้ ในฐานะคลังบรรจุความรู้สึกและคุณค่าทางใจส่วนตัว  กรุของฟิลิปก็คือหนัง แต่ในไม่ช้าเขาก็ได้ตระหนักว่ามีสื่อก็เหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน โตวันโตคืน ปีกกล้าขาแข็ง[น.123]และพยศหนัก  การเที่ยวชมต้นไม้ต้นไร่(ปลูกไว้ดูต่างหน้าลูกๆ)ของผู้อำนวยการถูกขัดจังหวะด้วยแก้วเครื่องดื่มที่สตาสยกมาชวนกระดกยินดีและประกาศว่า “ผ.อและผู้กำกับยังไงยังงั้น” จริงตามที่เธอกล่าวอ้างกิจกรรมทั้งสองล้วนต้องการประคบประหงม แต่นัยแฝงของคีสลอฟสกีกินความกว้างกว่านั้น ฟิลิปพึงสังวรณ์ว่าเขาต้องไม่ถูกสนตะพายโดยอิทธิพลและกลายเป็นหุ่นเชิดของผู้อำนวยการ ก็แสลงใจอยู่ที่หนังเรื่องถัดไปของฟิลิปเป็นชนวนเหตุให้สตาสถูกไล่ออกจากโรงงาน

เออร์กาโผล่เข้ามาพร้อมวิกฤติ ณ ช่วงฟิลิปตั้งท่าออกผจญภัยในโลกการทำหนังให้รู้แล้วรู้รอด ในระหว่างการต่อความยาวสาวความยืด เออร์กาฟื้นฝอยหาตะเข็บถึงถ้อยบรรยายฉากในหนังช่วงที่กล่าวถึงผู้หญิงขว้างปาข้าวของใส่ผู้ชาย เป็นเสี้ยวเหตุการณ์ที่ฟิลิปได้ประจักษ์ถึงพลังของการตัดต่อเพื่อชี้ชวนให้อนุมาน ว่าแล้วเธอก็ละเลงผ้าอ้อมเละๆใส่หน้าเขา เอารสมือปลุกเขากลับสู่โลกแห่งความจริง ไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยฤทธิ์โกรธ “เหมือนในหนังดีไหมล่ะ?” ณ จุดแตกหักทางอารมณ์นั้น ฟิลิปชิงความได้เปรียบในฐานะต้นคิดและพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบก่อนแจงสี่เบี้ยให้เธอฟังถึงคุณงามความดีของสิ่งที่เขาค้นพบ ฟิลิป:  จู่ๆ ก็เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าเหนือสันติสุขและความสงบ คนต้องการสิ่งๆ หนึ่ง ผมอยากได้สิ่งที่มีคุณค่าความสุขสงบ  ภาวะนั้นอาจมีความหมายยิ่งกว่าบ้าน เออร์กา:  แล้วมันคืออะไร ฟิลิป:  ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าสำคัญ มาบัดนี้ ก็เป็นอันลงเอย ประตูที่เบอร์นาร์ดตั้งใจจะปิดในตอนจบของ The Scar เปิดทางให้ฟิลิปก้าวล่วงสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่า ดิ้นรนน้อยกว่า ขณะเดียวกันก็อันตรายยิ่งกว่า  นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นภาพผู้ประสบทุพภิกขภัยทางจิตวิญญาณอย่างเต็มตา คราวนี้ไม่ได้ช่วยสนองตัณหาแต่เป็นการแบไต๋ฟิลิปเสียมากกว่า

สุญญากาศทางจิตวิญญาณนั้นสร้างรอยโหว่ใหญ่โตเกินกว่าโบสถ์ในบัญชาของศาสนาจักรแห่งใดจะเยียวยาได้ ในทัศนะของคีสลอฟสกี งานศพมารดาของเปเตร็กแฉโพยกับดักทางศาสนา ไม่ว่าจะนักบวช  สัปเหร่อ มรรคทายก กางเขน อย่างหมดเปลือก กลไกเหล่านี้วางตัวขึงขัง เย่อหยิ่ง ฉากนี้จบลงด้วยภาพนักบวชยืนเด่นอยู่ส่วนหน้าของระวางภาพ ประสานมือแน่น เบื้องหลังมีเจ้าพนักงานเต๊ะจุ้ยพ่นควันปุ๋ยๆ อยู่บนรูปสลักหิน ทุกคนอยู่ในอาการสำรวมสุดขีด หนังตอกตะปูการวิพากษ์ปิดฝาโลงศาสนาในฉากถัดมาด้วยคำเปรยขอดูหนังที่ฟิลิปถ่ายไว้  ความย้อนยอกก่อหวอด ชีวิตและความตายเวียนว่ายอยู่ในกล่องจินตนาการที่จะอธิบายโดยละเอียดในบทที่ 5 ฝีภาพสุดท้ายของหนังตอกย้ำชีวิตอันเอานิยายไม่ได้ของหนังผ่านภาพระยะเผาขน[น.124]ของกงกำกงม้วนฟิล์มซึ่งหมุนไปไม่มีวันสิ้นสุด เหมือนจิตวิญญาณอันทุรนทุรายของเปเตร็ก  กระนั้นเขาก็ทำใจได้กับงานศพดูได้จากที่เขาออกปากกับฟิลิปว่า ผลงานคุณเยี่ยมมาก คนตายล่วงลับแต่ไม่ล่วงแล้วล่วงเลย

ฟิลิปไปดูหนังเรื่อง Camouflage ของซานุสซี สาระหลักของ Camouflage คือการยึดมั่นหรือโอนอ่อนหลักการของตนเอง ผ่านการขับเคี่ยวระหว่างศาสตราจารย์หนุ่มสองคน ฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหลักการ เล็งผลเลิศและยึดมั่นในอุดมคติ  อีกฝ่ายหนึ่งรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง เจนจัดในการล่อล่วงอีกฝ่ายด้วยวาทศิลป์ส่อเสียด และสถานการณ์หมิ่นเหม่จริยธรรมที่เขาวางหมากไว้  แม้ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคนที่ดูคุ้นเคยกับงานของซานุสซีหรือไม่ แต่ก็ชวนให้อดเฉลียวใจไม่ได้ถึงความพ้องพานระหว่างภาพร่ายยาวจากหนังเรื่อง Camouflage ที่ฉายซ้อนอยู่กับสถานการณ์ที่ฟิลิปเผชิญอยู่  ปรมาจารย์สองคน(ยาคอบ (Jakub) – – ผู้เอาแต่ได้ ไปกันไม่ได้กับชื่อที่ตั้งตามบุคคลในไบเบิล และยาโรสลาฟ(Jarosław)นักอุดมคตินิยม) อภิปรายถึงแนวทางการให้คะแนนตัดสินการประกวดผลงานทางวิชาการ  ยาโรสลาฟตำหนิยาคอบว่าไร้จุดยืน ตาขาวเกินกว่าจะตัดผลงานสั่วๆ ออกจากการแข่งขันซึ่งต่างกับเยอร์กากับการตีค่าผลงานหนังของฟิลิป ยาคอบออกตัวว่าเขาเป็นพวกขวางโลก และยุให้ยาโรสลาฟลากไส้ความไม่เอาไหนของของการให้คุณค่าชีวิตตามหลักรู้รอดเป็นยอดดีของเขา ยาโรสลาฟไม่อยากเปลืองน้ำลายด้วย ความตึงเครียดในกาลต่อมาวนเวียนอยู่กับความบ้าอำนาจของเจ้าสำนักอำมาตย์ผู้ไม่มีส่วนละม้ายกับเจ้านายนอกขนบของฟิลิปเอาเสียเลย เหมือนเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของฟิลิปให้เจ้าตัวเลือกว่าจะเป็นอย่างยาคอบหรือยาโรสลาฟ ผู้เริ่มฉายแววเลือดเย็นออกมาบ้างแล้ว(ก่อนจะตอบแทนยาคอบอย่างสาสมในตอนท้ายของ Camouflage) ชีวิตอันเขม็งเกลียวของฟิลิปอย่างไรก็ต้องถึงจุดแตกหัก

หนังมอบลายแทงชีวิตแก่ฟิลิป ถ้อยเสวนาหนังการฉายหนังตนเองของซานุสซี(รับบทเป็นตัวเอง)ยิ่งช่วยตอกย้ำ ซานุสซีกล่าวถึงการเสาะหาต้นแบบของมนุษย์ ตัวตนที่ปุถุชนทุกคนไขว่คว้าแต่ไม่อาจครอบครอง เขาบรรยายถึงตัวตนพร้อมรอยด่างพร้อยและสถานการณ์ไม่เ็ป็นใจต่างๆนานาอันเป็นตัวขัดลาภมิให้มนุษย์หน้าซื่อมีได้ครุ่นคิดหรือเสี่ยงดวงเหมือนที่มีไม่อั้นในยามปกติ ทั้งหมดทั้งหลายก็มิใช่อื่นใดนอกจากเพราะเหตุการณ์จริงเป็นอย่างนั้น แล้วถ้าการที่แทรกแซงความจริงด้วยชั้นเชิงศิลปะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทางสร้างสรรค์เล่า ซานุสซีวิสัชนาว่า คำถามดังกล่าวเป็นแทงใจดำอมตะ และเกี่ยวพันกับปัญหาอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็น ความสำคัญของการมีอยู่ของความจริง(และปณิธานทางศิลปะ)และความอับจนหนทางที่จะพิสูจน์ว่าความจริงแม่นตรงหรือไม่ แยบยลหรือขอไปที ยุติธรรมหรือลำเอียง  ซานุสซีมองว่าความสองจิตสองใจเป็นเชื้อเพาะความแข็งแกร่งแก่ศิลปะโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธลับในการเล่าของหนัง จากวิธีการที่ต่างออกไป จับใจ และแยบคาย

[น.125]ภาพยนตร์ในฐานะกลไกสอบเค้นการดำรงตน สังเวียนวิภาษวิธีซึ่งเชิดชูการระดมคำถามมากกว่าการขุดคุ้ยคำตอบ แล้วฟิลิปจะได้รู้ซึ้งพิษสงข้อนี้  ว่าไปแล้วงานยุคแรกของคีสลอฟสกีส่วนใหญ่ก็มีโครงสร้างพื้นฐานอย่างนี้ ไม่เพียงเท่านั้น จากคำเปรยดังกล่าว เราได้เห็นฟิลิประเริงกับโลกภายนอก ไปซื้อวารสารเกี่ยวกับหนังและการเมืองและรายการจับจ่ายของลูกค้าคนถัดไปอันประกอบด้วยใบมีดโกน และเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินก็บอกเป็นนัยถึงสภาพเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามที่ฟิลิปจำต้องเผชิญหากรักจะเป็นสมาชิกสังคม   ในกาลต่อมาเราเห็นฟิลิปอ่านหนังสือพิมพ์ Kultura ที่แปลได้ว่า culture สื่อสิ่งพิมพ์อันมีฐานการผลิตในปารีสและนับเป็นสื่อรายคาบจากตะวันตกเพียงไม่กี่รายเช่นเดียวกับ Radio Free Europe ที่มีให้คนในประเทศนี้ติดตาม ชีวิตภาคขนานกับการประกอบวิชาชีพของฟิลิปก็มีลอยเด่นขึ้นมา ช่วงหนึ่งเราอดคิดไม่ได้ว่าภาพเขากลับเข้าบ้าน จู๋จี๋กับภรรยา วางแผนถ่ายหนังเรื่องใหม่ว่าด้วยกรรมกรผู้ถูกกดขี่นั้น คือ การเข้าสู่ภาวะจมปลักกับชีวิตขาขึ้นของฟิลิป  ผลงานของฟิลิปเข้าเค้าเป็นกระบวนการสร้างภาพวีรบุรุษของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฟันอุปสรรคด้วยใจเด็ดเดี่ยว และความพอใจกับชีวิตเรียบง่าย  ทั้งหมดที่หนังหยิบยกมากล่าวถึงล้วนสูญสลายไปจากชีวิตฟิลิปหมดสิ้นแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่เฉลียวใจ

ฟิลิปตามตื้อตามต้อนเออร์กาเข้าสู่โลกใบใหม่ของเขาอยู่พักหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคี่ยวเข็ญให้เธอร่วมเสวนาในโอกาสที่ซานุสซีให้เกียรติมาเยี่ยมชมรมภาพยนตร์ของเขา เออร์กายกติดเลี้ยงลูกมาอ้างแต่ฟิลิปแย้งว่าให้น้าอาพี่ป้าดูแลสักวันไม่เห็นเป็นไร เออร์กาไม่ตอบ การหายไปของทารกในห้วงเวลาดังกล่าว หนังจงใจกีดกันทารกไว้นอกรัศมีการเล่า ณ ห้วงเวลานั้น และสวมรอยเป็นทายาทหัวแก้วหัวแหวนของฟิลิปเสียเอง ส่วนเออร์กาก็ชักจะหมดหวังที่จะเห็นฟิลิปคลุกคลีกับอิเรงกาโดยไม่ต้องมีกล้องเป็นตัวเชื่อม ประเด็นนี้แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการเสี้ยมโดยฉากต่อๆมา หลังจากเออร์กาแยกตัวไปและวิเท็กเพื่อนของฟิลิปเปรยว่า”น่ารักดีนี่” เมื่อเห็นฟิลิปประคมประหงมกล้อง 16 มม.ตัวใหม่อยู่

[น.126]ในระหว่างเดินทางไปเข้าพบผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ในกรุงวอร์ซอว หนังแทรกภาพนามธรรมจากหน้าต่างขบวนรถไฟเข้ามา เป็นหนึ่งในไม่กี่ภาพที่หนังให้โอกาสแก่ภาพทำนองนี้ แต่ก็บันดาลความฮึกเหิมเด็ดเดี่ยวบนเส้นทางของการปลดแอกได้พอตัว แต่เพียงไม่นานภาพปลุกขวัญก็อันตรธานไปโดยการขัดจังหวะของเจ้านายที่ร่วมโดยสารมา

ฟิลิปเข้าใจสถานภาพของตนภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหากจะรับงานตามข้อเสนอของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ในกรุงวอร์ซอว เขาต้องใช้กล้อง 16 มม.จากการอนุเคราะห์โดยเจ้านายที่โรงงาน ปฏิบัติการดังกล่าวซับซ้อนเกินความคาดหมาย   หนังของเขาหยิบยกความไม่ชอบมาพากลในการบริหารเงินมาเล่า  เราอาจมองว่าเป็นแค่การพิสูจน์ข่าวลือ แต่คีสลอฟสกีวางหมากไปถึงการพิพากษา เงินเจ้าปัญหาถูกทำตำหนิและจัดสรรไว้ปรับปรุงสำนักงานธนาคารแต่มีการงุบงิบผันไปบูรณะและสร้างอาคารหลังอื่นๆ  เป็นต้นว่า โรงชำแหละสัตว์ และโรงเรียนอนุบาล นี่จึงไม่ใช่การเปิดโปงขบวนการฉ้อฉลแต่เป็นการประจานความไร้ประสิทธิภาพของระบบอันเสื่อมโทรม ผู้ที่อยู่ในระบบ(แม้จะเป็นพวกน้ำดี)พลอยโดนหางเลขไปตามกันเมื่อความจริงที่ปรากฏ

ฝันที่จะเป็นผู้กำกับของฟิลิปเฟื่องฟูเต็มที่ในช่วงที่เขาและวิเท็กได้ออกไปทัศนศึกษาต่างเมือง   ผู้อำนวยการยืนกรานว่าจะร่วมขบวนไปด้วย แต่ฟิลิปกับเพื่อนก็ดอดออกไปยามวิกาลกันตามลำพัง คีสลอฟสกีไม่ตบรางวัลแก่อหังการดังกล่าว  ภายหลังผลงานหนังเรื่องนี้ก็เป็นเหยื่ออันโอชะสังเวยคมวิจารณ์ของเยอร์กา อาจเพราะความล้มเหลวครั้งนั้น ฟิลิปถึงได้ไม่เอาด้วยกับตำแหน่ง”ศิลปิน(artist)” ที่หัวหน้าสถานีโทรทัศน์ในวอร์ซอวเสนอให้แต่งตั้ง(สะท้อนภาพคีสลอฟสกีผู้ชิงเป็นฝ่ายปฏิเสธหัวโขนดังกล่าวในชีวิตจริง) รูปการดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนจากคีสลอฟสกีให้เลิกยึดติดมุมมองเลิศล้ำบูชาอุดมคติแบบศิลปินที่เอาแต่ตีหัวเข้าบ้านต่อการรับผิดชอบกับสภาพความเป็นจริงที่ถ่ายทอดไปด้วยมุมมองไม่ยี่หระ

ฟิลิปกลับบ้านเพื่อพบว่าเออร์กาไม่อยู่แล้ว เท่านั้นไม่พอ ยังมีคำประกาศให้บาดใจว่าเขาว่าเธอตั้งท้องได้ 5 เดือนแล้ว นับจากมีเพศสัมพันธ์กันครั้งล่าสุด เขาอวดอ้างว่าในที่สุดเขา”ก็เห็นดำเห็นแดงกันไปเสียที”และจะมีชีวิตเพื่อสิ่งใดและไม่เข้าใจว่าเหตุใดเธอถึงมาแยกทางในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ เธออธิบายด้วยท่าทีเฉยเมยว่าเธอใฝ่หาความสงบและเรียบง่ายเหมือนตอนแรกที่ฟิลิปเป็น เขาเถียงไม่ออกและเสไปกล่าวหาว่าเธอไม่รักเขา หลังจากเธอกล่าววาทะจุดชนวนระเบิดชีวิตคู่ว่า สิ้นเรื่องราวราวกันไปเสียที  เธอจรดเท้าก้าวเดินจากไป ฟิลิปได้แต่กางนิ้วตีกรอบภาพนั้นไว้บันทึกความสะเทือนใจในชีวิตส่วนตัวด้วยน้ำมือของอัตตาสลับในคราบผู้กำกับ อึดใจชวนหัวห่มไห้มาพร้อมกับความคนึงหาต่อเบิร์กแมนผู้ศรัทธาในสถานะสัมภเวสีอันเป็นสภาพแต่อ้อนแต่ออกของศิลปะ พฤติกรรมเพี้ยนๆกับการนำผลการสังเกตภาวะป่วยไข้ทางจิตของลูกสาวไปใส่ในผลงานชิ้นล่าสุดของตัวเองใน Through a Glass Darkly ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง

อย่างไรก็ดี คีสลอฟสกีก็สร้างความไขว้เขวทันควันด้วยความหมายกาฝากของภาพ อีกหนึ่งอึดใจอันตราตรึงมาถึงจากตอนฟิลิปสอนเคล็ดลับการลำดับภาพแก่วิเท็กโดยใช้วัตถุดิบคือหางฟิล์มภาพลูกสาวของเขาเอง คงมีแต่ภาพเท่านั้นที่ชักพาให้เขากับลูกได้คลุกคลีกันผ่านหนัง  ฟิลิปกำชับวิเท็กดังนี้ ต้องจำไว้เลยว่าการดึงภาพคนจากระยะไกลเข้ามาอยู่ในระยะใกล้นั้น ต้องมั่นใจว่าคนๆ นั้นยังหันหน้าในทิศเดิม คำถามที่ตามมาก็คือ ฟิลิปยังหันหน้าไปทิศทางเดียวกับตอนที่เขาเคยใกล้ชิดคนที่เขารักรึเปล่า ก็เปล่า

ไม่นานจากนั้นโลกของมืออาชีพก็เริ่มบดขยี้ฟิลิป หลังจากรู้ข่าวสตาสถูกไล่ออก ฟิลิปคร่ำครวญ[น.127]ด้วยสำนึกผิดว่าต้นเหตุมาจากตน(หนังของเขาเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้สตาสจำต้องจากไป) เจ้านายเขาปลอบโยนให้ยืนหยัดต่อสู้อุปสรรค อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ คีสลอฟสกีเป่าขม่อมให้องค์นักรบผู้เสียสละตนเพื่อให้ความจริงปรากฏเข้าสิงฟิลิป ทั้งที่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาคู่ควรหรือไม่ ดังที่ซานุสซีกล่าวไว้ตอนต้นเรื่องว่าแค่เจตจำนงยังไม่พอ ในการวิเคราะห์ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขด้วยว่าศิลปินครองตนอยู่ในครรลองคลองธรรมหรือไม่ แต่ก็เป็นเรื่องยากเหลือแสนในการค้นหาเงื่อไขเงื่อนงำที่ว่า บทสรุปจากสตาสดูจะเห็นหน้าเห็นหลังมากกว่า เขาบอกฟิลิปไม่ต้องคิดมากเรื่องที่ตนโดยไล่ออก แต่จงเตรียมใจพร้อมรับมรสุมเบื้องหน้า สตาสขีดเส้นทางให้เขา
– – “นายต้องต่อสู้ไปอย่าหวั่นไหว หากคิดว่ามาถูกทางอย่างอื่นไม่ต้องนำพา นายไม่มีทางรู้ใครได้อานิสงส์จากคุณ ใครจะคว้าพุงปลามัน ในการทำงานย่อมมีคนได้ประโยชน์เสียประโยชน์เพราะนาย แต่ก็ย่อมมีสิ่งดีๆ งอกงามในตัวนาย จงยึดสิ่งนั้นเป็นแรงขับเคลื่อน”- –
ข้อคิดดังกล่าวน้อยเกินกว่าจะเป็นกอบกู้ฟิลิปผู้กำลังป้อแป้ เขาร่ำไห้ ทั้งโมโหทั้งฮึดฮัด  มองดูวิเท็คตาลีตาเหลือกตามเก็บฟิล์มที่เขาเขวี้ยงทิ้งกับพื้นถนน ชนักของวิตกจริตและไม่แน่ใจในตนเอง โผล่ให่เห็นก่อนลูกของเขาจะเกิดและก่อนการประกวดหนังและย้อนกลับมาคุกคามตอนเรื่องราวใกล้อวสาน ไม่ผิดจากที่เขาสังหรณ์

จารึกกถาของมือสมัครเล่นที่เริ่มต้นจากความไร้เดียงสาสู่ความโอหังและปลงตก อุปสรรคที่ฟิลิปเผชิญคือการมะงุมมะงาหราอยู่ในความรู้ไม่เท่าทันส่อเค้าจะลงเอยด้วยการประชดส่งชวนรันทดผสมโรงด้วยอาการตายผ่อนส่งเพราะเสพติดการดิ้นรนหารสชาติชีวิต  หรือใครจะตำหนิฟิลิปกับความกระเหี้ยนกระหือรือลากไส้ข้อเท็จจริงที่เขารับรู้มาได้ลงคอ ขณะเดียวกันก็คงไม่มีใครกล่าวโทษภรรยาของเขาที่ทิ้งเขาไปและเลี้ยงดูลูกตามลำพัง เงาของชายที่เธอแต่งงานด้วยเล่นไม่ซื่อกับเธอเสียแล้ว ความจริงอันแสนพยศนำมาแต่คำตอบอันหาความจริงอันใดไม่ได้แก่ปัญหาของพวกเขา

ฉากสุดท้ายฟิลิปหมดอาลัยตายอยากอยู่ท่ามกลางสภาพอิเหละเขละขละของห้องเช่า เขาจำช่วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นไม่ได้(ไม่ว่าจะแง่มุมใดจากชีวิตห้วงนั้น) เทนมบูดลงอ่างล้างจาน(มรณานุสติ) เขาบรรจุฟิล์มและหันหน้ากล้องเข้าหาหน้าต่าง เบื้องนอกคือวัตถุวิสัย จากนั้นวกหน้ากล้องกลับมาหมุนไปรอบตัวเขาเอง ภาพนามธรรมบิดเบี้ยวที่สะท้อนอยู่ในเลนส์ บ่งบอกถึงความทุกข์ทรมานทางจิตวิญญาณ ตรงกันข้ามกับความขึงขังของกล้อง จับจ้องฟิลิปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนเหมือนตามรังควาน   ส่วนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือความไม่สะทกสะท้าน ในลักษณะเดียวกับ[น.128]คอมพิวเตอร์ขึ้นข้อความบนหน้าจอว่า “I am ready” ในตอนท้ายของ Decalogue I   กล้องเต็มไปด้วยความรกร้างพอๆ กับสิ่งที่มันสะท้อน  ภาวะทวิภาพเป็นสันดานของหนังอยู่แล้ว ทั้งในแง่การตีแผ่และย่ำยี  ใน I’m So-So มีการเติมแต่งมิติอื่นสำหรับการตีความทำนองนี้  ประจานอาการปลงตกของฟิลิป จุดจบของทุกสิ่งมาถึงแล้ว เหลือเพียงตัวเขาเองที่พอจะเป็นวัตถุดิบบอกเล่าความจริง

หนังเปลี่ยนไปเป็นภาพจากมุมมองที่ผิดแผกจากช่วงอื่นๆของหนัง เป็นภาพจากจุดยืนของฟิลิปเอง  สายตาเย็นชาของกล้องเป็นตัวแทนของคนดู โดยมีฟิลิปจ้องสวนมาแจกแจงเรื่องราวของเขาเองนับจากจุดเริ่มต้น(เหตุการณ์ที่ผ่านตาเรามาแล้ว) ช่วงมอบตัวสารภาพความนี้อัดแน่นด้วยเขาวงกตความสัมพันธ์  โยงใยอันซับซ้อนของสัมพันธภาพที่แตกต่างทั้งในแง่ประกาศิตผู้เล่าและจากมุมมองของคนดู ระหว่างฟิลิปกับเรื่องเล่าของเขา ระหว่างกล้องกับฟิลิป ฟิลิปกับคนดู มุมมองของคนดูกับกล้อง และเหนือสิ่งอื่นใดคือ เรื่องราวของฟิลิปกับเรื่องราวของเหล่าคนดู การย้อนรอยเรื่องราวของตนเองเป็นเหมือนการประมวลหาข้อผิดพลาด คนดูได้แต่ตั้งรับกับการแทรกทะลวงของความย้อนยอกและทำใจยอมรับสภาพเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ

ปากถ้ำเพลโต

leave a comment »

คริสทอฟ คีสลอฟสกี(Krzysztof Kieślowski)ผลิตหนังสิบบรรพภายใต้ชื่อ The Decalogue ออกฉายในค.ศ.1988 อันถือเป็นการจุติใหม่ในเส้นทางอาชีพผู้กำกับหนังของเขา คีสลอฟสกีวางตัวผู้กำกับภาพไว้ 10 รายเพื่อแบ่งหนังไปกำกับภาพคนละเรื่อง แต่ท้ายที่สุดก็ลดผู้กำกับภาพลงเหลือเพียง 9 คน โดยให้ปิเตอร์ ซาบอซินสกี(Piotr Sobociński)รับหน้าเสื่อกำกับภาพของทั้ง Decalogue III และ IX ความอหังการดังกล่าวส่งผลดีมหาศาลในภายหลัง เพราะผู้กำกับภาพเหล่านั้นต่างได้โคจรกลับมาร่วมงานกับผู้กำกับใหญ่อีกในต่างกรรมต่างวาระให้หลัง The Decalogue

คีสลอฟสกีเคยให้สัมภาษณ์ดานุเซีย สต็อค(Danusia Stok)ถึงปุจฉา-วิสัชนาท่ามกลางบรรยากาศหนาวจับขั้วหัวใจและสายฝนพรำ ๆ ระหว่างเขากับคริสทอฟ พีเซวิส(Krzysztof Piesiewicz) โดยบรรยายถึงคำปรารภของพีเซวิสที่ว่า “น่าจะมีคนนำบัญญัติสิบประการมาทำหนังนะ คุณน่าจะไหว” แรกทีเดียวคีสลอฟสกีไมได้ใส่ใจ ครั้งพอหลังได้ออกไปตระเวนรอบ ๆ ตัวเมืองวอร์ซอว ความรู้สึกทั้งหลายก็ประเดประดังถั่งท้นขึ้นในหัวอก และฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขากำลังกวาดสายตาไปยังผู้คนที่มีชีวิตโดยปราศจากเหตุผลมารองรับ คีสลอฟสกีได้คิดและชักจะเห็นพ้องกับคำพูดของพีเซวิทซ์

นอกเหนือจากความมุ่งหมายทางเทววิทยา บัญญัติทั้งหลายเป็นการขีดเส้นแบ่งปริมณฑลสากลของกุศลกรรมบถ 10 อย่าง มนุษย์มีตรรกะร้อยแปดเพื่อใช้เป็นเกณฑ์วัดพฤติกรรมตนเอง และคีสลอฟสกีก็ลงมือขุดรากถอนโคนความซับซ้อนและหยุมหยิมในแต่ละปริมณฑล

ถึงจะไม่มีการประกาศสัจมรรคทางเทววิทยาใด ๆ ผ่านหนัง แต่คงไม่เป็นการก้าวล่วงหากจะกล่าวว่าคีสลอฟสกีใช้หนังเป็นเครื่องคารวะขนบคริสเตียนสายยิว แม้ว่าจะยอมรับเพียงว่าบัญญัติเหล่านั้นยังคงบงการเราทั้งหลาย

แต่การนับถือก็ไม่ได้หมายถึงงมงาย คีสลอฟสกีเหมือนจะบอกเป็นนัยอยู่หลายครั้งว่าความพันเกี่ยวเลี้ยวลดของชีวิตของยุคปัจจุบันเป็นมารผจญการครองตนตามบทบัญญัติ แม้แต่จะทำความเข้าใจบทบัญญัติก็ยังยาก หนังแต่ละเรื่องจึงเป็นเหมือนเรื่องเล่าจากในถ้ำของพลาโต ตัวละครจำต้องหวนกลับไปส่องหาอุดมคติ แม้เพียงด้วยการชำเลืองด้วยหางตา อย่างไรก็ตาม ห้วงเวลาส่วนใหญ่ของตัวละครหมดไปกับการประจันหน้ากับเงาของสัจธรรม การหลอกลวง และเสียงโอดครวญรอบ ๆ ตัว

ศาสตร์การนับ(Numerology)

ในบรรดาองค์ความรู้ทางคีสลอฟสกีคดีศึกษาเท่าที่ผลิตกันออกมาจนถึงปัจจุบันมีผลงานการวิพากษ์ถึงจำนวนและเชื่อมโยงตัวหนังแต่ละเรื่องเข้ากับบัญญัติสิบประการตามพระคัมภีร์อยู่ในสัดส่วนสูงเอาการ งานศึกษาย้อนรอยเหล่านี้ยึดบัญญัติตามขนบศึกษาของฝ่ายโปรเทสแตนท์เป็นหลัก ขณะที่คีสลอฟสกีใช้ระบบการนับของโรมันคาทอลิกเป็นหลักในการคิดงาน

งานศึกษาบางชิ้นระบุไว้ว่าเรื่องราวของหนังแต่ละเรื่องในชุดกับบัญญัติแต่ละข้อในพระคัมภีร์ไม่ได้สัมพันธ์กันในแบบเข้าคู่ แต่อยู่ในลักษณะ”ยกชุด” กล่าวคือในหนังเรื่องหนึ่ง ๆ จะมีการพาดพิงถึงบัญญัติหลาย ๆ

คีสลอฟสกีเล็งเห็นแล้วว่าข้อบัญญัติทั้งหลายมีความสืบเนื่องคาบเกี่ยวกันอยู่ เขาจึงตั้งชื่อหนังมิให้ส่อและกินความไปถึงบัญญัติเพื่อเป็นการตัดตอนความพยายามจับหนังแต่ละเรื่องเข้าคู่กับบัญญัติแต่ละข้อ

บัญญัติทั้งสิบตามพระคัมภีร์ถือเป็นสัจธรรม โดยมีบทสรุปเบื้องต้นว่ามีเพียงพระเป็นเจ้าอันควรค่าบูชาถือเป็นการตัดไม้ข่มนามบัญญัติข้อที่เหลืออันเป็นการบูชาสิ่งอื่น(เช่น บูชาตนเอง เป็นต้น) ในบัญญัติอีกข้อก็มีใจความระบุว่า ความทะยานอยากเกินตัวเป็นเหตุแห่งทุกข์ บัญญัติข้อนี้เป็นเหมือนรากแก้ว ก่อนแตกแขนงเป็นรากฝอยในรูปบัญญัติอื่น ๆ เพื่อจำแนกทุกข์และเหตุแห่งทุกข์อื่น ๆ ด้วยเหตุดังนั้น การล่วงละเมิดบัญญัติข้อใดข้อหนึ่งจึงย่อมผิดต่อบัญญัติที่เหลืออีกหนึ่งหรือสองข้อแถมพกมาโดยอัตโนมัติ มิพักต้องกล่าวอีกด้วยว่าแก่นความคิดของหนังแต่ละเรื่องหลอมเป็นเนื้อเดียวกันได้กับแนวคิดพื้นฐานที่ร้อยโยงข้อบัญญัติทั้งหมดไว้ด้วยกัน

ปฐมบรรพแห่งบัญญัติของคีสลอฟสกีหม่นทึมสุดขั้วในชื่ออาถรรพณ์ของตำนาน ตัวเอกชื่อพอลเชื่อฝังหัวว่าตำนานไม่มีทางสมบูรณ์ไปได้หากปราศจากเหตุการณ์พระคริสต์ฟื้นคืนชีพเพื่อล้างอาถรรพณ์ ดังนั้น คีสลอฟสกีจึงปิดฉากบรรพด้วยสุขนาฏกรรมและความเกลียวกลมเพื่อสรุปเรื่องเล่าแสนอบอุ่นของภราดรภาพอันประเสริฐระหว่างพี่ชายน้องชาย(เจอร์ซีย์และอาร์เชอร์ เป็นการย้อนรอย ยาคอบกับอีซา)

dCA-I-009ปักปันพรมแดนคิด (Thematic mapping)

ในบทหนังฉบับแผนแม่บท คีสลอฟสกีและพีเซวิสหลอมสร้างตัวละครขาประจำตัวหนึ่งฝากฝังไว้ในฉากหนึ่งของหนังทุกเรื่อง คล้ายเดือยสลักเชื่อมบทหนังแต่ละเรื่องเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน(ขาประจำตัวนี้ผงาดเป็นตัวชูโรงในบรรพ 7 และไม่ปรากฏร่องรอยเมื่อถึงบรรพ 10) เนื่องด้วยตัวละครประเภท”พระภูมิ เจ้าที่ โทรเทพ” ขนานต่าง ๆ ของคีสลอฟสกี มีพันธกิจรับช่วงมรดกทางประวัติศาสตร์อันเป็นผลผลิตตามแรงอธิษฐานของตัวละครเอกจากหนังของวิม เวนเดอร์ส(Wim Wenders) ดังนั้น แอนเน็ตต์ อันสดอร์ฟ(Annette Insdorf )จึงขนานนามตัวละครประเภทนี้ว่า “เทวดา” แต่หากมองตามหลักเทววิทยา ตัวละครเหล่านี้น่าจะมีสถานะสูงเทียบเท่า โทรเทพ(Theophanes) ดังเป็นที่ปรากฏว่าในหนังเรื่อง Andrei Rublev ผู้กำกับทาร์คอฟสกี(Tarkovsky)ก็ประดิษฐ์ตัวละครชื่อนี้ไว้โดยกำหนดให้มีอิทธิฤทธิ์เคลื่อนย้ายตนเองไปได้ทุกแห่งหนเหมือนผี และมีญาณทิพย์สูงกว่าชีวิตทั่วไป ในเชิงสัญลักษณ์ โทรเทพหมายถึงชาติปางหนึ่งของพระเจ้า ในการแต่งคัมภีร์ไบเบิ้ลก็มีการประยุกต์แนวคิดนี้ไปขึ้นรูปบุคลาธิษฐานไว้เป็นที่สถิตของปริศนาธรรมผ่านชาดกต่าง ๆ ตัวละครจำพวกนี้ยังมีดีซ่อนอยู่ในตัว เช่น อภินิหารบางอย่าง(บางรายมีตาทิพย์) ทั้งนี้ทั้งนั้นมิได้เป็นการให้น้ำหนักความสำคัญแก่ตัวละครประเภทนี้เกินสมควรหรือสุมนัยยะทั้งมวลไว้บนบ่าตัวละครพวกนี้ เพียงแต่เพื่อใช้เป็นทางลัดสู่จุดอ้างอิงไปถึงแก่นความคิดแฝงของหนังแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น กฤษดานุภาพในตัวคนเดินถนนผู้คุ้นหน้าแต่ไม่รู้จักมักจี่

a scene from Dekalog VI

a scene from Dekalog VI

ความงมงาย(บรรพ 6) บุคลิกช่างระแวง การล่วงรู้หรือเล็งเห็น ความลังเลอิดออด หรือ ภาวะรับรู้(บรรพ 4 และ 5) บ้างถือว่าตัวละครประเภทนี้คือ ภาคหนึ่งของพระเจ้าที่จักษุประสาทมนุษย์รับได้ มโนคติเช่นนี้พบได้พระคัมภีร์เก่าบทที่ 2 16:3 “พระเนตรพระองค์สถิตอยู่ และกวาดไปทั่วพิภพ คอยตรวจตราและปลุกปลอบผู้อุทิศใจแก่พระองค์” โทรเทพอาจไม่ได้เป็นเพียงปางประชุมระหว่างผู้สร้าง-ผู้ถูกสร้าง หากยังเป็นเทวโองการย้ำเตือนว่าสรรพสิ่งล้วนไม่พ้นสายพระเนตรพระเจ้า อันที่จริง มีการพาดพิงถึง สายพระเนตร หลายต่อหลายครั้งด้วยกันในทั้ง 10 บรรพหนังของ Decalogue(เช่น มาในรูปโค้งหลังคาคุ้มเหนือลานจอดรถในบรรพ 3 และภาพทิวทัศน์ชนบทจากกวาดหน้ากล้องมุมกว้างตอนเกิดเหตุฆาตกรรมในบรรพ 5 การมีอยู่ของโทรเทพนับเป็นเงื่อนไขรองรับบรรดามุมมองแทนดวงตาสวรรค์และยังสอดรับกับโลกุตรภาพจากตาใน

ด้วยบุคลิกอันยากจะคาดเดาดุจเดียวกับโมชูกินในงานทดลองชื่อก้องของคูเลชอฟ ดังนั้นคงไม่ผิดหากจะลองเชื่อดูสักตั้งว่าจะเข้าอีหรอบเดียวกันหรือไม่ เหตุที่ขนานนามตัวละครประเภทนี้ว่าโทรเทพ เนื่องด้วยไม่อาจเรียกตัวละครจำพวกนี้ว่าพระเจ้าได้เต็มปาก แต่เป็นเพียงสารรูปไว้ดูต่างหน้าพระเจ้า และเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาเพื่อยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้าและคอยทำหน้าที่ต่างพระเนตร แฝงตัวอยู่ตามชุมชนแล้งน้ำใจ ไร้สมานฉันท์ และกระตุ้นเตือนมิให้เราหลงลืมสัตยาธิษฐานต่อบัญญัติข้อต่าง ๆ

ถึงแม้ว่าในบทหนังของคีสลอฟสกีจะเรียกขานตัวละครพวกนี้ตามสะดวกปากว่า เจ้าหนุ่ม แต่คีสลอฟสกีก็เสี้ยมสอนให้นักแสดง(อาเทอร์ บาร์ซิส)ผู้สวมบทนี้วางตนประหนึ่งพระเจ้า คริสโตเฟอร์ คาร์บอฟสกี เคยเล่าถึงเกร็ดเบื้องลึกว่า คีสลอฟสกีบอกบาร์ซีสให้วางท่าประหนึ่งร่างกายลอยสูงจากพื้นโลกอยู่ 5 ซม. คีสลอฟสกีเองก็เคยพูดถึงนักแสดงผู้นี้ลับหลังว่า “เขาไม่สบอารมณ์กับการแสดงท่วงท่าเช่นนั้น” คุณสมบัติตัวละครตัวนี้ตามที่บทหนังบรรยายไว้ คือ “เหมือนกับผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างกองไฟในหนังบรรพแรก และก็เหมือนกับผู้ชายตรงระเบียงโรงพยาบาลในหนังบรรพ 2 และก็เหมือนกันกับผู้ชายที่จะโผล่มาในหนังครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงผูกปีเป็นพยานไปชั่วกัปชั่วกัลป์

พื้นที่เอนกประสงค์ของอพาร์ตเมนท์เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมบาดแผลจากสงครามซึ่งต้องใช้ใจเข้าสัมผัส การมองชุมชนว่าเป็นภาวะจำยอมของการพึ่งพาวิสาสะเอื้อประโยชน์แก่คีสลอฟสกีในการควานหาเยื่อใยระหว่างมนุษย์ โดยมีบ้านและครอบครัวเป็นแก่นคิดยืนพื้นในหนังทุกบรรพ ในบรรพ 1 มีเด็กตายตกไป บรรพ 2 กลับให้กำเนิดเด็ก แต่ครอบครัวต้องเผชิญมรสุมและขาดเสถียรภาพ

a scene from Dekalog IV

a scene from Dekalog IV

ส่วนบรรพที่ 4 เป็นการถามหานิยามแท้จริงของครอบครัว บรรพ 5 พรรณนาถึงความทรมานใจเพราะการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว ส่วนบรรพ 6 ชี้ถึงผลของความล้มเหลวในการก่อร่างสร้างครอบครัว บรรพ 7 เล่าถึงการทำสงครามแย่งชิงเด็กกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว บรรพ 8 มีเด็กหญิงผู้โหยหาไออุ่นจากพ่อแม่ บรรพ 9 ถ่ายทอดสายสัมพันธ์ละเมียดละมัยระหว่างคู่ผัวตัวเมีย และบรรพ 10 เล่าถึงความเปราะบางและจำเป็นยิ่งยวดระหว่างบ้านอันเป็นแหล่งฟูมฟักมนุษย์

Decalogue II

Dlog2-003

เรื่องย่อ: โดโรตา(รับบทโดยคริสตินา แฟนดา – Krystyna Fanda) กลัดกลุ้มอยู่กับปัญหากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หนังค่อย ๆ คลี่ปมปัญหาของเธอออกมาทีละขยัก โดโรตาบุกไปดักพบและรบเร้าให้หมอแก่ ๆ (รับบทโดยอเล็กซานเดอร์ บาร์ดินี – Aleksander Bardini)ชี้ขาดอาการของอันเดรส(รับบทโดย โอลการ์ด ลูคาส – Olgierd Lukasze)สามีของเธอว่า มีโอกาสรอดจากโรคมะเร็งมากน้อยเพียงใด แต่หมอเจ้าของไข้อันเดรสยืนกระต่ายสามขาปฏิเสธคำขอดังกล่าว โดโรตาทิ้งไพ่กดดันหมอเพิ่มด้วยการคายความลับว่าเธอเพิ่งตั้งท้องกับผู้ชายอีกคนและอันเดรสยังไม่รู้เรื่องนี้ ทารกในท้องจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัยอาการอันเดรสจากปากหมอ หากอันเดรสยังมีโอกาสหายเธอจะทำแท้ง แต่หากอันเดรสหมดหวังเธอจะเก็บเด็กไว้ หมอใจไม่ถึงพอจะตั้งตนเป็นพระพรหม ตัวหมอเองยังฝังใจอยู่กับการสูญเสียครอบครัวระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ลึก ๆ แล้ว หมอเห็นว่าโอกาสที่อันเดรสจะรอดตายมีน้อยมากเพราะอาการทรุดหนักเกินเยียวยา โดโรตาบอกเลิกกับชู้รัก แต่ยังคงเทียวไล้เทียวขื่อตามทวงคำวินิจฉัยจากหมอจนกระทั่งฝ่ายหลังเหลืออดและประกาศเปรี้ยงว่าอันเดรสคงรอดยาก เดชะบุญอันเดรสกลับแคล้วคลาดหนำซ้ำยังหน้าระรื่นมาบอกหมอว่าตนกับโดโรตากำลังจะได้ลูก หมอสิ้นข้อสงสัยต่ออุบัติการณ์ผ่าทางตันจากข่าวดีดังกล่าวและทึ่งกับอานุภาพของการมีลูก

Decalogue มีมรณานุสติเป็นเจ้าเรือนและ Decalogue II ก็เปิดฉากอย่างเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย การผูกเงื่อนตายทางอารมณ์กันตั้งแต่นาทีแรก ๆ ด้วยบทพูดเพียงไม่กี่คำนับเป็นจุดเด่น ของ Decalogue II เสริมด้วยการเท้าความและขึ้นลำกล้องแค่พอหอมปากหอมคอ

ชั้นเชิงการเล่าของคีสลอฟสกีไม่เข้าขั้นปราบเซียน แต่ฝีมือเข้ารหัสนามธรรมเพื่อสันดาปสุนทรียรสในการสำรวจกระบวนการบ่มฟักตัวตนของตัวละครสู่บั้นปลายที่ยังลูกผีลูกคน คีสลอฟสกีอุบไต๋เพื่อข่มขวัญคนดูด้วยแม่ไม้เดียวกับฮิทช์คอก ส่วนการบีบคั้นอารมณ์จะเข้าทางสกอร์เซซี แต่ทั้งหมดทั้งหลาย ทีเด็ดของคีสลอฟสกีอยู่ตรงการปลุกเสกฝูงแมลงปริศนาธรรมเข้าตอมไต่ใจดำและขยายองศาการคิดแก่คนดูไปจนถึงระดับวิถีของโลกและเอกภพ และการสลักเสลาความหมายหลายเหลื่อมระนาบจากกระแส หลากผ่านของภาพ และธรรมชาติของอภิภาวะก็คงไม่ใช่แค่สันดาปปฏิกิริยาพื้น ๆ (เช่น การแขวะตัวหนังเสียเอง)แต่ถึงขั้นร่ำ ๆ จะเห็นหน้าเห็นหลังภาวะหลุดพ้นเลยทีเดียว งานชิ้นนี้ทะลุเข้าใกล้เนื้อแท้แห่งคีสลอฟสกีมากที่สุด สภาพภาวะหลุดพ้นในหนังเรื่องนี้ชัดแจ้งเกินหน้างานทุกชิ้นในสารบบของเขา


ลาง หลอก ล้ำ (Fatigue and hope)

ฉากจุติใหม่ ในวันขมุกขมัว(หนังใช้แสงขมุกขมัวเช่นนี้ไปจนจบเรื่อง) นักการกวาดเก็บขุยขนตามพื้นเรื่อยมาจนถึงซากสัตว์(มีให้เห็นในอีกหลายบรรพ นอกจากบรรพสองนี้) หนังกล่าวถึงความตายเป็นเชิงบอกใบ้ว่าถึงอย่างไรในยามบ้านเมืองข้นแค้น ซากนั้นย่อมไปยาไส้ต่อชีวิตชาวโปลไม่คนใดก็คนหนึ่งเป็นแน่ หนังเอ้อระเหยไปกับการแจกแจงสภาพความเสื่อมโทรมในโปแลนด์ภายหลังขบวนการสหภาพแรงงานเสรีล่มสลาย หมอฟังรายการจากสถานีวิทยุ Free Europe พลาง ประคบประหงมตะบองเพชรเฉา ๆ และให้อาหารนกด้วยใจอันหดหู่

dCA-II-001รอบกายหมอรายล้อด้วยอนุสรณ์ความไม่เอาถ่านของทางการ ไหนน้ำร้อนจะหยุดไหล (สีทาผนังตึกโรงพยาบาลลอกล่อน หลังคาก็รั่ว) แต่หมอก็ไม่อนาทรร้อนใจหรือตีอกชกหัว เขาจัดแจงต้มน้ำอาบตามมีตามเกิด เยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวดุจเดียวกับหมอในเรื่อง Hospital หมอมีแววอ่อนล้าและแล้วนิมิตรประหลาดก็อุบัติขึ้นในห้องน้ำ ขณะจวนเจียนหมดสติ หนังไม่ได้แจกแจงที่มาของอุบัติการณ์อัศจรรย์ แต่พออนุมานได้ว่า อาจเกิดจากการบำเพ็ญทุกรกริยามาจนเกินกำลัง คีสลอฟสกีถ่ายภาพมือจากระยะใกล้เพื่อเก็บความหมายเหนือประสาทสัมผัส รัศมีอภิปรัชญาเรืองรองออกมาจากความรู้สึกเคว้งคว้าง เลื่อนลอยของฝีภาพ ภาพนาฬิกาข้อมือเรือนเขื่องในกรอบเพิ่มความหนักแน่นในการสื่อความ หมอคือตัวแทนความชราภาพและข้นแค้นของโปแลนด์ และทุกข์ทรมาน จมปลักสิ้นไร้เรี่ยวแรง(การนำเสนอในลักษณะนี้ชวนให้นึกถึงบาร์ดินี่กับบทแลบราดอร์ในหนัง No End ครั้งนั้นตัวเขาในคราบชายแก่ก็ตกอยู่ในวงล้อมของนาฬิกามาแล้ว แม้บัดนั้นคนดูยังไม่รู้ว่ามีภารกิจใหญ่หลวงรอท่าหมออยู่ในภายภาคหน้า แต่การจั่วหัวถึงความทุกข์ที่หมอแบกไว้เป็นทุนเดิมก็เหมือนเป็นการโยนหินถามทางจากคนดูว่าลำพังเท่าที่เห็นนั้นหนักหนาพอหรือยัง

หมอไม่มีแก่ใจจะต่อความยาวสาวความยืดกับแม่บ้านบาร์บาราเท่าไหร่ แต่อณูสารัตถะทางจิตวิญญาณสบช่องเล็ดรอดออกมาจากกรุเศษเสี้ยวความทรงจำผ่านการสนทนาระหว่างคนทั้งสองนั่นเอง ระหว่างทวนความหลังถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งตนบ้านแตกสาแหรก หมอก็พาลนึกถึงเหตุการณ์สุดแสนประทับใจครั้งหนึ่งขึ้นมาได้ คือ ฟันของคนเป็นปู่ประจวบเหมาะมาหักเอาตอนฟันของหลานขึ้น หนังของคีสลอฟสกีมีแง่มุมอันเหลือเชื่อและน่าเชื่อในเวลาเดียวกันก็จากเกร็ด(ซึ่งหาชมได้ยากจากหนังฮอลลิวูดส่วนใหญ่)เหล่านี้ คีสลอฟสกีขับเน้นและถ่ายเทความเชื่อลึก ๆ ในใจของตัวละครสู่คนดูผ่านความทรงจำลางเลือนต่อเรื่องราวรันทดและการพลัดพราก(โดยวนเวียนมาให้เห็นทั้ง Blind Chance และ Decalogue II นี้)


เปิดตัวโดโรตา (Introducing Dorota)

โดโรตาหันหลังให้กล้องในการปรากฏตัวครั้งแรกในหนัง แม้แต่คนทำความสะอาดยังดูจะมีสง่าราศีมากกว่าตัวชูโรงตัวจริงอย่างเธอ บุหรี่โดโรตาร่วงลงพื้น บุหรี่ให้ผลแม่นตรงในการตรวจวัดความกลัดกลุ้มในใจผู้เป็นเจ้าของ คีสลอฟสกีจับภาพเท้าขณะบดบี้บุหรี่ บุหรี่ยังเป็นแหล่งเก็บกักความในใจ ดังจะเห็นได้ให้หลังจากนั้นกับฉากโดโรตาเล่นพิเรนทร์เขี่ยเถ้าบุหรี่ลงบนฝ่ามือตัวเอง ก่อนจะยัดมวนบุหรี่ใส่กล่องไม้ขีดไฟ(คีสลอฟสกีถ่ายทอดวินาทีกล่องไม้ขีดลุกเป็นไฟด้วยภาพช้าจากระยะใกล้มาก) ฉากดังกล่าวนับเป็นฉากพี่ฉากน้องกับฉากเจาะมือใน Blind Chance

หนังทรมานและบีบคั้นประสาทด้วยความเงียบ และสภาพอึมครึม หมอเปิดประตูออกมาประจันหน้ากับโดโรตาตรงปากประตู แต่พอประจันหน้ากับหมอตรงปากประตูโดโรตากลับยิ่งขวัญผวาหนักข้อยิ่งกว่า การพูดคุยกระท่อนกระแท่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสองคนนี้ไม่ค่อยได้พูดจากันสักเท่าไหร่ แต่หมอจำได้ว่าสองปีก่อนเธอคนนี้เคยไล่ตะเพิดหมาของเขา คีสลอฟสกีเคยจับตัวละครไม้เบื่อไม้เมามาร่วมหัวจมท้ายกันมาแล้วในหนังสองเรื่องก่อนหน้านี้ ครั้งนี้ถึงจะยังคงพลิกด้านน่าชังของมนุษย์มาส่องสำรวจ แต่ก็ยังอุตส่าห์ทิ้งร่อยรอยความพยายามเยียวยาและหาทางออกร่วมกัน แม้ไม่เคยคิดจะญาติดีกันมาก่อน แต่พอจะมองออกว่าหมอให้ความกรุณาต่อโดโรตามากตามประสาคนหัวอกเดียวกัน โดโรตายอมฝากชีวิตกับหมอราวกับเขาเป็นพระเจ้าเพราะเธอหมดที่พึ่ง พระเจ้าตามคาถาคีสลอฟสกีมักอยู่ในรูปการเปรียบเปรย พระเจ้าของเขาก็คือปุถุชนคนเดินดินไม่ได้มีอำนาจดลบันดาลสรรพสิ่งได้ดังใจหมาย ดังจะเห็นได้จากครั้งไอรีนาคะยั้นคะยอให้ปาเวลน้อมรับรักจากพระเจ้า(ผ่านอ้อมกอดของเธอ) โดโรตาเองก็เล็งผลเลิศว่าหมอจะรับสมอ้างเป็นพระเจ้าในชีวิตเธอ แต่หมอไม่มีแก่ใจกับธุระส่วนบุคคล ไม่ว่าจะในเรื่องความทรงจำถึงการสูญเสียผู้เป็นที่รัก หรือชีวิตของเขาเอง หรือแม้แต่ชีวิตของคนไข้(เขาออกตัวว่าเขาไม่เคยจำชื่อคนไข้ของเขาได้สักราย)


นามธรรมอำพราง (Abstract defiance)

บรรดาเมล็ดพันธุ์นามธรรมที่หว่านกล้าไว้ในช่วงต้นพางอกงามสะพรั่งในช่วงเหตุการณ์กำเนิดใหม่(โดยมีลวดลายว่าด้วยการหลุดพ้นเป็นตัวชูโรง) ขุมกำลังนามธรรมในคาถาคีสลอฟสกีแปรขบวนเดินทัพเต็มอัตราศึก ไล่ตั้งแต่การถ่ายทอดความเคลื่อนไหวนัยสำคัญจากระยะใกล้ด้วยภาพช้าไปจนถึงภาพอ้อยอิ่ง การเล่าทะลุกลางปล้อง

โดโรตาเป็นคนมือบอน เธอสร้างความพินาศแก่สิ่งของใกล้มืออยู่ร่ำไป จดหมาย(จากคนรัก?)ยับยู่คามือเธอ เธอบดขยี้บุหรี่ ป่ายแก้วร่วงหล่นจากโต๊ะเสียดื้อ ๆ (คีสลอฟสกีย้ำความรู้สึกต่อสถานการณ์กับคนดูด้วยการจับภาพจากระยะใกล้เผยความวินาศในทุก ๆ จังหวะช้า ๆ) ท่วงลีลาเหล่านี้ล้วนแฝงด้วยนามธรรมกู่ย้ำถึงการนับถอยหลังสู่ห้วงวิบัติของชีวิต และภาวะการสูญเสียที่มั่นทางอภิปรัชญาแก่พลังใฝ่ต่ำ ขณะที่แม่บ้านบาร์บาร่าเฝ้าฟูมฟักตะบองเพชรใกล้ตายของหมอ แต่โดโรตากลับชำเราต้นไม้ใบหญ้าเป็นว่าเล่น การเปรียบเทียบสองพฤติกรรมสุดขั้วดังกล่าวถือเป็นทางปืนการเล่าอันเฉียบฉมังและลุ่มลึกของคีสลอฟสกี คนดูจะเห็นโดโรตาเดินทึ้งใบไม้ออกจากกิ่งใบแล้วใบเล่าเรื่อยเปื่อยมาตามทาง ก่อนจะขย้ำกิ่งโกร๋น ๆ งอก่องอขิงและจ้ำท้าจากไปหน้าตาเฉย พาตัวเองหลุดจากกรอบภาพไป และแทนที่จะจบคาบเหตุการณ์ คีสลอฟสกีกลับดึงกล้องไปจับปฏิบัติการดื้อแพ่งกับความตายของกิ่งไม้ด้วยการเหยียดลำกิ่งกลับเข้ารูปทรงปกติช้า ๆ การมองภาพดังกล่าวด้วยแว่นปกติและมุ่งขูดหาสัญลักษณ์อาจกลายเป็นเส้นผมบังภูเขาแห่งพลังแท้จริงของภาพ จริงอยู่ภาพดังกล่าวบรรจุนัยยะของความตาย อุปสรรคเอาไว้และพฤติกรรมของกิ่งไม้เดนตายก็ถือเป็นสัญศาสตร์แทนอนิจลักษณะของมรณกรรม(อันเป็นการบอกใบ้ว่าอันเดรสก็ดวงแข็งไม่แพ้กัน) แต่ด้วยความสุขุมของคีสลอฟสกีบวกกับการจับภาพในระยะใกล้ของกล้องกลับปลุกเสกภาพเหตุการณ์ขณะกิ่งไม้ดิ้นเถือกเอาชีวิตรอดจนกลายเป็นห้วงคำนึงแห่งรสสัมผัสของคนดูขึ้นมาได้ ภาพดังกล่าวจึงไม่ได้เล่าเฉพาะความดื้อด้าน(ในแง่สัญศาสตร์)แต่อาจเลยไปถึงวิญญาณขบถในระดับกมลสันดานอันยากจะสร้างความกระจ่าง การเล่าด้วยภาพลักษณะนี้ยังย่นระยะห่างระหว่างสัญลักษณ์และประสบการณ์ และแผ้วถางเส้นทางชีวิต โดยมีกล้องคอยกรองเก็บนามธรรมสมมติรูปตามเส้นทางดังกล่าว

เชือดแกะให้ลิง”จับ(กบ)”ดูแพะชนนอกกะลา (Sacrificial lambs)

ขณะที่ผู้กำกับฮอลลิวูดส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับบทสนทนาอันคมคาย และการหล่อหลอมบุคลิกตัวละคร คีสลอฟสกีกลับปล่อยองค์ประกอบดังกล่าวไปตายเอาดาบหน้าสุดแต่จังหวะและลูกย้ำลูกหยอดของหนังจะเมตตา กล่าวอีกนัยหนึ่ง คีสลอฟสกีมักเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ยามหนังเฉไฉไปหาเศษหาเลยเรื่องราว ดังนั้นยิ่งหนังขับเคลื่อนไปก็ยิ่งมีเหตุบังเอิญขี้หมูราขี้หมาแห้งพ่วงขบวนเข้ามาเรื่อย ๆ ลูกหากินอีกขนานของคีสลอฟสกีคือ การลำดับภาพเหลื่อมหน้าดัดหลัง(jump-cut)โดยเฉพาะการผูกฝีภาพกิจกรรมของตัวละครเดียวกันจากสองระนาบเวลาเข้าด้วยกัน จริงอยู่ก็อาจมีคนเถียงคอเป็นเอ็นว่า กลบทดังกล่าวน่าจะจัดอยู่ในแม่บทเดียวกับการเข้ารหัสนามธรรมเพื่อกล่าวถึงจักรวาลลักษณ์ของเวลาและสถานที่ แต่ในขณะเดียวกันก็สื่อถึงเจตนาตีรวนต่อขนบการตัดต่อเพื่อรักษาระเบียบสัมพันธภาพอันตายตัวระหว่าง กาล-อวกาศของคีสลอฟสกี คุณลักษณ์ของกาลและอวกาศตามคาถาของคีสลอฟสกีเลื่อนไหลในตัวเองสูงกว่าของผู้กำกับหลายรายและมีราศีทางอภิปรัชญาและจักรวาลลักษณ์ชัดแจ้ง

ยิ่งคีสลอฟสกีลดการพึ่งพาฝีภาพเกริ่นชงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลดความเวิ้งว้างของอวกาศเรื่องเล่าในสายตาคนดูลง คีสลอฟสกีจู่โจมคนดูด้วยลูกไม้การเล่าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหลายต่อหลายครั้งและได้ผลชะงัด ยกตัวอย่างในตอนโดโรตาถ่อสังขารอันหนังอึ้งด้วยความสิ้นหวังมาเยี่ยมอันเดรสหนแรก จู่ ๆ ก็มีเสียงปริศนาคล้ายพระสุรเสียงจากเบื้องบนมาคะยั้นคะยอให้เธอวางถาดลูกเบอร์รีเยี่ยมไข้ลง (เขาคงกินวันหลัง) ไม่ทันขาดคำ ก็เฉลยว่าเจ้าของเสียงดังกล่าวคือ คนไข้เตียงข้าง ๆ ถัดจากนั้นยังมีเหตุการณ์กระชากขวัญตามมาอีกในตอนโดโรตาใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะเห็นเตียงล้อเลื่อนเข็นร่างคลุมโปงออกมาจากห้องพักฟื้นของสามีเธอ ก่อนจะพบว่าอันเดรสยังอยู่ดี แต่คนที่จากไปคือคนไข้เตียงข้าง ๆ สุดยอดแห่งไม้ตายเล่นกลกับพื้นที่ต้องยกให้ฉากในแผนกสูตินรี ลูกล่อลูกชนดังกล่าวเป็นเหมือนบ่างคอยปลุกปั่น(เช่น การเปิดฉากด้วยภาพใบหน้าโดโรตาจากระยะใกล้) และยังมีสภาวะแวดล้อมคอยรู้เห็นเป็นใจกับความรู้สึกข้างใน(ในกรณีให้บังเอิญว่าโดโรตาไปชั่งใจเรื่องทำแท้งอยู่ในสำนักงานของหมอ) กลยุทธดังกล่าวยังขยายทัศนวิสัยต่อกาลอวกาศอันใกล้เคียงกับความเป็นไปของจักรวาลมากขึ้น ตลอดจนทางออกอันสอดคล้องกับหลักสัจธรรมแก่คนดู โลกของคีสลอฟสกีขยายตัวทุกเมื่อเชื่อวัน และกาลเวลาก็พริ้วไหลเกินศักยภาพของมาตรวัดโมงยามใด ๆ ลัดให้ตรงเป้าคีสลอฟสกีรังวัดกาล-อวกาศมนุษยภาพเพื่อสนองปณิธานนักสำรวจทางอภิปรัชญามิใช่เพื่อสานต่อขนบนิยม


ทางแพร่งอภิปรัชญา (Two messengers, two readings)

กลยุทธการใช้นามธรรมควบคู่กับบริบททางอภิปรัชญา มีคำถามและปุจฉาหนุนเนื่องมาเป็นระลอกหลังโดโรตาสารภาพความในกับหมอ เธออดสงสัยไม่ได้ว่าหมอจะเข้าใจหรือไม่ว่าบางครั้งคนเราก็อาจมีใจเสน่หากับคน 2 คนได้ในเวลาเดียวกัน ปุจฉาข้อนี้ในภายภาคหน้าจะลากแก่นความคิดว่าด้วยอวตารคู่ขนานเข้ามามีบทบาทในหนังเรื่องต่อ ๆ มาของคีสลอฟสกีอีกด้วย โดโรตาขุดคุ้ยเรื่องราวน่าอดสูของเธอมาเล่าให้หมอฟัง แต่หมอก็มาในมาดเดียวกับคริสทอฟ ตัวละครผู้ทรงภูมิใน Decalogue I ด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าถึงความเป็นไปได้ในเชิงสถิติและหลักฐานจากกรณีศึกษาต่าง ๆ นานา และออกตัวว่าทั้งหมดเขาคาดคะเนจากผลการประมวลประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะคนวงนอก รวมตลอดจนว่าไปตามเนื้อผ้ากรณีศึกษาทางการแพทย์เท่าที่เคยมีมา นับเป็นการปลุกผีลักษณะปฏิภาคพจน์ในบัญญัติสิบประการอันเป็นรากเหง้าของหนังกลับมาหลอกหลอนคนดูอีกครั้ง ทั้งที่เจ้าตัวมุ่งปรารภถึงบัญญัติประการที่สิบ(ผลิตผลของความโอหังลำพองใจกับสมบัติอันไม่พึงได้)อันคอยชักใยอยู่เบื้องหลังอกุศลกรรมบทข้อก่อน ๆ แต่ข้อสังเกตของโดโรตาที่ว่า”เราไม่ควรสำคัญตนผิดว่าจะสมปรารถนาไปเสียทุกเรื่อง”กลับพาดพิงถึงอกุศลกรรมบทหลายข้อโดยปริยาย บทรำพึงดังกล่าวเป็นการขึ้นลำกระสุนปุจฉาแทงใจดำที่ว่า “คุณเชื่อในพระเจ้าไหม” หมอตอบกลับมาว่า “‘พระเจ้าประจำตัวเขา’มีฤทธานุภาพมากพอจะชี้หนทางแก่เขายามเผชิญหน้ากับพลังใฝ่ต่ำ” แต่เขาก็จนปัญญาจะอาจเอื้อมไปฝักใฝ่กับพระเจ้าเบื้องบน” ไหนเลยหมอจะมีใจนับญาติกับ”ท่าน”ลงคอ ในเมื่อโศกนาฏกรรมจากหายนะของครอบครัวแต่หนหลังยังคงกรีดเฉือนดวงวิญญาณของเขาอยู่ไม่เว้นวาย โดโรตาคงต้องหันไปพึ่งพระเจ้าที่มีฤทธานุภาพสูงกว่านี้เสียแล้ว

ยิ่งใกล้เวลานัด โดโรตายิ่งพลุ่งพล่านอกแทบแตก คำพูดของเธอเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของเขา ชายที่มีเค้าจะเป็นคู่รักของเธอเอาเข้าจริงก็เอาแต่ซักไซ้ไล่เลียงเธอเป็นวรรคเป็นเวรเหมือนสายลับในปฏิบัติการล้วงตับข้ามชาติ คนดูชาวโปลย่อมรู้ดีแก่dCA-I-008ใจดีกับการล้อเลียนพฤติกรรมลับ ๆ ล่อ ๆ ดังกล่าว ปฏิกิริยาของโดโรตาเองก็ลับลมคนนัยใช่ย่อย กาแฟของเธอไม่ได้รับการเหลียวแลจนเย็นชืด เฉกเช่นที่ใน Decalogue I คริสทอฟก็ทิ้งนมไว้จนบูด อาการไม่ยี่หระต่อกุศลกรรมอันจำแลงมาในรูปเครื่องดื่มเพื่อการชำระบาปคู่สนทนาทั้งสองคู่นับเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงความจำเป็นในการถนอมและฟื้นฟูโลกและการมุ่งประกอบคุณงามความดี

ระหว่างที่สถานการณ์ของโดโรตาเลวร้ายเข้าขั้นวิกฤติ โทรเทพในคราบพนักงานของโรงพยาบาลก็เผยตัว โทรเทพเมียงมองด้วยความใคร่รู้ขณะหมอกำลังส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจสอบ”ความเป็นไป”ของอาการป่วยของอันเดรส ความหมายของฉากนี้คลุมเครืออย่างยิ่ง อาจจะโดยความจงใจของคีสลอฟสกีเอง โคตส์และอินสดอร์ฟ(Coates & Insdorf)ตั้งข้อสังเกตถึงลีลาการเล่นคำสำหรับบ่งชี้อาการของอันเดรส(ในขั้นบทหนังใช้คำว่า progress ส่วนในตัวหนังเหมือนจะใช้คำว่า progression)อันอาจส่อนัยไปในทางที่ว่าอันเดรสดีขึ้นเป็นลำดับ หากเป็นดังนี้ การฟันธงว่าอันเดรสมีแต่ตายสถานเดียวของหมอจึงเป็นการโกหกเพื่อยื้อชีวิตเด็กไว้  โมนิกา โมแรร์(Monika Maurer)เห็นด้วยกับข้อสังเกตที่ว่าจานเพาะเชื้อนั้นบรรจุสารสนเทศของการฟื้นตัวไว้ แต่การตีความเช่นนั้นก็ยังหาข้อยุติได้ยาก เพราะก็อาจมีทางเป็นไปได้อีกเหมือนกันว่าที่ดีขึ้น ๆ อาจเป็นการวินิจฉัยสถานการณ์ของฝ่ายมะเร็งนั้น เนื่องด้วยคำ ๆ นี้หลุดออกมาจากมาระหว่างที่หมอกำลังส่องดูตัวอย่างเชื้อวัณโรคซึ่งเพาะไว้หลายสัปดาห์แล้ว หนำซ้ำยังไม่มีสัญญาณใดเป็นพิเศษ(ไม่ว่าจากหมอหรือผู้ช่วยอันส่อถึงความใจชื้น) การที่ผู้ช่วยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ กับการแสดงความคิดเห็น(“แต่คุณย้ำกับเราเองว่า…”)ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าหมอใหญ่คงไม่เข้าอีหรอบว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

แค่เหตุการณ์หยุมหยิมหน่วยเดียวก็ต่อขบคิดกันไปได้ขนาดนี้ และหากข้อสมมติฐานหลังสุดเป็นจริงก็เท่ากับว่าหมอต้องกล้ำกลืนความทุกข์และห่วงหน้าพะวงหลังกับการชี้ขาดและตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากอัตวิสัยและเมตตาธรรม บทบาทหลัก ๆ ของหนังจึงได้แก่การวาดภาพความกลัดกลุ้มของหมอ อาการเงื้อง่าราคาแพงก่อนจะตกลงปลงใจเลือกหนภายใต้แรงกดดัน หลังจากตัดสินใจเป็นมั่นเป็นเหมาะปาฏิหาริย์ก็บังเกิด หากยังยึดการตีความแพร่งแรก ปาฏิหาริย์ก็ย่อมมีฐานภาพเป็นปาฏิหาริย์(การมาของโทรเทพนับเป็นดัชนีบ่งชี้) หรืออีกทีปาฏิหาริย์อาจ”ล้ำยุค”กว่าเคย ด้วยการยืมมืออำนาจวิทยาศาสตร์ และชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน พฤติกรรม

a scene from Dekalog VIII

a scene from Dekalog VIII

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวยังอาจสร้างมลทินแก่จริยธรรมของหมออีกด้วย ภาวะรักพี่เสียดายน้องเช่นนี้ยังรอท่าอยู่ใน Decalogue VIII อีกด้วย กล่าวคือ ในฉากโซเฟียสารภาพความอัปยศของเธอในชั้นเรียน เธอกล่าวว่า สวัสดิภาพของเด็กสำคัญเหนือสิ่งใด บางทีนั่นอาจคือเป้าหมาย และการเล่าอันกำกวมของคีสลอฟสกีจึงมีบทบาททั้งในด้านลอกคราบออกจากเนื้อแท้ของศรัทธา หรือไม่ก็จั่วเหตุการณ์เติมหน้าไพ่ภาพรวม ปกคลุมด้วยบรรยากาศขมุกขมัวทางจริยธรรม วิกฤติการณ์ และการทารุณกรรมทางจิตวิญญาณ


(คำ)นามนั้นสำคัญไฉน (What’s in a name?)
แม้คีสลอฟสกีจะไม่ได้หมายมั่นปั้นมือจะสร้างหนังเพื่อรณรงค์ต่อต้านการทำแท้งและไม่ยินดีกับการลากหนังเข้าไปข้องแวะกับการเมืองในเรื่องดังกล่าว แต่ถึงอย่างไรจุดใหญ่ใจความของหนังก็คือสภาวะ ณ ปากทางแพร่งความเป็นและความตายอยู่ดี โดยมีการทำแท้งเป็นรูปธรรมของหนึ่งในแพร่งนั้น(หรืออย่างน้อยก็คือการตัดตอนครรลองการมีหน่อเนื้อเชื้อไข) หนังให้น้ำหนักแก่การเล่าภูมิหลังและความเป็นไปของโดโรตาและหมอเสมอหน้ากัน หมอพลัดพรากจากคู่ทุกข์คู่ยากและลูก ๆ ข้างโดโรตาก็เจียนจะสูญเสียทั้งสองอย่างนี้ไปอยู่รอมร่อ เช่นกัน ประโยคสุดท้ายในบทสนทนาของหนัง(คุณรู้ไหมว่าการมีลูกมีคุณค่าความหมายยังไง)ถือเป็นการเทหน้าตักเข้าสู่ในวงกินรวบระหว่างความเป็นและความตายโดยมีชีวิตของชนรุ่นทายาทเป็นเดิมพัน กล่าวสำหรับคีสลอฟสกีชื่อ คุณลักษณ์ ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย การแอบอ้างพาดพิงถึงพระเจ้าถือเป็นรากฐานของหลักการเคารพผู้อื่นในบัญญัติสิบประการ ไม่ว่าเด็กจะถูกฟูมฟักขึ้นมาในชื่อใดก็แล้วแต่ เพราะหากอนุมานไขว้ข้ามกับทางออกเชิงตรรกะของบรรพ 3 ที่ว่า ต่อให้สถานภาพอันคลุมเครือของผู้เป็นพ่อจะสร้างความคับข้องทุรนทุรายมากเพียงใด จนแล้วจนรอดความรักภายในครอบครัวก็มีพลังชำระล้างความกินแหนงแคลงใจได้เสมอ การกลับมาของอันเดรสและการตั้งครรภ์ของโดโรตาในบรรพ 5 ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างการเลือกทางเดินชีวิต(แม้จะต้องฝืนใจ)กับวิบากกรรมจากความตายอันสยดสยองในหนังบรรพนั้น

ครั้นถึงวาระที่โดโรตาตกลงใจแล้วว่าจะทำแท้ง บุหรี่ของเธอมอดไหม้คายควันโขมงอยู่ในจานเขี่ย เธอขอยุติความสัมพันธ์กับชู้รัก และไม่ยี่หระกับคำว่า”ผมรักคุณ”ของอีกฝ่าย คีสลอฟสกีทิ้งทวนคาบการเล่าด้วยภาพโดโรตากำโทรศัพท์ด้วยมืออันสั่นระริก ก่อนวางหู

ฉากถัดมาเป็นการบอกใบ้ว่าแสงแห่งความหวังเริ่มฉายส่องเข้ามาในท้องเรื่องอีกครั้ง ขนาดตะบองเพชรอาการเป็นตายเท่ากันของหมอยังสู้อุตส่าห์แตกหน่อใหม่ แก้วกาแฟกรุ่นไออุ่น คนร่วมชายคาหันหน้าเข้าหากัน หมอเล่าบทอวสานอันน่าเวทนาของครอบครัวเขาแก่บาร์บารา ข้อเท็จจริงที่ว่าหมอยังคงฝังใจอยู่กับความสูญเสียในครั้งกระนั้นนับเป็นความหดหู่เพียงประการเดียวในฉากนี้ หมอจัดแจงหันกรอบบรรจุภาพถ่ายครอบครัวกลับออกสู่สายตาธารกำนัลอีกครั้ง(ในฉากก่อนหน้านี้เขาจับกรอบภาพหันหน้าเข้าข้างฝา)


น้ำในกะโหลก (Watch the watchers)

ย้อนกลับไปยังฉากชวนขนลุกในคราวหนังหลอกคนดูว่าร่างคลุมโปงบนรถเข็นหน้าห้องอาจเป็นอันเดรสและเฉลยทันควันด้วยภาพเจ้าตัวนั่งทอดอาลัยอยู่ภายในห้อง โดโรตาตาลีตาเหลือกเข้ามาในห้องฟักพื้นและเจออันเดรสนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ นับเป็นครั้งแรกที่เธอคุยกับอันเดรสต่อหน้าต่อตาคนดู สอดรับกับเหตุการณ์ที่หมอตบะแตกในฉากก่อนหน้า ในฉากโดโรตาคุยกับอันเดรส จะมีภาพโทรเทพมองมายังทั้งคู่ แวบแรกเป็นภาพหลุดศูนย์เล็งลาง ๆ แวบที่สองจะเป็นภาพระยะใกล้กะจะตา ปฏิกิริยาอันแยบคายของเขาสอดผสานกับคำพูด “ฉันรักเธอมากนะ”จากโดโรตาถึงอันเดรส และตอนที่เธอสัมผัสใบหน้าเขา(เธอไม่เคยปฏิบัติกับเขาเช่นนี้มาก่อน) จึงกล่าวได้ว่าอากัปกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้นเบื้องหน้าสายพระเนตรพระเจ้า ท่ามกลางภาวะทุกข์ทรมานป่วยไข้ปางตาย ภาพเชิงนามธรรมของหยาดน้ำพรมพร่างไปทั่วทั้งห้องคนไข้จึงเป็นเหมือนน้ำทิพย์ชุบชโลม ปลุกปลอบขวัญ หยดน้ำคายประจุความหมายแฝงในรูปการเดียวกับกับภาพเลือดค่อย ๆ หยาดรินในหนังภาค 4 อันเดรสกัดฟันสู้แต่ไม่วายคงต้องแพ้พ่าย โดโรตาเองก็ใจคอไม่ดี ดังเธอจะสารภาพกับหมอในฉากต่อมา พอถึงคราวต้องดับเครื่องชนกับกระบวนการทำแท้งหมอจำต้องตกที่นั่งเป็นจำเลยด้วยการฟันธงว่า”เขาไม่รอดแน่”ใต้คำสาบานตามคำของของโดโรตาและสำทับอ่อย ๆ ว่า “เขาหมดโอกาสแล้ว” ก่อนจะชิงรบเร้าให้โดโรตาเลิกล้มความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความห่วงใยในตัวเด็กคนนี้ หรือไม่อยากให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยคืนหฤโหดสมัยสงครามครั้งก่อน ตอนระเบิดลงและพรากเด็กคนก่อนหายไปในหลุมกลางตัวบ้าน

การอุบไต๋สถานะคนดนตรีของโดโรตาไว้กว่า 50 นาที นับเป็นบทพิสูจน์ความใจแข็งและยังสะท้อนถึงเจตนาของคีสลอฟสกีในการยกระดับสารัตถะสากลไว้เหนือส่วนย่อย หลักจากทุกอย่างคลี่คลายโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ หมอตบท้ายบทสนทนาสั่งลาระหว่างเขากับโดโรตาว่า เขาอยากจะเห็นโดโรตาบรรเลงดนตรีเป็นขวัญตาสักครั้ง โดโรตาคิดว่าหมอแค่พูดไปตามมารยาทเธอจึงไม่ได้นำพากับคำพูด แต่ในความเป็นจริงหมอใคร่ครวญมาอย่างดี แต่ไหนแต่ไรมามักถือกันว่าดนตรีเป็นภาษาและความรู้สึกสากล และสำแดงอานุภาพและอิทธิพลทะลุทะลวงพรมแดนทางสังคม วัฒนธรรม และปัจเจกให้เห็นมานักต่อนัก เช่นเดียวกับช่วยทลายกำแพงและฉุดหมอออกจากห้วงวิกฤติเพื่อพานพบความปวดร้าวชนิดใหม่ตามประสาปุถุชน หมอเองไม่แคล้วพลอยฟ้าพลอยฝน นอกจากนี้ยังถือเป็นการชงจังหวะหนังเข้าสู่หนึ่งในสุดยอดลูกติดพันของคีสลอฟสกี


ทิ้งทวน(Consequence)

Zbigniew Preisner

Zbigniew Preisner

การบรรยายฉากสืบเนื่องที่เกริ่นไว้ก็ยากจะบรรลุผลโดยไม่เสียอรรถรส ดุจเดียวกับการจัดหมวดเพื่อบัญญัติคุณลักษณะทางสุนทรียภาพนั้นไม่อาจเลี่ยงพ้นการสร้างความระคายเคืองแก่ตัวบทกวีและเนื้อร้อง เพราะขาดพลังแจกแจงเชิงวิเคราะห์ คาบการเล่าดังกล่าวอาจถือเป็นหนึ่งในไม้ตายในทางญาณวิทยาของคีสลอฟสกี หากอนุมานว่าคุณลักษณ์แห่งความหมายของดนตรีนั้นสูงส่งเกินกว่าจะบรรจุเข้าในสารบบทางสัญศาสตร์ใด ๆ (เนื่องเพราะมักจะมีตัวแบบทางภาษาศาสตร์เสียเป็นส่วนใหญ่) การปลดปล่อยอณูนามธรรมเข้าสู่สนามพลังทางอภิปรัชญาในคาบการเล่าดังกล่าวจึงนับเป็นปรากฏการณ์แห่งการสันดาปภาพและเสียงเป็นพลังชุบฟื้นจิตวิญญาณขนานเอกโดยแท้ ดุริยศิลป์ผงาดขึ้นเป็นหัวเรือใหญ่ของฉากทั้งในเชิงท่วงลีลา(ภาพโดโรตาบรรเลงไวโอลิน)และสำเนียงเพลงพื้นหลังอันทรงพลัง(ดุริยศิลป์ทุกชิ้นเป็นฝีมือการประพันธ์และควบคุมการบรรเลงอันเยี่ยมยอดของซบิกนิว ไพรสเนอร์(Zbigniew Preisner)ล้วน ๆ ) พลังจินตภาพและดุริยศิลป์ผสานตัวรังสรรค์สภาวะเสมอจริงอันตื่นตะลึงชวนพิศวง

ฉากนี้ขึ้นต้นด้วยภาพโดโรตายืนมองออกไปนอกหน้าต่างอพาร์ทเมนท์ ยังมีร่องรอยกระสับกระส่ายให้เห็นอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับลนลานเหมือนเมื่อครั้งชะเง้อแง้ผ่านหน้าต่างห้องโถงตอนต้นเรื่อง ไม่มีการสูบบุหรี่ ดูเผิน ๆ เหมือนเธอกำลังสวดอ้อนวอน สายตาจ้องเขม็งสู่เบื้องบน เนื้อตัวไม่ไหวติงราวกับรูปปั้นเหมือนเธอหลุดเข้าสู่ท่วงทำนองอันเชื่องช้าของเอกภพ กล้องค่อย ๆ พุ่งหน้าลงเหมือนจะดิ่งละล่องไม่รู้จักจบสิ้น จนกระทั่งภาพส่วนหน้าของตัวตึกเลื่อนเข้ามาในกรอบภาพ พื้นผิวอันแปลกตาเย็นชาประดับลวดลายประพิมพ์ประพายกับรูปทรงกางเขนของระเบียบที่กล่องจงใจเล่นมุมจับไว้ในฉากแรกของ Decalogue I หนึ่งชั้นผ่านไป สองชั้นก็แล้ว กระทั่งล่วงผ่านไปสามชั้นคนดูจึงได้เห็นหน้าหมอจ้องสวนกลับมา หนังย้อมภาพส่วนนี้เป็นสีแดงและผลุบเข้าสู่มิติทางเทววิทยาโดยคลำทางผ่านจารึกบรรยายถึงพระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์เก่า Apostle’s Creed กับการเผชิญทุกข์เพราะปอนเทียส ปิเลต(Pontius Pilate) ก่อนจะถูกตรึงกางเขน สิ้นชีพ และถูกฝัง แล้วไปจุติยังปรโลก และคาบเกี่ยวกับพระวจนะบทถัดไปว่าด้วย การฟื้นคืนชีพในอีก 3 วันให้หลัง แล้วเสด็จสู่สวรรค์อันสถิตอยู่ ณ พระหัตถ์ขวาของพระบิดาผู้ทรงมหิทธานุภาพ และทรงชำระความในวันพิพากษาแก่ทั้งผู้วายชนม์และยังมีลมหายใจ

กล้องฉากไปทางขวาและเข้าสู่ทางลัดของเอกภพ มาโผล่อีกครั้งในโรงพยาบาลด้วยภาพอันเดรสนอนแน่นิ่ง สำเนียงดนตรีเปลี่ยนไปแบบไม่มีปีมีขลุ่ย(พ้องพานกับภาพถ่ายรังสีความร้อนจากพระคริสต์ทรงเบิกพระเนตรใน Blind Chance) กล้องย่องกริบอีกคำรบราววิญญาณเร่ร่อนไปจับภาพแก้วบนโต๊ะในระยะใกล้ ผลเบอรี ของเยี่ยมไข้จากโดโรตา กองอยู่ตามคำคะยั้นคะยอของเพื่อนคนไข้เตียงข้าง ๆ โดยมีฐานแก้วน้ำบังอยู่ รัศมีสีแดงของเบอรีสาดกระจายอยู่ในน้ำ ผึ้งตัวหนึ่งบินหัวซุกหัวซุนแข่งกับระดับของเหลวในแก้วที่กำลังเอ่อสูงจวนเจียนจะท่วมกลืนตัวมัน คนดูต้องลุ้นตัวโก่งว่าผึ้งจะแคล้วคลาดจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานหรือไม่
deca-backgroud-0011
คีสลอฟสกีไม่วอกแวกแม้แต่น้อยในการถ่ายทอดภาพการต่อสู้อันมหัศจรรย์ของชีวิตและไม่ปล่อยให้มีเสี้ยวเหตุการณ์ใดคลาดจากสายตาคนดู อันเดรสเองก็เฝ้ามองผึ้งตัวนั้นตะกายตะกายขึ้นมาเหนือผิวน้ำเชื่อมและไต่ขึ้นมาจนถึงปากแก้ว หนังตัดไปเป็นภาพโดโรตาวาดลวดลายอยู่ในวงมโหรี จู่ ๆ สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไปเหมือนสังหรณ์ใจขึ้นมาถึงอุบัติการณ์ ณ จุดใดจุดหนึ่งของเอกภพ รอยยิ้มเรื่อระบายขึ้นมาขณะผินหน้ามองไปยังสถานที่อีกแห่ง


ทายาทและทางแยก(Child and choice)

หนังหลายเรื่องยืมมือการฟื้นคืนชีพทำนองเดียวกันเป็นลูกเล่นยืนพื้นหนุนหลังชุดความคิดย่อยว่าด้วยการหลุดพ้นเช่นเดียวกัน ถึงแม้แก่นความคิดหลัก ลีลาการถ่ายทอดภาวะหลุดพ้น แต่บทสรุปของอภินิหารเหล่านั้นล้วนหนีไม่พ้นต้องลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคุณธรรมในเทพนิยายกล่อมเด็ก ทว่าคีสลอฟสกีเหนือชั้นเกินกว่าจะเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเช่นนั้น หนังของเขาคือปฏิบัติการวัดรอยเท้ามายาคติว่าด้วย “คืนแรมทางจิตวิญญาณ” (“the dark night of the soul”)โดยสอดแทรกสร้อยแนวคิดว่าด้วยความเมตตาอันมีการฟื้นคืนชีพเป็นอานิสงส์ไว้เป็นระยะ นอกจากนี้ ยังปรากฏสายแร่ความคิดว่าด้วยการล้างบาปในหนังดังที่ปีเตอร์ เฟรเซอร์(Peter Fraser)ได้สำรวจและจัดทำรายงานผลด้วยความพิถีพิถันไว้ในหนังสือ Images of Passion

บรรดาแก่นความคิดในคาถาคีสลอฟสกีกลับมารำลึกความหลังและหักลบกลบหนี้กันในงานชิ้นนี้ราวเป็นการสังสรรค์งานคืนสู่เหย้า ยกตัวอย่างเช่นภาพภูเขาบนผนังห้องเช้าของโดโรตากับอันเดรสก็เป็นการต่อความยาวสาวความยืดกับแก่นความคิดว่าด้วยการปะทะสังสันทน์ระหว่างการลงหลักปักฐานกับการแสวงหาที่เคยยึด The Scar และผลงานก่อนๆ หน้าเป็นสังเวียน ผิดแต่เพียงครั้งนี้เป็นการเล่นของสูงถึงระดับการขับเคี่ยวระหว่างโลกียธรรมกับโลกุตรธรรม สมกับวัยวุฒิที่แก่กล้าขึ้นตามกาล ในหนังเรื่อง No End อันเทคทุรนทุรายอยู่ตรงทางแพร่งความเป็นความตาย มีเพียง 2 ทางเลือก คือ อยู่ในโลกนี้หรือ(ยอม)ไปสู่โลกหน้า(เสียแต่โดยดี) มาในหนังเรื่องนี้ อันเดรสสารภาพกับหมอว่าเขาสังหรณ์ใจว่ามีใครพูดกรอกหูเขาอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เพียงแต่เขาไม่หูเบาเหมือนอันเทค

คนดูไม่มีโอกาสยลโฉมตัวเด็ก (แต่ทีผัว”ลับ”ของโดโรตา กลับเสียลับแก่คนดู) ทั้งที่เป็นเดิมพันใหญ่หลวงของหนัง เพราะคีสลอฟสกีเทหน้าตักความหมายทั้งหลายทั้งปวงไว้ในตัวเด็ก จนมีความถ่วงจำเพาะทางความหมายหนักแน่นเกินกว่าเด็กทารกธรรมดา ๆ หรือตัวแทนทางคตินิยมอันใดอันหนึ่ง และส่งผลให้การทำแท้งแทบกลายเป็นการทำลายล้างผู้มีบุญญาธิการ “งามแท้” สูตินรีแพทย์ออกปาก และในกาลต่อมาโดโรตาก็พูดผ่านสายโทรศัพท์ไปยังชู้รักว่า “อนาคตของคุณทั้งหมดขึ้นกับค่าโทรครั้งนี้เลยนะ” นับเป็นการทายทักที่บรรจุความหมายไว้มากกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ไม่แต่เท่านั้น ในสถานการณ์อันพ้องพานกับ Catch-22 กล่าวสำหรับโดโรตา การทำแท้งอาจเป็นเครื่องบนบานให้สามีฟื้น ไม่ว่าจะดูเป็นความงมงายวิปริตสักเพียงใด เธอก็ยินดียื่นหมูยื่นแมว แต่หลังจากความคิดนี้พับไปเพราะหมอขวางลำ เธอคงจะตระหนักถึงพลังดิ้นรนของชีวิต แม้ว่าเธอถลำตัวสู่พรมแดนความงมงายแต่เธอก็ถอนตัวทัน ไม่มีการทำแท้ง เธออาจพอมองเห็นลู่ทางเลี้ยงลูกไปตามอัตภาพได้ หลังจากอันเดรสพ้นขีดอันตราย ทุกคน(โดโรตา, ลูก และอันเดรส) รวมถึงการมดเท็จ ก็พลอยแล้วรอดปลอดภัย แต่ความจริงก็ยังลูกผีลูกคน การฉายภาพพลังขับเคลื่อนทางญาณวิทยาผ่านตัวชื่อของคีสลอฟสกีอาจอนุมานได้ว่า เด็กในฐานะชีวิตหนึ่งที่มีสิทธิ์ออกมาลืมตาดูโลกคู่ควรแก่ให้ความรักมากกว่าในฐานะหน่อเนื้อเชื้อไข ดังเป็นที่ปรากฏในบทเจรจาทิ้งท้ายอันแสนกินใจ:

อันเดรส: หมอรู้ความหมายของการมีลูกไหม
หมอ: รู้สิ

บทสนทนาอันหนักหน่วงด้วยเชิงชั้นความหมายหลายทบ และดูดซับกัมมันตภาพความพลิกผันทางอารมณ์ทั้งมวลมาไว้ในถ้อยความได้ครบครันดังกล่าวนับเป็นบทพิสูจน์อัจฉริยภาพของผู้เขียนบท ข้อความดังกล่าวเป็นเสมือนคลังสะสมความหมายตรงและแฝงหลากหลายแง่งมุมเกี่ยวกับภาวะการเป็นเด็ก เด็กผู้ไม่มีวันได้ลืมตาดูโลก ยังตามมาให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ในผลงานชั้นหลัง ๆ ของคีสลอฟสกีอีกด้วย ดังจะเห็นกันกะจะตาในช่วงสุดขีดทางอารมณ์ของ Blue ท้ายที่สุดแล้ว ว่ากันตามเนื้อผ้าแห่งบัญญัติสิบประการ คนดูย่อมมีดวงตาเห็นธรรมว่า ยังไง ๆ บุญย่อมพาวาสนาย่อมส่งตัวเด็กผู้เป็นเจ้าของชะตาชีวิตให้ได้ชื่อนั้นอยู่วันยังค่ำ

แปลจาก
Kickasola, Joseph G. ”The Decalogue: On the Threshold of Plato’s Cave”. http://metaphilm.com/index.php/detail/the_decalogue/

ดักดานตราบลมปราณหาไม่

leave a comment »

สองปรมาจารย์ภาพยนตร์ยลประวัติศาสตร์ตามช่อง[3]

ดักดานตราบลมปราณหาไม่ (The centripetal descent into death)
(Kanał, 1957 และ Szegénylegények, 1965)

[1] โครงสร้างการเล่าและการหล่อหลอมตัวละคร

ผลงานของแยนโชและวาดาโดยภาพรวมเข้าข่ายเป็นงานแนวคิดอัตถิภวนิยมก็จริง แต่ในบางแง่มุม แก่นความคิดวัวพันหลักในสุดยอดงานประวัติศาสตร์ของผู้กำกับทั้งสองก็ออกฤทธิตัดตอนหนังมิให้เจริญไปเป็นงานมหากาพย์ และเน้นรายละเอียดจากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้คนในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานด้วยสายตาเป็นกลาง จากการสำรวจข้อปลีกย่อยในงานของวาดาและแยนโชเพื่อวางกรอบการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่า ในท่ามกลางความแตกต่างมากหลาย ก็ยังมีความเหมือนบางเสี้ยวโผล่ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าจนพอจะถือเป็นจุดยืนร่วมกันของผู้กำกับทั้งสอง การจำแนกตัวละครเอกในงานภายใต้แก่นความคิดว่าด้วย”ปุถุชนผจญคลื่นประวัติศาสตร์”มีด้วยกันหลายตำรับและจัดแบ่งไว้หลายจำพวก แต่ส่วนใหญ่แล้วตัวเอกเหล่านี้มักเป็นประเภทปลาว่ายทวนน้ำ ทรนงในศักดิ์ศรี ไม่ก็ยึดมั่นในมนุษยธรรม ในการเดินเรื่องผ่านตัวละครจำพวกนี้ มักมีโครงสร้างการเล่าเพื่อฉายภาพสัตว์พยศหนีการไล่ล่าสุดชีวิตคอยเป็นใจ โดยที่สัตว์พยศนั้นยังพร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลกกับพันธกิจที่หมดความหมายไปแล้ว โลก ของ Kanał และ Szegénylegények มีสภาพเหมือนกับดับและป่าเถื่อน ชื่อหนัง Szegénylegények นั้นมีความหมายว่า คนสิ้นหวัง ตัวละครเอกจะค่อย ๆ สูญเสียศรัทธาไปเรื่อย ๆ และได้แต่ทู่ซี้พาตัวเองรนหาที่ตายในกับดักไร้ปราณีของประวัติศาสตร์ พัฒนาการคู่ขนานดังกล่าวถือเป็นวัตถุดิบชั้นเยี่ยมในการฉายภาพเทียบแย้ง นอกจากนี้แล้วหนังทั้งสองเรื่องยังมีส่วนคล้ายกันอีกหลายประการ ได้แก่

ประการแรก ตัวชูโรงในหนังทั้งสองเรื่องเป็นกลุ่มบุคคล เพศชาย ไม่มีใครโดดเด่นเหนือใครไม่ว่าในแง่ท่าทีการบรรยายสรรพคุณ หรือความถี่ในการปรากฏตัวบนจอ แม้ว่าใน Kanał จะมีการระบุชั้นยศสายบังคับบัญชาในหมู่โปลดำดินไว้ชัดแจ้ง ขณะที่ใน Szegénylegények ของแยนโชนั้น ไม่มีการแจกแจงว่าในกลุ่มชาวค่ายกักกันด้วยกันใครเป็นหมู่ใครเป็นจ่า แต่จะเน้นให้เบาะแสผ่านเหตุกระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มนักโทษกับผู้คุมเป็นหลัก

ประการที่สองกลุ่มบุคคลดังกล่าว กลุ่มหนึ่งถูกตัดหางปล่อยวัดอีกหนึ่งก็ถูกจองจำ ทั้งโปลดำดินในท่อระบายน้ำและกบฏฮังกาเรียนในค่ายกักกันทางทหารแห่งหนึ่งบนผืนที่ราบใหญ่(puszta)ต่างตกอยู่ในวงล้อมอันแข็งแกร่งและเจนจัดจากฝ่ายข้าศึกและต้องต่อกรกับแสนยานุภาพเหนือกว่าหลายขุมของปรปักษ์ เหมือนไม้ซีกงัดไม้ซุง หนังทั้งสองเรื่องใช้ภาพท้องทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และเปลวเพลิงลุกท่วมกรุงวอร์ซอวเพื่อบอกใบ้สภาวะจนตรอกเชิงนามธรรม ต่อให้กลุ่มคนเหล่านี้มีปัญญาออกจากท่อระบายน้ำ หรือฝ่ากำแพงคุกไปได้ ก็ยังมีกับดักธรรมชาติจากภูมิศาสตร์รอเล่นงานอยู่อีกด่าน เพราะคงไม่รู้ที่ไป หรือที่กบดาน และก็คงจะไม่อาจตระเตรียมอุปกรณ์ยังชีพได้เพียงพอ

ประการที่สาม สภาพปิดล้อมข้างต้นได้บ่มเพาะรูปแบบของการเอาชนะคะคานกันด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกติกาไม่เป็นธรรม ฝ่ายหนึ่งแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง พวกเขารวมตัวกันไม่ติด หวาดระแวง กระเสือกกระสนอยู่ในความมืด โดยมีฝ่ายผู้ชนะคอยชักใย ขุดหลุมพราง และคุมเชิงรอให้อีกฝ่ายเดินหมากชีวิตพลาด นอกจากนี้ก็จะเป็นบทบาทของรูปทรงหรือลายเส้นโค้งคดในหนัง สภาพเลี้ยวลดวกวนของแนวอุโมงค์ระบายน้ำอันเลี้ยวลดวกวนเล่นงานฝ่ายถอยร่นใน Kanał งงเป็นไก่ตาแตกไปตามกัน พวกเขาคลำทางกันหัวซุกหัวซุน สุดท้ายก็กลับมายังจุดเดิม เหมือนตกอยู่ในเขาวงกต รูปวงกลมยังมีให้เห็นชินตาจาก ภาพนักโทษถูกตีตรวนพ่วงไว้ด้วยกันลากสังขารเป็นวงกลมในพื้นที่สี่เหลี่ยมของแดนในกิจวัตรตรวจนับนักโทษ การยืนเรียงเป็นวงกลมรูปลักษณ์ดังกล่าวยังประหวัดนัยถึงการล้อมวงเพื่อประกอบพิธีบวงสรวงอีกด้วย หากไม่นับความพ้องพานของแก่นอันเป็นขุมพลังคอยบัญชากลไกการเล่าดังกล่าวมาแล้ว หนังทั้งสองเรื่องก็เป็นคนละเรื่องกันจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง และการขึ้นรูปบุคลิกตัวละคร งานของแยนโชคลี่คลายเรื่องเป็นเส้นตรงในทิศทางเดียวจนจบ มีลำดับเป็นขั้นเป็นตอนตกทอดถึงกัน อัตราเร็วและจังหวะก็คงเส้นคงวา ดังจะเห็นได้จาก หนังเปิดเรื่องด้วยการประหารผู้ต้องขังหนึ่งราย และปิดฉากด้วยการสังหารหมู่ ส่วนวาดากลับเล่าความเป็นไปและเป็นมาจากสองมุมมองควบขนานกันไป แม้ว่าวิกฤติการณ์ของหนังจะตั้งเค้าตั้งแต่ทหารโปแลนด์ยอมมุดหัวลงท่อระบายน้ำหวังตัดแนวรบฝ่ายเยอรมัน แต่มีการเล่าถึงวีรกรรมของกองกำลังโปลบนภาคพื้นดินขณะปักหลักสู้ท่ามกลางซากป่นปี้ของเมืองเพื่อป้องกันฐานที่มั่นไว้จากการบุกสายฟ้าแลบของเยอรมัน

เหนือสิ่งอื่นใดการเล่าในลักษณะดังกล่าว เป็นการฉายภาพพัฒนาการของสถานการณ์ โดยย้อนให้ผู้ชมชาวโปลได้เห็นบรรยากาศและสภาพกรุงวอร์ซอวก่อนจะเหลือเพียงซากในกองเพลิงอย่างที่เห็น คนดูค่อยสำเหนียกว่าตนกำลังเป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์วันสุดท้ายของการก่อหวอด กระนั้นกำลังรบก็ยังมีขวัญกำลังใจเป็นเยี่ยม พวกเขากระเซ้าเย้าแหย่ บางรายพล่ามถึงแผนการ บางรายขึงขังมุ่งมั่นเยี่ยงวีรบุรุษ บางรายคิดอ่านวางแผนรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าไว้เป็นขั้น ๆ บ้างก็แดกดันเป็นที่ครื้นเครง คนดูเริ่มอารมณ์พลุ่งพล่านไปกับภาพการรบภาคพื้นดิน โดยเฉพาะจากเศษเสี้ยวภูมิหลังของชาติ(ต้องไม่ลืมว่า Kanał เป็นการยกประเด็นนี้มาเอ่ยถึงเป็นครั้งแรก) หลังจากหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมคนดูจนลืมว่าสถานการณ์กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานเพียงใด หนังก็กระชากคนดูมุดลงท่อและถือโอกาสแจกแจงบุคลิกตัวละครหลัก ๆ ผ่านพฤติกรรมและบทสนทนาขี้หมูราขี้หมาแห้งเพื่อเผยธาตุแท้ในจิตใจและดึงเอกลักษณ์ตัวละครแต่ละตัวออกมา ทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพันกับคนดูไปในตัว โดยเวียนน้ำหนักการเน้นไปยังตัวละครต่าง ๆ คลอขนานไปกับเหตุการณ์

ลักษณะที่กล่าวมาใน Kanał ไม่มีให้เห็นใน Szegénylegények ท่าทีและแบบแผนของหนังหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนเรื่องราวก็คลี่คลายเป็นเส้นตรง สุดแต่วิบากกรรมใดจะผ่านเข้ามาในชีวิตตัวละครเอก ขณะที่วาดาปฏิบัติตามกฎเหล็กของหนังสงคราม/บู๊ล้างผลาญด้วยการตัดหางปล่อยวัดเหล่าตัวละครให้เผชิญหน้ากับอุปสรรคต่าง ๆ นานาและเผยธาตุแท้พวกเขาผ่านภาพแทนโลกทัศน์อันหลากหลายของแต่ละคน แยนโชกลับพลิกแพลงแม่ไม้ไปสู่การลดทอนโอกาสที่คนดูจะแยกแยะและเข้าถึงตัวตนตัวละคร และกันท่ามิให้ตัวละครสบช่องเผยความในและทัศนคติ

สมาชิกในค่ายกักกันของ Szegénylegények รวมตัวกันไม่ติด และหนังก็ไม่มีการบ่มเพาะแง่มุมสะเทือนอารมณ์เหมือน Kanał นักโทษทยอยตายตกไปตามนักโทษรายก่อนหน้า คนที่ตายไปแล้วก็ไปแล้วไปลับ ทั้งที่เพิ่งพลัดหลงเข้ามาในสารบบการเล่าเพียงได้เพียงนกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ หนำซ้ำ การถ่ายทอดเหตุการณ์ทบขนานปรากฏในหนังเพียงคาบการเล่าเดียว และยังเป็นการทบขนานเพียงเสี้ยวอึดใจ หาใช่เก็บงำเหตุการณ์ไว้เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนคราวเล่าถึงภาวะสุ่มเสี่ยงที่กองกำลังเบี้ยหัวแตก 3 ก๊วนจะโคจรมาปะทะกันโดยบังเอิญในเขาวงกตของข่ายอุโมงค์ระบายน้ำ อย่างในช่วงครึ่งหลังของ Kanał แยนโชพาคนดูตามติดลูกล่อลูกชนของฝ่ายผู้คุมซึ่งเข้มข้นเหี้ยมเกรียมเป็นลำดับโดยสอดแทรกแง่มุมทางอารมณ์ผ่านรายงานผลการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมจากนักจิตวิเคราะห์ที่นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการ
ส่วนการจะควานหาเบาะแสตัวตนและแยกแยะว่าใครเป็นในหมู่นักโทษจากบทสนทนานั้นยิ่งหวังผลได้ยาก การออกคำสั่งและแจ้งข้อกล่าวหา บทลงโทษ ตลอดจนในการชี้ชวนให้นักโทษฝันหวานถึงอิสรภาพในภายภาคหน้าหากรอดคุกไปได้ทั้งนี้โดยแลกกับการให้ความร่วมมือ ฝ่ายผู้คุมล้วนแต่ใช้น้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก ไม่มีวี่แววแม้แต่น้อยว่านักโทษแต่ละรายคิดหวังประการใดอยู่ในหัว นอกจากการยึดเหนี่ยวตัวเองไว้กับสัญชาติญาณการเอาชีวิตรอด Kanał มีการล้วงพันธะทางใจของทหารแต่ละนายออกมาตีแผ่ ไม่ว่าจะเป็น ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของโคราบ(Korab) เดซี(Daisy)ก็ห่วงหาอาวรณ์ตั้งหน้าตั้งตาจะกลับไปสานต่อความรัก อาการอยากเหล้าของสมูกลี(Smukly) และภาระหนักอึ้งของมาดรี(Madry)ในการดูแลสวัสดิภาพของพวกพ้อง หลังรู้แน่แก่ใจว่าคูลา(Kula)หนีเอาตัวรอดไปเพียงลำพัง ลอยแพพรรคพวกไว้เบื้องหลัง

[2] โวหารภาพและการเคลื่อนกล้อง(Mise-en-scène and camera movement)
การแบ่งโครงสร้างการเล่าของ Kanał ออกเป็นสองส่วนเอื้อประโยชน์ในการหยอดเติมลูกเล่น อันเป็นการยกระดับฐานภาพทางสุนทรียภาพของหนังไปในที หนังเล่าถึงปฏิบัติการรบภาคพื้นดินจากทั้งด้านนอกและภายในฐานที่มั่นด้วยภาพระยะไกลเป็นหลัก และย่นเข้าไปอยู่ในรัศมีระยะกลางเฉพาะตอนทหารพูดคุยกัน โดยยึดซากปรักหักพังรอบนอกตัวเมืองเป็นฉากหลัง ใช้ภาษาองค์ประกอบภาพเรียบง่าย เสมอจริงในลักษณะกึ่งสารคดี ดังจะเห็นว่ามีแสงอาทิตย์อาบพื้นผิวอพาร์ตเมนท์ที่กลายเป็นตอตะโกไปแล้วราวครึ่งต่อครึ่ง การเฝ้าสังเกตความเป็นไปของเหตุการณ์จะมาจากวงนอกเป็นสำคัญ นอกจากดนตรีประกอบอันหนักแน่น อลังการจากฝีมือการประพันธ์ของ คริสทอฟ เพนเดอเรกกี(Krzysztof Penderecki) ในฉากโหมโรงแล้ว ฉากต่อ ๆ มามีแต่เสียงปืน เสียงตะโกนโหวกเหวก เสียงรถถัง ประสานกันหูดับตับไหม้

หนังโดดเด่นด้วยสุนทรียภาพในการต่อเรื่องจากฝีภาพยาว(long-take) บวกกับการเคลื่อนกล้องและกวาดหน้ากล้องจับภาพซากวายวอดของเมืองซ้ำแล้วซ้ำอีก พร้อมกันนั้นก็ระดมภาพระยะใกล้เจาะเก็บใบหน้า หรือ สิ่งละอันพันละน้อยแทรกเข้ามาไว้ในหนังถี่ยิบเพื่อหล่อเลี้ยงอารมณ์สะเทือนใจ ฉากมีบทพูดหลายฉากหลายฉากถ่ายทำแบบรวดเดียว และผูกภาพผ่านมุมมองกล้อง 2 – 3 ตัว เพื่อรักษาความลื่นไหลภายในคาบการเล่า ทั้งนี้หากตัวละครไม่ขยับเขยื้อนตำแหน่งก็จะไม่มีการซอยตัวเหตุการณ์ออกเป็นภาพย่อย ๆ เป็นอันขาด ทว่าก็มีการลำดับภาพด้วยลูกไม้มุมยอกมุม(shot/reverse shot)ถี่ยิบในตอนเยอรมันรุกเข้าตี โดยตัดภาพจากมุมมองฝ่ายเยอรมันสลับกับมุมมองฝ่ายทหารโปแลนด์ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 รวมทั้งสิ้น 38 ฝีภาพ ตลอด 7 นาทีนั้น(ฝีภาพที่ 39 ถึง 76 ของหนัง)

สุนทรียศาสตร์การร้อยเรียงเหตุการณ์ติดพันไว้ในฝีภาพยาว ๆ โดยการซ้อมการแสดงหลาย ๆ เที่ยวเพื่อลดจำนวนครั้งในการถ่ายทำ(ครั้งเดียวผ่านเป็นดีที่สุด)ถือเป็นเคล็ดลับการทำงานของผู้กำกับยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกในช่วงทศวรรษ 1940 – 1950 เนื่องจากงบประมาณมีจำกัดและราคาฟิล์มนำเข้าก็แพงหูฉี่ Kanał ในฐานะผลงานความยาวมาตรฐานลำดับที่สองของผู้กำกับคนหนึ่ง มีสารรูปออกมาอย่างที่เห็นก็ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ฝีภาพยาวซึ่งนับเป็นฝีภาพลำดับที่ 5 ของหนัง(ให้หลังเศษภาพ 4 ฝีภาพคัดจากสารคดีมหกรรมย่ำยีวอร์ซอวจนราบเป็นหน้ากลองโดยทหารเยอรมัน)ก็ไม่ได้มาจากการหลับหูหลับตาถ่าย

ความพ้องพานคาบเกี่ยวอันสะท้อนถึงความเจนจัดของวาดาและแยนโชในการพัฒนายกระดับรูปแบบงานมาปรากฏชัดในฝีภาพยาว 4 นาที 11 วินาที ฉากนี้กล้องดอดตามเก็บภาพกลุ่มทหารหลงทัพที่พากันเลียบเลาะแนวลวดหนามขึงเหนือสนามเพลาะหาช่องทางเป็นอิสระ ปฏิสัมพันธ์อันกลมกลืนระหว่างกล้องกับตัวละครใจเต้นไม่เป็นส่ำสร้างภาพอันพลิ้วไหวกินใจยิ่ง ในกาลต่อมาแยนโชฝึกปรือการเล่าด้วยแบบแผนภาพดังกล่าวจนแตกฉานและกลายเป็นเจ้าตำรับ(หนังของแยนโชออกฉายก่อนหนังของวาดาร่วม ๆ ทศวรรษ)

แม้หนังทั้ง 4 เรื่องมีความยาวแต่ละเรื่องไล่เลี่ยกัน แต่ Kanał กับ Popiół i diament ของวาดามีจำนวนฝีภาพที่ 230 และ 300 เศษตามลำดับ ขณะที่ Szegénylegények และ Csillagosok, katonák ของแยนโชกลับมีฝีภาพเพียงไม่ถึง 150 ภาพปลาย ๆ และ 90 กว่าฝีภาพตามลำดับ มองจากแง่นี้ต้องถือว่าผู้กำกับทั้งสองพัฒนารูปแบบการทำงานไปในทิศตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

ภาพเหตุการณ์ของ Kanał ผิดแผกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงทันทีที่เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของหนัง แต่ก็สอดรับกับอารมณ์และฉากหลังที่ไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่น้อย โปลดำดินมุดลงท่อนับแต่ฝีภาพที่ 115 ของหนัง นับแต่นั้น ระยะเวลาในแต่ละฝีภาพและจำนวนฝีภาพจะคงเส้นคงวาผิดหูผิดตากับครึ่งแรก องค์ประกอบของฝีภาพที่ 116 ถอดแบบและล้ออิงฝีภาพที่ 5 ของหนัง โดยเลื่อนกล้องฝ่าความมืดมิดและเปียกชื้นภายในท่อระบายน้ำเคียงขนานไปกับแนวเคลื่อนพลของทหาร 1 นาที อย่างไรก็ดี การเล่าเรื่องครึ่งหลังผูกภาพจากการหันหน้ากล้องปะทะกับตัวละครและเลื่อนกล้องไปทางข้างตีคู่ตัวละครไปอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นการผูกขาด เนื่องจากนับแต่ลงมาเดินทัพในอุโมงค์ หมู่ทหารแตกทัพจะเคลื่อนตัวในอัตราเร็วสม่ำเสมอ และถูกบีบให้ต้องแปรขบวนเดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง ลงท่อได้ไม่นานโปลดำดินก็แตกตัวออกเป็น 3 ก๊วน(อันที่จริงพวกเขาระหองระแหงกันตั้งแต่ลมหายใจแรกในอุโมงค์เลยด้วยซ้ำ) สภาพการณ์ดังกล่าว เหมาะแก่การจัดองค์ประกอบภาพหลากหลายขนานแทรกแซมไว้ในหนังขึ้นกับจำนวนสมาชิกในแต่ละก๊วน เช่นเดียวกับปมทางอารมณ์และ ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในระหว่างที่แต่ละกลุ่มมุ่งหน้าไปตามเส้นทางของพวกตน อุโมงค์ระบายน้ำอันเป็นท้องเรื่องนี้แม้จะอุปโลกน์ขึ้นในโรงถ่ายด้วยกรรมวิธีพื้น ๆ แต่กลับเนรมิตทางเดินใต้ดินอันมีรูปลักษณ์ชวนขนลุกและเจือบรรยากาศเหนือจริง ตัวท่อกว้างกว่าอุโมงค์ของจริงมากพอจะมีพื้นที่ว่างส่วนหลังคอยเป็นฉากรองรับเงาตกกระทบของวัตถุส่วนหน้า เพื่อขับเน้นใบหน้าตื่นกลัวของตัวละคร นอกจากนี้ ระดับน้ำค่อนข้างสูงกว่าระวางจุของอุโมงค์ทั่วไปก็คอยบีบคั้นตัวละครอีกแรง

การออกแบบฉากดังกล่าวขับเน้นความงามเชิงนามธรรมของภาพสร้อยอุปลักษณ์ลางบอกเหตุของทหารแต่ละกลุ่ม เหมือนการบรรยายภาพนรกและความทุกข์ทรมานของมนุษย์อันลือลั่นของดังเต(Dante)ใน Inferno ไม่มีผิด เสียงประกอบในครึ่งหลังก็ไม่เหมือนเดิม โดยเปลี่ยนมาใช้ท่อนบรรเลงเปียนโนและไวโอลินสั้นสลับกับสำเนียงโอคาริน่าจากฝีมือตัวละครชื่ออาร์ตติสท์(Artist) คลอกับเสียงน้ำหยดและเสียงฝีเท้าเหล่าทหารจ้ำฝ่าปลักเลน แล้วจู่ ๆ ทหารลาดตระเวนส่วนหน้าก็ตบะแตกกับความวกวนของอุโมงค์ ส่งเสียงแผดร้องดังลั่นมาตามอุโมงค์ ดับเสียงก้องสะท้อนจากการหยอกเอินกันในหมู่ทหารส่วนหลังลงในฉับพลัน องค์ประกอบเหล่านี้คอยรุมอัดประจุมิให้ความกดดันและหวาดหวั่นสร่างซาจากหนัง

การออกแบบภาพ Szegénylegények ถือว่าจืดสนิทเมื่อเทียบกับโวหารภาพ(mise-en-scène) ของ Kanał ภาพความวินาศสันตะโรทั้งภายในและจากบริเวณรายรอบฐานที่มั่นของกองทหารผึ้งแตกรัง แม้จะดูสุกเอาเผากินแต่ก็มีชีวิตชีวา(เครื่องเรือนหรู ๆ กระจายเกลื่อนกลาด หนำซ้ำบางห้องก็มีเปียนโนหลังใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง) บวกกับทัศนียภาพหลอกตา ลอยหลอนตามทางเดินแคบ ๆ ในอุโมงค์ระบายน้ำของ Kanał นั้นผิดกับภาพลักษณ์ดาด ๆ ปราศจากร่องรอยผิดสังเกต ราบเรียบของตัวคุกท่ามกลางที่ราบผืนยักษ์(puszta)ของฮังการี กำแพงล้อมรอบอาณาบริเวณคุกนั้นก็เปลือยเปล่าไม่ผิดกับผนังห้องพักพวกผู้คุม และผนังห้องสอบเค้น แม้สองอย่างหลังจะมีภาพกระท่อมประดับไว้ กำแพงขาวโพลนทอดตัวไม่มีจุดสิ้นสุดสื่อถึงอนิจลักษณะของความว่างเปล่าและความเสื่อม นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำถึงอำนาจและการเป็นผู้กุมกลไกอำนาจของฝ่ายผู้คุม แผ่นผืนที่ราบทอดตัวไกลสุดลูกหูลูกตา มองทางไหนก็เหมือนกันไปหมด ปราศจากจุดสังเกต กว้างใหญ่ไพศาล และเป็นปราการกักล้อมสุดแสนหฤโหด

หนังตอกย้ำถึงประสิทธิภาพของที่ราบยักษ์กับการเป็นชัยภูมิกางกักหลายครั้งด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ฝีภาพ 13 อันเป็นฝีภาพสุดท้ายของช่วงเปิดเรื่อง และมีเพียงบทเจรจาของนักโทษเป็นตัวขับเคลื่อน เจ้าของคำพูดช่วงในฝีภาพนี้จะรับหน้าเสื่อเป็นตัวเดินเรื่องในภายภาคหน้า ในฉากนี้เขาถูกเบิกตัวจากห้องขังมายังห้องสอบสวน หนังเล่าเหตุการณ์ด้วยท่วงทีขึงขัง มีการลากกล้องเดินหน้า-ถอยหลังแผ่วเบา 1 รอบ เป็นช่องไฟคั่นห้วงเวลา 1 นาที 20 วินาทีของฝีกล้องนั้น แยนโชตั้งกล้องอยู่ภายในตัวอาคาร หันหน้ากล้องยิงออกสู่ด้านนอก เก็บภาพผู้คุมพยักพเยิดกับนักโทษอยู่ตรงปากประตู โดยมีผืนทุ่งราบไพศาลตระหง่านอยู่เบื้องหลัง หนังป้อนข้อมูลสู่คนดูว่าหลายปีก่อน นักโทษรายนี้เคยเข้าไปข้องแวะกับกองทัพมดลำเลียงความช่วยเหลือจากภายนอกมายังขบวนการปฏิวัติของคอสซูท คู่สนทนาคุยกันได้ราว ๆ ครึ่งนาที ฝ่ายผู้คุมก็แจ้งให้นักโทษ “ไปได้” อีกฝ่ายจดเท้ามุ่งไปสู่เส้นขอบฟ้า ร่างของเขาขยับเขยื้อนอยู่ลิบ ๆ ห่างหายออกจากห้วงทัศนวิสัยของคนดูออกไปทุกที และแล้ว ราววินาทีที่ 25 ของฝีภาพ เสียงปืนยาวก็ดังขึ้น ร่างนักโทษล้มฟุบลงให้เห็นอยู่ไกล ๆ

ฝีภาพทำนองนี้ แม้จะดูเรียบง่ายแต่กลับฉายแววหฤโหดของพื้นที่ราบโล่งได้ลึกล้ำยิ่ง จากคุณสมบัติเปิดโล่งแต่ก็เวิ้งว้างจนเหมือนลับแล ไร้พิษภัยแต่เหี้ยมเกรียม ที่ราบยักษ์ของฮังการีจึงมักรับบทเป็นสุสานภูมิศาสตร์การเมืองคอยฝังกลบกระแสประวัติศาสตร์ในหนังของแยนโชหลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน

ไม่เพียงเรียบง่าย แต่องค์ประกอบต่าง ๆ ในทุกฝีภาพล้วนจัดวางไว้อย่างพิถีพิถันเพื่อใช้ประโยชน์จากเส้นสายเรขาคณิตภายในเรือนจำเต็มเม็ดเต็มหน่วย เส้นแนวกำแพงมักพาดเป็นแนวทแยงในกรอบภาพ เพิ่มอุปสรรคกางกั้นในเชิงเส้นสายแก่ตัวภาพไว้อีกหนึ่งชั้น ผสมโรงด้วย พื้นที่รูปข้าวหลามตัดในการปิดล้อมของกำแพงทรงสี่เหลี่ยม บานประตูที่ประกบกันตามแนวดิ่งเป็นซุ้มยืนตะคุ่มตัดม่านแสง ขวางเส้นราบขอบฟ้า ก่อตัวเป็นรูปกากบาทสมดุลแนวตั้ง โครงข่ายลายเส้นเหล่านี้คอยล้อมกรอบแถวเคี้ยวคดของนักโทษ โดยมีผู้คุมบนหลังม้าเรียงรายอยู่ลิบ ๆ เบื้องหลัง ผสมโรงด้วยการเลื่อนกล้องทั้งในลักษณะเคียงขนานและโฉบเฉียดเข้าเก็บภาพ แม้จะเป็นไปด้วยท่วงทีและลูกเล่นที่ยังห่างชั้นจากงานรุ่นหลัง ๆ หลังแยนโชเองอยู่หลายขุมก็ตาม

มีการใช้ฝีภาพจากการยกกล้องเพื่อเน้นความอลังการของเหตุการณ์น้อยมาก กล้องเพียงแค่โผตัวขึ้นไปยิงภาพแนวกำแพงเบื้องล่าง บางครั้งก็สำทับถึงสภาวะบีบคั้นภายในกำแพงเรือนจำผ่านการอุปลักษณ์กับสภาพกับดักตามธรรมชาติของภูมิทัศน์ เท่ากับว่าไม่ว่าหนังจะขยับตัวทางไหนก็เป็นได้มีอุปลักษณ์แถมพกมาในแทบทุกฝีภาพโดยปริยาย

มีต่อ

แปลจาก
Rucinski, Krzysztof.“Two men against history: A comparative analysis films by Miklós Jancsó and Andrzej Wajda”. http://www.kinoeye.org/03/03/rucinski03.php

สองชาติบนเส้นขนานประวัติศาสตร์

สองปรมาจารย์ภาพยนตร์ยลประวัติศาสตร์ตามช่อง[1]

สองชาติบนเส้นขนานประวัติศาสตร์

ฮังการีและโปแลนด์เคยทั้งร่วมหัวจมท้ายและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาในหน้าประวัติศาสตร์ แล้วปรมาจารย์ภาพยนตร์ทั้งสองชาติมองอดีตอันสมบุกสมบันเหล่านั้นผ่านงานภาพยนตร์ด้วยรูปแบบและโลกทัศน์เช่นไร

janc-waj-001

Andrzej Wajda (far left) and Miklós Jancsó (far right)

ประวัติศาสตร์บนเส้นขนาน(A parallel history of two nations)

“โปล ฮังกาเรียน บ้านพี่เมืองน้อง/มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” ภาษิตเก่าแก่ตกทอดปากต่อปากอยู่ในภาษาของสองชาติ แม้จะน้อยถ้อยด้อยคำแต่อัดแน่นด้วยอารมณ์และประสบการณ์จากประวัติศาสตร์ที่เปรียบดั่งสายใยเชื่อมโยงชาติใจกลางยุโรปทั้งสองนี้ไว้ด้วยกันตราบนานเท่านาน ยากจะหารัฐชาติคู่ใดล้มลุกคลุกคลานผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมาในประวัติศาสตร์ดังเช่นฮังการีและโปแลนด์

ความพ้องพานและผิดแผกที่ฮังการีและโปแลนด์พานพบบนทางขนานของประวัติศาสตร์นับเป็นผ้าใบผืนเยี่ยมแก่การรองรับผลงานจากศิลปินเอกของสองชาติ มิโคลส แยนโช(Miklós Jancsó) และ อันเดรส วาดา(Andrzej Wajda) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำผลงานภาพยนตร์จากฝ่ายละ 2 เรื่องมาเปรียบประกบกันเป็นคู่ ๆ อันได้แก่ Szegénylegények (The Round-up, ค.ศ.1965) และ Csillagosok, katonák(The Red and the White, ค.ศ.1967) ของแยนโช กับ Kanał (งาน ค.ศ.1956) และ Popiół i diament (Ashes and Diamonds, งานค.ศ.1958) ของวาดา แต่ก่อนจะเข้าเรื่องหนังควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไว้เป็นแนวทาง

ฮังการีและโปแลนด์ตั้งมั่นเป็นอาณาจักรปกครองตนเองในเวลาไล่เลี่ยกันในศตวรรษที่ 10 โดยสวามิภักดิ์ต่อคริสตจักรเพื่อสร้างความชอบธรรมและการยอมรับจากชาติอื่น ๆ ครั้นปลายยุคกลางอาณาจักรทั้งสองตกที่นั่งเป็นรัฐกันชนระหว่างอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กับชนเผ่านอกรีตด้านใต้และทางตะวันออก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญการโจมตีจากทัพมองโกล แถมยังมีพวกเติร์กคอยรุกราน

ในยุคเรอเนอซองส์ ฮังการีผนึกกำลังกับโปแลนด์เป็นพันธมิตรทางการเมืองอันทรงพลานุภาพ ราชวงศ์ยากีโลเนียน(Jagiellonian dynasty)ขยายเขตอิทธิพลพันธมิตรแกนคู่จรดทะเลบอลติกทางทิศเหนือ และจรดทะเลดำทางทิศใต้

ผงาดขึ้นเป็นอาณาจักรใหญ่ที่สุดในยุโรปอยู่ร่วมสองร้อยปี พลเมืองอันมีทั้งเชื้อชาติสลาฟ ฮังกาเรียน โรมาเนียน มอลดาเวียน เยอรมัน และ ชนเผ่ามุสลิม ต่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้เสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจอันแข็งแกร่ง รวมถึงขันติธรรมในการนับถือศาสนา หลังสิ้นราชวงศ์มีการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบราชาธิบดีและประวัติศาสตร์มีอันกลับตาลปัตร เพราะตำแหน่งกษัตราธิราชองค์สุดท้ายกลับตกเป็นของ เจ้าชายสเตฟาน(อิสวาน) โบทารี(Stefan (István) Batory) หน่อเนื้อของราชวงศ์ฮังการี

ล่วงเข้าคริสตศตวรรษที่ 17 กลียุคและความพินาศก็มาเยือน ยุโรปตอนกลางอ่อนแอลงเป็นลำดับ ไหนจะมีศึกติดพันอยู่กับรัสเชีย ชาวนายูเครนก็ลุกฮือไม่รู้จักหยุดหย่อน การแผ่อิทธิพลสู่ตะวันตกของพวกเตอรกีก็มีผลลามมาจนถึงแถบนี้ ช่วง ค.ศ.1659 – 65 ชนเผ่าสวีดิชก็รณรงค์เพื่อปลดแอกตนเอง โปแลนด์ตกที่นั่งหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่ฮังการีตกระกำลำบากสาหัสกว่าหลายเท่า ไล่ตั้งแต่ตกเป็นเมืองขึ้นของพวกอ็อตโตมันเติร์ก ตามด้วยความย่อยยับจากน้ำมือออสเตรียและต้องอยู่ใต้แอกราชวงศ์แฮบสเบิร์กตั้งแต่นั้นมา ฮังการีและโปแลนด์สิ้นชื่อไปจากแผนที่ภูมิศาสตร์การเมืองของยุโรปพร้อมกับคริสตศตวรรษที่ 18 ฮังการีมีฐานะเหลือเพียงเป็นจังหวัดเล็ก ๆ กระหนาบด้วยชนเผ่าต่าง ๆ ภายใต้ร่มธงจักรวรรดิออสเตรีย ส่วนโปแลนด์ถูกเฉือนเป็นสามเสี้ยว แยกไปอยู่ใต้อำนาจของรัสเซีย ปรัสเซีย และ ออสเตรีย ฐานภาพทั้งสองชาติตกต่ำแทบเลือนหายจากหน้าประวัติศาสตร์ตลอดยุคมืด ถึงคริสตศตวรรษที่ 19 สงครามนโปเลียนมาปลุกความหวังให้เรืองรองก็จริง แต่ก็นำความย่อยยับมากกว่าหลายเท่ามาด้วย แถมยังทิ้งปัญหาค้างคาหมักหมมต่อไป การลุกฮือกู้ชาติหลายต่อหลายครั้งจบลงด้วยการปราบปรามอย่างเหี้ยมโหด มีเพียงอิสรภาพชั่วครู่ชั่วยามอันเป็นผลจากความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมืองเป็นน้ำทิพย์ชุบชูจิตใจ แม้มีการอภิวัฒน์ “มวลชนแห่งฤดูใบไม้ผลิ”มาจุดประกายความหวังแต่ก็จบลงด้วยความหดหู่ แต่สถานการณ์ก็สร้างวีรบุรุษผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจทั้งชาวโปลและฮังกาเรียนขึ้นมาหนึ่งราย คือ นายพลโยเซฟ เบม(Józef Bem) ผู้นำกองกำลังกู้ชาติชาวโปลซึ่งหลบหนีการปราบปรามจากฝ่ายนิยมซาร์แห่งรัสเซียออกจากวอร์ซอวภายหลังการก่อหวอดใน ค.ศ.1831 ในกาลต่อมานายพลเบมผู้นี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงโค่นล้มลายอส คอสซูท(Lajos Kossuth)ลงจากบัลลังก์อำนาจเหนือบูดาเปสต์

ชั่วศตวรรษเศษหลังมานี้ ทั้งสองชาติกลับเข้าสู่เส้นทางขนานของประวัติศาสตร์ในสภาพต่างกันสุดขั้ว หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงโปแลนด์และฮังการีต่างได้รับเอกราชอันเป็นผลจากสนธิสัญญาแวร์ซาย และกระโจนเข้าห้ำหั่นกันในสงครามปักปันเขตแดน ความเฟื่องฟูของลัทธิชาตินิยมช่วงทศวรรษ 1920 กดดันสองชาติให้ใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดน และpoznan-uprzสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง โปแลนด์และฮังการีกะปลกกะเปลี้ยอีกครั้ง  ค.ศ.1948 สตาลินก็กวาดทั้งสองชาติมาอยู่ใต้อาณัติโซเวียตสำเร็จ และเลือดก็นองปฐพีโปแลนด์และฮังการีอีกครั้งจากเหตุการณ์กวาดล้างผู้ลุกฮือในพอสนัน(Poznań) และบูดาเปสต์(Budapest) ใน ค.ศ.1956 หลังจากนั้นสองชาติจึงเข้าสู่ภาวะปกติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติรุดหน้าได้ตามอัตภาพ สองชาติหลุดบ่วงคอมมิวนิสต์ ใน ค.ศ.1989 และหลังจากนั้นก็ยื่นความจำนงสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปีเดียวกัน

แต่ทั้งสองชาติก็แตกต่างกันสุดขั้วในหลายแง่มุม ประการแรก ฮังการีเป็นชาติแรกที่สถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์แบบรัสเซียโดยปราศจากการชี้นำจากรัฐแม่แบบ กระนั้นระบอบสาธารณรัฐจากดำริและการนำของเบลา คุน(Béla Kun)ก็ดำรงอยู่ได้ไม่ถึงปีนับจาก ค.ศ. 1919 อย่างไรก็ดี ความผันผวนดังกล่าวก็เป็นบ่อเกิดของตำนานการพลีตนในหลายมิติของความศรัทธา คอมมิวนิสต์เลือดฮังกาเรียนรุ่นกระทงหลายพันคนเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกบอลเชวิกในสงครามกลางเมืองรัสเซียระหว่างค.ศ.1918-1921

โปแลนด์กลับวางตัวอยู่ขั้วข้ามในสมรภูมิ หลังจากโงหัวไม่ขึ้นอยู่ใต้การยึดครองของรัสเซียนานกว่า 150 ปี ความรู้สึกต่อต้านโซเวียตแผ่ซ่านไปทั่วทุกหัวระแหงในสังคมโปแลนด์ ครั้นไก่อ่อนคอมมิวนิสต์รัสเซียเผชิญมรสุมใน ค.ศ.1921 โปแลนด์ก็ไม่รั้งรอจะก่อหวอดเพื่อปลดแอก ก่อนจบลงด้วยการประนีประนอมแบบหน้าชื่นอกตรมของทั้งสองฝ่าย หลังจากต่างฝ่ายต่างสูญเสียเลือดเนื้อเป็นค่าโง่กันไปพอสมควร ข้อแตกต่างประการที่สอง คือ ประสบการณ์ที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่สอง ปฏิบัติการบุกยึดโปแลนด์ในชั่วข้ามคืนโดยเยอรมัน ถือเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งให้ลุกลามทั่วภาคพื้นยุโรป มีการเข่นฆ่านักโทษwarsaw-uprising-001ชาวยิวที่ก่อการแข็งข้อในวอร์ซอวขนานใหญ่ในค.ศ.1943 จนเผ่าพงศ์ยิวแทบสูญสิ้นไปจากโปแลนด์(ชาวยิวต้องเผชิญกับนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากนาซีในกาลต่อมาอยู่ดี) ชาววอร์ซอวจำนวนมหาศาลถูกกวาดต้อนสู่ค่ายมรณะ ทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลองสังเวยความระห่ำของกำลังรบเยอรมัน อีกด้านหนึ่งใน ค.ศ.1944 เยอรมันก็กรีธาทัพบุกฮังการีหลังจากเหลืออดกับท่าทีไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจากฝ่ายหลัง แต่หลังการเข้าปลดแอกและอารักขาต่อมาอีกระยะโดยโซเวียต ฮังการียุคหลังสงครามก็ลืมตาอ้าปากและปรับสภาพเข้ากับระเบียบภูมิศาสตร์การเมืองใหม่โดยปราศจากภาพอันน่าสะพรึงกลัวของสงครามตกค้างอยู่ในห้วงคำนึง

ห้าปีระหว่างการทนทุกข์กับสงครามโลกครั้งที่สองถือเป็นโศกนาฏกรรมแห่งชาติของชนชาวโปล มีเพียงวีรกรรมบนความพ่ายแพ้จากการจับอาวุธลุกขึ้นสู้คอยปลอบประโลม และตกผลึกเป็นตำนานเล่าขานถึงผ่านวรรณกรรม ศิลปกรรม และภาพยนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ฮังกาเรียนหาเป็นเช่นนั้นไม่ พวกเขาไม่มีตำนานอันเป็นผลผลิตจากครั้งกระนั้นให้สืบสานและปลงตกกับความทรงจำอันคลุมเครือและอิหลักอิเหลื่อ

มีต่อ

แปลจาก

Rucinski, Krzysztof.“Two men against history: A comparative analysis films by Miklós Jancsó and Andrzej Wajda”.http://www.kinoeye.org/03/03/rucinski03.php

โรมาเนียมาช้าแต่มาแล้ว 1: บูรพาผงาด

leave a comment »

บูรพาผงาด

ในรายงานผลการสำรวจหัวข้อ New Cinema in Eastern Europe ที่อลิสแตร์ ไวท์(Alistair Whyte) เสนอต่อ Studio Vista เมื่อค.ศ.1971 มีการบรรยายถึงวงการภาพยนตร์ของโรมาเนียไว้เพียง 2 ประโยค หนึ่งในสองนั้นระบุว่า หนังการ์ตูนสัญชาติโรมาเนียพอดูได้ แต่หนังใหญ่หาดียาก คำว่า“หาดียาก”หากพูดแบบมะนาวไม่มีน้ำตามประสานักวิจารณ์ผู้คร่ำหวอด ก็คือ ดีตามเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ไม่มีบุญตาจริง ๆ ไม่มีทางได้ดู แต่จะไปโทษไวท์ก็คงไม่ได้เพราะหากไม่นับการมีผลงานของลูเชียน ปินทิลี(Lucian Pintilie – อีกประโยคหนึ่งในรายงาน ไวท์จัดสัมปทานไว้อธิบายการออกเสียงเรียกชื่อผู้กำกับรายนี้)เข้าร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์แล้ว ภาพยนตร์ของโรมาเนียในช่วงคริสตทศวรรษ 1960 ถึง 1980 ก็มีชะตากรรมเช่นเดียวกับความเป็นไปของประเทศ นั่นคือ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

การณ์ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ผู้กำกับดาวเด่นในยุโรปยุคนี้ล้วนมาจากคาบสมุทรบอลข่าน ไม่ว่าจะเป็นบอสเนีย บัลกาเรีย แม้กระทั่งอัลบาเนีย (ไม่เชื่อลองย้อนสำรวจงานของอาร์ตัน มินาโรลลี – – Artan Minarolli – – ผู้กำกับ The Moodless Night ผลงานสุดฮือฮาใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดามประจำค.ศ.2004) แต่ในกรณีของโรมาเนียนั้น กว่าคลื่นลูกใหม่ระลอกแรกจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างก็ต้องรอให้อนุชนรุ่น 20 ต้น ๆ เมื่อครั้งการอภิวัฒน์ธันวาคม 1989 เติบโตและผ่านโลกมาเป็นผู้กำกับในวัย 40

โรมาเนียยังต้องเผชิญกับความผันผวนและสภาพเศรษฐกิจตกต่ำต่อมาอีกหลายปีให้หลัง อันเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญทุกรกริยาโดยมีสมาชิกภาพของชุมชนทุนนิยมโลกเป็นมรรคผล แต่จะว่าไปหนังรุ่นปัจจุบันของโรมาเนียหรือจะกล่าวให้ตรงเป้าคือหนังที่ผลิตเพื่อสนองตอบแมวมองและกรรมการจัดงานตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติและสายส่งป้อนโรงอาร์ตเฮาส์นั้นยังปกคลุมด้วยเงาของเหตุการณ์ ค.ศ.1989 (รวมถึงคืนมหาวิปโยค – – ตลอดจนปฏิกิริยาลูกโซ่นำมาซึ่งเหตุการณ์ 22 ธันวาคม อันเป็นการปิดฉากระบบเผด็จการ 24 ปีภายใต้นิโกไล เชาเชสกู) ผู้ชมชาวโรมาเนียเองมีรสนิยมหลากหลาย เอาแน่ไม่ได้ จากข้อมูลเท่าที่สืบย้อนหลังได้ หนังขวัญใจมหาชนเรื่องหลังสุดของโรมาเนีย คือ Love Sick งานค.ศ.2006 ของผู้กำกับทิวดอร์ จิเออร์จิอู(Tudor Giurgiu) นั้นเป็นงานตลกฟูมฟายสั่ว ๆ เล่าเรื่องความรักระหว่างเด็กนักเรียนหญิงคู่หนึ่ง แต่หากพิจารณาจากรายได้ วงการหนังโรมาเนียยุคหลังการปฏิวัติ 1989 ยังเป็นรองยุคก่อนหน้านั้นอยู่หลายขุม

อุตสาหกรรมหนังโรมาเนียยุคเชาเชสกูอยู่ภายใต้การบริหารเบ็ดเสร็จของรัฐเช่นเดียวกับในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกอื่น ๆ รายได้จากยอดขายตั๋วราว 95 ล้านใบต่อปีในตลาดที่มีกำลังซื้อราว 20 ล้านคนนับว่าเฟื่องฟูพอตัว และต้องถือว่าสวยหรูเมื่อเมื่อเทียบกับสถิติการตีตั๋วเข้าชมเพียง 2.7 ล้านใบในค.ศ.2006 อันเป็นช่วงซบเซาสุดขีด 4m3w2d-10หนังในยุคโน้นเน้นเอาใจผู้ชมในประเทศ นาน ๆ ครั้งถึงจะโผล่หน้าไปประชันตามเทศกาลประกวดระดับนานาชาติ ต่อให้เป็นเวทีเฉพาะของเหล่ารัฐบริวารโซเวียต อาทิ เทศกาลภาพยนตร์มอสโก หรือคาร์โลวี วารี(Karlovy Vary)ก็ตาม แต่หนังเหล่านั้นก็หาได้สะท้อนหรือข้องเกี่ยวกับชีวิตผู้ชม “เป็นการหลับหูหลับตาถ่ายทอดภาพชีวิตผู้คน” คริสเตียน มุนจิอู(Cristian Mungiu) ผู้กำกับ 4 Months, 3 Weeks and 2 Days ให้ทัศนะ “ภาพบนจอไม่ได้ใกล้เคียงกับทัศนะของชาวบ้านตามวงสนทนา” ผู้กำกับผู้ตอกย้ำความเกรียงไกรของหนังโรมาเนียด้วยรางวัลปาล์มทองคำประจำ ค.ศ.2007 บรรยายสรรพคุณเสริม

ถึงจะไร้เงามารผจญเชาเชสกู แต่เกียรติภูมิบนเวทีนานาชาติของหนังโรมาเนียช่วงคริสตทศวรรษ 1990 กลับต้องฝากไว้บนบ่าผู้กำกับปินทิลีเพียงลำพังจากหนังสองเรื่องของเขาคือ The Oak และ Terminus paradis งานในค.ศ.1992 และ 1998 ตามลำดับ ทั้งที่ปินทิลีเองต้องแบ่งภาคทำงานทั้งเบื้องหลังละครเวทีควบคู่กับหลังกล้องถ่ายหนังและยังต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างปารีสกับบูคาเรสต์ ปินทิลีผู้นี้ถือเป็นสะพานทอดเชื่อมภารกิจผู้กำกับรุ่นก่อนสู่รุ่นหลัง เนื่องจาก คริสติ ปูย(Cristi Puiu)ผู้ซึ่งในกาลต่อมาจะดังเป็นพลุแตกจาก The Death of Mr.Lazarescu นั้นเคยทำงานร่วมกับปินทิลี ใน Niki and Flo หนังสะท้อนความร้าวฉานระหว่างอดีตนายทหารกับลูกเขยหัวก้าวหน้ามาแล้วใน ค.ศ. 2003 แม้ว่าภายหลังทั้งสองจากแตกคอกันและปูยขอถอนชื่อตนเองออกจากการเป็นคณะทำงานหนังเรื่องนั้น ปูยดึงบทมาขัดเกลาและถ่ายทำออกมาเป็นหนังสั้นความยาว 13 นาที โดยให้ชื่อว่า Cigarette and Coffe ก่อนส่งเข้าฉายประกวดและคว้ารางวัลหมีทองคำมาจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเบอร์ลิน

มนุษย-ภาพยนตร-นิยม(Cinematic humanism)

lazares-8คลื่นลูกใหม่ของวงการหนังโรมาเนียประกาศศักดาได้อย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อ The Death of Mr.Lazarescu ได้รับเกียรติฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในอีกสองปีหลังจากนั้น บทบันทึกเหตุการณ์ในคืนเคราะห์หามยามร้ายของชายชราผู้อาภัพบริการสาธารณสุขในหนังเรื่องนี้นำธงโรมาเนียไปโบกสะบัดบนเวทีภาพยนตร์โลกอย่างสง่างาม แม้ชื่อเสียงเรียงนามของหนังจะเข้าขั้นเป็นกาลกิณีตามตำราการตลาด ผลงานของปูยเรื่องนี้ถือเป็นต้นแบบของหนังในช่วง 2 – 3 ปีต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการดูดซับรายละเอียดไว้แน่นเอียดในระวางฝีภาพยาว และการตรึงกล้องคอยท่า สุดแล้วแต่เหตุการณ์ใดจะผ่านเข้า-ออกหน้ากล้อง ธรรมชาติของการแสดงและบทพูดง่าย ๆ จากใจ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รถพยาบาล หรือหมอ ต่างชวนให้เข้าใจผิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นงานสารคดีทั้งที่เป็นเรื่องสมมติ หนังพึ่งพาแม่ไม้กลบทภาษาหนังเพียงแต่น้อย มิใช่ด้วยเป็นการปวารณาตนตามลัทธิด็อกมา(เดชะบุญ หนังไม่ได้ประทับตราสำนักด็อกมา – Dogme) แต่ผลงานหนังแนวมนุษยนิยมปลอดมารยาเรื่องนี้ เป็นอานิสงส์จากความอุตสาหะในการเคี่ยวบท การคัดเลือกตัวแสดง และการแสดง

12:00 East of Bucharest งานค.ศ.2004 ของคอร์เนลิอู โปรอมโบอู(Corneliu Poromboiu)รับช่วงภารกิจตีแผ่แดกดันต่อมาโดยจับเหตุการณ์ช่วงโรมาเนียล่มสลายมาร่อนหาตะกอนความทรงตำผ่านตะแกรงภววิทยา ลีลาของโปรอมโบอูไม่ถึงกับแหวกแนวสุดโต่งแต่กินขาดในด้านความครื้นเครง โดยเฉพาะในฉากปัญญาชนเมาน้ำลาย(อาจเป็นเหล้าก็ได้)สาวไส้บทบาทของตนเองในขบวนการปฏิบัติ ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ อันถือเป็นเรื่องปกติในแถบบอลข่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรมาเนีย

paper1

The Paper Will Be Blue

The Paper Will Be Blue งานค.ศ.2006 ของราดู มุนเทียน(Radu Muntean)ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้ช่วงเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีเชาเชสกูเป็นฉากหลัง หนังเล่าเหตุการณ์ย้อนรอยชะตากรรมของตัวเอก ไล่ตั้งแต่ถูกเรียกเข้ารายงานตัวกับกองทัพในคืนจลาจล จนกระทั่งถึงการปะทะขั้นแตกหักในช่วงเช้ามืดดังเป็นที่รู้กัน ส่วน How I Spent the End of the World งานค.ศ.2006 โดยผู้กำกับคาตาลิน มิตูเลสกู(Catalin Mitulescu) เป็นการย้อนรำลึกถึงยุคปฏิวัติ ผ่านสายตาค่อนข้างปลอดอคติของเด็ก 7 ขวบ และเชือดเฉือนความรู้สึกน้อยกว่า หนังทั้งสองเรื่องตอกย้ำว่าเหตุการณ์ปฏิวัติ 1989 ไม่เพียงเป็นวัตถุดิบยอดนิยมของคนทำหนังรุ่นใหม่ของโรมาเนีย ในฐานที่จุดพลิกผันในชีวิต และบ่อเกิดประสบการณ์รันทด ๆ ของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันก็ถือเป็นสัญญาณของการตั้งลำขับเคลื่อนสู่ทิศทางใหม่

หนังที่สะท้อนภาพสังคมโรมาเนียหลังระบอบเชาเชสกูล่มสลายได้ชัดเจนกว่าใครเพื่อนต้องยกให้ California Dreaming งานสุดอลังการและบ้าบิ่นจากค.ศ.2007 ของผู้กำกับคริสเตียน เนเมสกู(Cristian Nemescu) แม้จะดูขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้าง(อาจเพราะตัวผู้กำกับและผู้กำกับเสียง อังเดร ตันกู(Andre Toncu)ด่วนลาโลกไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งที่งานตัดต่อหนังยังค้างคาอยู่) แต่ต้องยกประโยชน์ให้กับตั้งใจจริงและอาจหาญในการนำเหตุการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อหรือวิกฤตการณ์มาขยายความ หนังเล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งขบวนรถไฟของนาวิกโยธินสหรัฐจำต้องมาค้างเติ่งคารางอยู่ ณ สถานีแห่งหนึ่งในชนบทเพียงเพราะความไร้ประสิทธิภาพของระบบว่าราชการและอาการหายใจเข้าออกเป็นสงครามของนายสถานี หนังเริ่มเรื่องจากทีเล่นทะเล้น บ้องตื้นและน่าสมเพชตามตำรับบอลข่าน บุคลิกตัวละครมีสีสันจัดจ้าน จากนั้นเรื่องราวค่อย ๆ เขม็งเกลียวสู่ทีจริงอันเหี้ยมเกรียม หนังตอกย้ำประเด็นค้างปีค้างชาติไม่เฉพาะที่เกิดกับโรมาเนีย แต่เป็นสภาวะปกติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอุทาหรณ์จากการดำเนินนโยบายทำสงครามกับการก่อการร้ายของสหรัฐ แม้จะผิดแผกกันสุดขั้วแต่คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า California Dreaming และ 4 Months, 3 Weeks & 2 Days ของผู้กำกับมุนจิอูคือหัวหอกสองแรงแข็งขันในการบุกเบิกหนทางเกียรติยศแก่คลื่นลูกใหม่วงการหนังโรมาเนีย

California Dreamin' (Endless)

หงิม ๆ หยิบชิ้นปลามัน

ในความสดดิบ สมบุกสมบันและถึงลูกถึงคน ถึง 4 Months, 3 Weeks & 2 Days จะถ่ายทอดเหตุการณ์ผ่านพฤติกรรมและบทบาทของตัวละครด้วยน้ำเสียงสมน้ำหน้า แต่ก็ปันใจช่วยตัวละครให้บรรลุเป้าหมายอยู่ในที ลีลาเช่นนี้ประพิมพ์ประพายกับงานของเคน ล็อค(Ken Loach) ล็อคนิยมเปิดโอกาสให้นักแสดงและตากล้องบรรเลงฝีมือกันเองได้เต็มที่ โดยจะคุมเข้มเฉพาะงานบันทึกเสียงบทพูด “ช่างเสียงไม่ชอบขี้หน้าผม” มุนจิอูกล่าวติดตลก “แต่ผมมองว่าความรู้สึกและความในใจต้องเผยกันเบา ๆ แผ่ว ๆ ผมไม่ถูกโรคกับเสียงเอ็ดตะโรแปดหลอด”

4m3w2d-8

มุนจิอูอาศัยวิธีการผลิตและกระบวนการย่อยเนื้อหาสาระเป็นเบ้าหลอมสุนทรียภาพ “ผมเอาง่ายและตรงไปตรงมาเข้าว่า และจะไม่อ้างสิทธิ์ความเป็นผู้กำกับเข้าไปบิดเบือนธรรมชาติ ที่สำคัญต้องไม่ดัดจริต ผมหั่นฉากน้ำเน่า ๆ ออกจนเกลี้ยงในขั้นลำดับภาพ” ท้ายที่สุดเขาก็สรุปถึงหลักในการทำงาน 2 ข้อ หนึ่งคือ ลงพื้นที่ และหนีบกล้องไปเก็บภาพกันสด ๆ สองคือ การเก็บเกี่ยวรายละเอียด เขาชอบไปคลุกคลีอยู่ในสถานที่จริง และพินิจพิเคราะห์เงื่อนงำ จากนั้นก็ผูกเรื่อง และวางตัวนักแสดงเช่นเดียวกับงานละครเวที จุดชนวนความเคลื่อนไหวแก่เวที แล้วจึงเอากล้องเข้าสู่ภาคสนามและซักซ้อมอีก 2-3 รอบ จนกระทั่งทุกคนเข้าใจและขึ้นใจ ถึงจะเริ่มถ่ายทำจริง

มุนจิอูมองว่ายังไม่มีรูปการผนึกตัวหรือผูกขาดทางความคิดถึงขั้นสถาปนาแบบแผน ค่านิยม หรือคติการสร้างงานในหมู่ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่โรมาเนีย แต่ละคนยังมีมุมมองในการตีความหนังเป็นเอกเทศต่อกัน แม้จะพ้องพานกันบ้างในเรื่องการถ่ายภาพ มุขตลก หรือกลวิธีกำกับตัวแสดง ลักษณะร่วมประการสำคัญจริง ๆ น่าจะอยู่ตรง พวกเขาแทบทั้งหมดอยู่ในวัยย่าง 40 อันเป็นช่วงวุฒิภาวะทางอารมณ์สุกงอมได้ที่สำหรับการเปิดกรุความหลังในวัยเยาว์ออกมาเล่าด้วยน้ำเสียงปกติ

ความเสียหายอันเกิดจากการชะงักงันหรือขาดช่วงวิวัฒนาการอาจประมาณการได้จากสภาพดักดานสมบูรณ์แบบในงานจากผู้กำกับรุ่นเก่าเก็บ ไม่นานมานี้มีการขุดกรุงานของผู้กำกับราดู กาเบร(Radu Gabrea)มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งทรานซิลวาเนียอันมีเมือง Cluj Napoca เป็นเจ้าภาพ หนังกรณีตัวอย่างเรื่องนี้แรกทีเดียวผลิตขึ้นเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ก่อนที่กาเบรจะหันมาจับงานหนังฉายโรงในค.ศ.1969 กาเบรผู้นี้ปักหลักทำงานอยู่ในเยอรมันอันมีทุนอุ่นหนาฝาคั่งรอเขาอยู่เสมอ Beheaded Rooster กล่าวถึงชะตากรรมของชาวบ้านในถิ่นไซเบนบูรก์เกอร์ซัคเซน(Siebenburger Sachsen) ชุมชนภาษาถิ่นเยอรมันทางตอนเหนือของอนุทวีปทรานซิลวาเนีย ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุที่ชุมชนชาวโรมาเนียลิ้นเยอรมันในเรื่องฝักใฝ่ฮิตเลอร์อย่างถวายหัว ภายหลังโรมาเนียแปรพักตร์ในค.ศ.1944 ชุมชนแห่งนี้จึงตกเป็นเป้าทิ้งระเบิดถล่มจากทางการ ครั้นคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายเรืองอำนาจ ชาวบ้านย่านนี้ก็ไม่วายถูกเกณฑ์เข้าค่ายใช้แรงงานของโซเวียต ด้วยเนื้อเรื่องเข้มข้นออกปานนั้น และแม้จะไม่ถือสากับความกเฬวรากในการให้ชื่อภาษาอังกฤษ หนังของกาเบรก็คงไม่ถึงกับขี้เหร่ หากไม่บังเอิญว่าในเทศกาลเดียวกัน มีงานบอกเล่าโศกนาฏกรรมแห่งไซเบนบูรเกอร์ชัคเซนอีกเรื่องร่วมฉายคือ Beyond the Forest สารคดีฝีมือเจอรัลด์ อิกอร์ ออเซนแบร์เกอร์(Gerald Igor Hauzenberger) การณ์กลับกลายเป็นว่า แม้จะเป็นงานอิงประวัติศาสตร์อันรันทดของไซเบนบูรเกอร์เหมือนกัน แต่งานของออเซนแบร์เกอร์กลับกล้ากรีดหนองกรองความจริงด้วยการถ่ายทอดห้วงประสบการณ์จากอดีตผ่านสายตาชาวไซเบนบูรเกอร์ผู้รอดชีวิตรายสุดท้าย ส่งผลให้งานของกาเบรดูรุงรังด้วยตัวละครในเครื่องเครื่องสีสันบาดตา เรื่องราวการทรยศหักหลัง จองเวรล้างแค้น ตัวโกงปัญญาอ่อน และการชิงรักหักสวาทไปถนัดตา

The End of the World

The End of the World

แต่อีกฟากของด้านสว่าง ย่อมมีข้อเท็จจริงรอโอกาสเผยตัว นั่นคือ อาการเคว้งคว้างมะงุมมะงาหราหลังสิ้นแอกชี้นำของเชาเชสกู ดังที่มิตูเลสกูเหน็บแนมไว้พอเป็นกระสายใน The End of the World คุณค่าความหมายแต่เก่าก่อนของชาติโรมาเนียนั้นพินาศไปในชั่วสัปดาห์เดียวของเดือนธันวาคมค.ศ.1989 คนทำหนังรุ่นหลังของโรมาเนียตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอกทางวัฒนธรรม โรมาเนียไม่มีหน่ออ่อนของขบวนการทำหนังใต้ดินหรือแนวปฏิกิริยารอโอกาสชูช่อไสวยามฟ้าหลังฝนเฉกเช่นในเช็ค โปแลนด์ หรือฮังการี การไม่มีปูชนียผู้กำกับแห่งยุคคริสทศวรรษ 1960 เป็นต้นแบบให้เหมือนวงการภาพยนตร์โปแลนด์ และเช็ค สถานภาพของวงการหนังโรมาเนียจึงหนีไม่พ้น “ยังมองไม่เห็นอนาคต(“Romania Year Zero”)” อันเป็นนิยามติดปากของบรรดาเกจิหนังยุโรปตะวันออกฐานคนดูอยู่ไหนกัน
ยุคใหม่ของวงการหนังโรมาเนียเพิ่งเปิดฉาก เช่นเดียวกับชาติรัฐโรมาเนียที่เพิ่งได้สมาชิกภาพสหภาพยุโรป(เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.2007) ทุกวันนี้ สัญญาณการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นร้านขายโทรศัพท์มือถือ กิจการขายรถยนต์ และร้านวางจำหน่ายสินค้าเครื่องอุปโภคในชีวิตประจำวันซึ่งนำเข้าจากฟากยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา เริ่มแพร่ระบาดซอกซอนเข้าไปถึงหัวเมืองต่างจังหวัดการหาทุนสร้างหนังในโรมาเนียยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนัก เหมือนที่ผู้กำกับมิตูเลสกูหยิกเล็บเจ็บเนื้อตัวเองไว้ว่า “เราเก่ง เราพร้อม แต่เราไม่มีเงิน” ช่วงต้นปี ค.ศ.2000 ทางการได้จัดตั้ง ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ(National Centre of Cinematography; CNC)ขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนกิจกรรมภาพยนตร์ งบประมาณดำเนินงานปีละ 8 ล้านยูโรของศูนย์ไม่ได้มาจากรัฐบาลโดยตรงแต่จะเป็นการจัดสรรจากกองรายได้ภาษีสรรพสามิต และมีความเป็นไปได้สูงที่ในระยะอันใกล้นี้อาจมีออกสลากมาขายเพื่อระดมทุนเพิ่มแก่ศูนย์ การให้ทุนสนับสนุนแก่หนังแต่ละเรื่องจะเป็นในลักษณะสมทบจ่าย ทั้งนี้ศูนย์ ฯ จะอนุมัติเงินสมทบให้มากสุดไม่เกินกึ่งหนึ่งของงบประมาณดำเนินสร้างหนังแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ขึ้นกับผลการพิจารณา
ข้อดีของระบบนี้อยู่ตรงการรับฟังความคิดเห็นของคนทำหนังท้องถิ่น และมีการทบทวนบทบาทขององค์กรเป็นระยะ ยูเจ็น เซอร์บาเนสกู(Eugen Serbanescu)ผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติสารภาพว่าศูนย์ ฯ เคยตายน้ำตื้นเพราะระเบียบอันหยุมหยิมที่วางไว้เองมาแล้ว เป็นต้นว่า การปฏิเสธคำขอรับทุนสนับสนุนโครงการสร้างหนังเรื่องต่อจาก Mr.Lazarescu ของผู้กำกับปูย ด้วยเหตุที่เขามีบทหนังความยาวเพียง 3 หน้าส่งมาให้พิจารณา แต่เซอร์บาเนสกูก็ออกตัวว่าระยะหลังได้มีการแก้ไขระเบียบและทางศูนย์ก็ยินดีรับพิจารณาหากปูยเสนอเรื่องเข้ามาอีกครั้ง นอกจากนี้แล้ว ยังมีระเบียบที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมายกใหญ่ ก็คือ การกำหนดให้ผู้ประสงค์จะเสนอโครงการจะต้องไม่เปิดเผยชื่อจริงเพื่อมิให้เกียรติภูมิในระดับนานาชาติของผู้เสนอโครงการสร้างแรงกดดันต่อกรรมการ ก็ “ตอนปูยได้รับรางวัล เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุนสร้างหนังของเขามาจากการอนุมัติของเรา ก็ใช่ว่าระเบียบจะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพียงแต่ก็ต้องค่อย ๆ ขยับขยายปรับปรุงกันไป เราเองก็อยากให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมามากขึ้น”แต่การอัตคัดทุนสร้างยังไม่สร้างปัญหาหนักอกเท่าสร้างเสร็จแล้วหาโรงฉายไม่ได้ คลูจ์(Cluj) อันเป็นหัวเมืองเอกทางการอุดมศึกษา และมีประชากรร่วม ๆ 260,000 คนนั้น มีโรงหนังดำเนินกิจการอยู่เพียง 1 โรง อีก 2 แห่งมีแต่โรงไม่มีหนังมาลง ด้วยความหนาแน่นของประชากรขนาดเดียวกัน หากเป็นหัวเมืองในสหราชอาณาจักรอาจมีโรงหนังมากถึง 20 โรง ในวาระที่เมืองซิบิอู(Sibiu)ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลภาพยนตร์ทรานซิลวาเนียประจำ ค.ศ.2007 ซ้ำเป็นปีที่สองติดต่อกัน ผู้บริหารของเมืองถึงกับต้องจัดสร้างโรงภาพยนตร์เฉพาะกิจเพิ่มเติมเพื่อรองรับการดำเนินกิจกรรม เนื่องจากเมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปประจำค.ศ.2007 แห่งนี้นั้น มีโรงฉายภาพยนตร์อยู่เพียง 1 โรง และโรมาเนียทั้งประเทศก็มีโรงหนังอยู่เพียง 65 แห่ง
a scene from California Dreamins(Endless)

a scene from California Dreamin'(Endless)

แม้จะมีกลุ่มทุนข้ามชาติ เช่นจากอิสราเอลที่ไปปักหลักอยู่ในวอร์ซอวมาระยะหนึ่ง เป็นต้น ขนเงินไปลงทุนสร้างอัครสถานบันเทิงครบวงจรในบูคาเรสต์ แต่ก็นับเป็นว่าเสี่ยงต่อการม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนเวลาอันควรและเสียหน้าไม่น้อย เนื่องจากเม็ดเงินเฉลี่ยต่อคนต่อปีที่พลเมืองชาวโรมาเนียจ่ายเป็นค่าตั๋วหนังในค.ศ.2007 นั้น ตกอยู่ราว 4 เซ็นต์ แม้จะกระเตื้องขึ้นมากจาก 1 เซ็นต์ในค.ศ.1996 กระนั้นก็ยังนับเป็นหนึ่งในสถิติการใช้จ่ายเงินเพื่อการดูหนังที่ต่ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การณ์หากยังคงเป็นไปเช่นนี้ย่อมไม่อาจคาดการณ์เป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากว่า ต่อให้มีหนังไปสร้างชื่อในระดับนานาชาติไว้กระฉ่อนเพียงใด หากขาดแรงหนุนเนื่องจากตลาดภายในประเทศเสียแล้ว ความรุ่งโรจน์ของวงการหนังโรมาเนียก็คงเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

แปลจาก
Roddick, Nick. 2007. “Eastern Promise“. www.bfi.org.uk/sightandsound/feature/49399

โรมาเนียมาช้าแต่มาแล้ว 3: 4 Months, 3 Weeks and 2 Days

leave a comment »

 
วงการหนังโรมาเนียกระปรี้กระเปร่าผิดหูผิดตาและยังจะคึกคักไปได้อีกพักใหญ่ด้วยบารมี 6 รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ระหว่างค.ศ.2004 ถึง ค.ศ.2007 ล่าสุดในค.ศ.2007 คริสเตียน มุนจิอู(Cristian Mungui)ตอกย้ำความเกรียงไกรของหนังโรมาเนียด้วยการคว้ารางวัลสูงสุด(Palm d’Or)ของเทศกาลดังกล่าวจากผลงานเรื่อง 4 Months, 3 Weeks and 2 Days

4m3w2d-5หนังเรื่องนี้ได้ชื่อว่าเป็นมิติขนานของหนังเรื่อง The Death of Mr.Lazarescu ของผู้กำกับคริสติ ปูย(Cristi Pui)(หนังเจ้าของรางวัล Un Certain Regard ประจำค.ศ.2005) เพราะต่างก็ประชดส่งการประคับประคองชีวิตด้วยท่าทีครื้นเครง และมีการหยิบยกจินตภาพอันเป็นปฏิกิริยาสนองต่อความเป็นความตายมาแทงใจดำซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนังทั้งสองเรื่องถึงพร้อมด้วยลำหักลำโค่นการสร้างดุลยภาพการเล่า โดยการถ่ายทอดสภาพอันชวนสังเวช เห็นอกเห็นใจตัวละครในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานหรือจนแต้ม พร้อม ๆ ไปกับฉุดรั้งคนดูไม่ให้ลงเรือลำเดียวกับตัวละคร นอกจากนั้นยังลากไส้กระบวนการย่ำยีร่างกายและจิตใจมนุษย์ของสังคมและการเมืองออกมาวางแผ่ต่อหน้าคนดูโดยปราศจากการชี้นำ ฝีภาพยาวของหนังร่ายบรรเลงความเป็นไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าด้วยความลื่นไหล พื้นที่และเวลาของเหตุการณ์ในหนังหล่อหลอมเป็นเนื้อเดียว

อย่างไรก็ตาม 4M, 3W & 2D นั้นผิดแผกกับ Lazarescu แทบจะโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยท้องเรื่องเหตุการณ์ของ 4M, 3W & 2D เป็นห้วงอดีต แม้จะได้แรงบันดาลใจจากการล่มสลายของระบอบเชาเชสกูเช่นเดียวกับหนังโรมาเนียอีกหลายต่อหลายเรื่อง เช่น The Paper Will Be Blue, How I Spent the End of the World และ 12:08 East of Bucharest ทว่าบรรยากาศที่ห่อหุ้ม 4M, 3W & 2D กลับเป็นความเงียบหงอย อิดโรย และปึงชาของลมหายใจเฮือกท้าย ๆ ของยุคคอมมิวนิสต์ ในอีหรอบเดียวกับหนังสัญชาติเยอรมันสองเรื่อง คือ Good Bye, Lenin! และ The Lives of Others หนังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการปฏิวัติ อย่าว่าแต่เศษเสี้ยวความวุ่นวายของการประท้วง มุนจิอูเน้นฉายภาพพลเมืองหลบเลี่ยงกฎเหล็กโดยยอมไปตายเอาดาบหน้า ณ ชายขอบของสังคม มากกว่าภาพมิคสัญญีทางการเมืองและเศรษฐกิจอันจะนำความพลิกผันครั้งมโหฬารมาสู่สังคมไม่นานหลังจากนั้น แม้กระนั้น ทุกอณูของหนังก็อัดแน่นด้วยขุมพลังไม้ซีกที่จ้องจะขัดแข้งขัดขาไม้ซุงอย่างกลไกของรัฐ

4m3w2d-121

4M, 3W & 2D เป็นปฐมบทของมหากาพย์เรื่องเล่าอันมีคริสตทศวรรษ 1980 เป็นฉากหลังของมุนจิอู ในชื่อ Tales from the Golden Age หนังใช้สภาพสังคมปลายยุคเชาเชสกูเป็นฉากหลัง ถ่ายทอดการผจญภัยในปฏิบัติการกำจัดมารหัวขนของสาววัยรุ่นสองคน โอทิเลีย(-Otilia รับบทโดยอนามาเรีย มาริงกา – Anamaria Marinca) ดิ้นรนทุกวิถีทางขอเพียงกาบิตา(-Gabita รับบทโดย ลอรา วาสิลิอู – Laura Vasiliu)ได้สิทธิเข้ารับบริการทำแท้งเถื่อนในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่การหาทางออกเหมือนลิงแก้แหของเด็กเมื่อวานซืนสองคนก็นำมาซึ่งรายการขว้างงูไม่พ้นคอ

ชื่อ 4 Months, 3 Weeks and 2 Days ของหนังเหมือนจะตั้งขึ้นมาเพื่อประชดสภาพมืดแปดด้านในชีวิตตัวละคร(กาบิตา ไม่รู้อายุครรภ์ของตัวเอง) แต่อีกด้านหนึ่งก็ให้อารมณ์ของของการนับถอยหลังสู่ภาวะอันไม่พึงปรารถนาที่รออยู่ภายภาคหน้า ขณะเดียวกันก็เป็นมาตราวัดทางสูตินรีเวชกรรมสำหรับบ่งบอกอายุครรภ์หากอนุมานว่าหนังมีตัวอ่อนเป็นแกนกลางเรื่องราว ชื่อของหนังยังสะท้อนถึงความตึงเครียดอันเป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อคุณค่าของโมงยามที่เหลืออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวของโรมาเนีย หลังจากนั้นไม่กี่ปีเศรษฐกิจและสังคมของโรมาเนียก็ถึงกาลล่มสลาย

4m3w2d-17มุนจิอูคายพิษสงแม่ไม้การเล่าเรื่องซ่อนเงื่อนสารพัดขนานออกมาบีบประสาทคนดูไม่ให้หายใจได้ทั่วท้องกันตั้งแต่เหตุการณ์เปิดเรื่องความยาว 20 นาที ก่อนจะถึงบางอ้อว่าธรรมชาติกำลังจะฉีกหน้ากาบิตา ชั้นเชิงการข่มขวัญคนดูของมุนจิอูไม่เพียงถูกต้องตามตำรับจังหวะจะโคนหนังเขย่าขวัญ(thriller rhythm)ทุกประการ หากยังอาจเหนือชั้นกว่า เพราะเขาแค่พลิกแพลงสภาพแวดล้อมนิดหน่อย ตัวละครก็มีอันขวัญหนีดีฝ่อเป็นวรรคเป็นเวร พลันที่มุนจิอูร่ายมนต์เรียกสายลมแห่งความตายมากระโชกสภาวะไฟลนก้นและลางร้ายเท่านั้น เหตุเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็ตามจองล้างจองผลาญตัวละครไม่ขาดสาย การคลี่คลายปมของหนังแม้ไม่ได้เมามันลุ้นระทึกมากเท่าที่ชื่อหนังชี้ชวน แต่ภาพความโสมมของยุทธจักรการทำแท้งนั้นสมจริงชนิดถึงไหนถึงกัน

เหตุการณ์คาบแรกมาลงเอยตรงที่โอทิเลียสวมวิญญาณเพื่อนใจเหี้ยมของแม่และผลุนผลันออกไปตายดาบหน้าเพื่อหาทางกำจัดมารหัวขนให้เพื่อน หนังเล่าเหตุการณ์ในทำนองคนชั่วในคืนบาปด้วยท่วงทีของงานแนวอาชญวิบากกรรม(noir)เต็มตัวโดยย้อนกลับไปวัดรอยเหตุการณ์ช่วงต้น ๆ ของหนังในปฏิบัติการพลิ้วหนีค่าปรับข้อหาไม่จ่ายค่าตั๋วรถเมล์ของโอทิเลีย สองเหตุการณ์นี้ไม่เพียงกินกันไม่ลงในด้านความสนุกสนานลุ้นระทึก หากยังสะท้อนถึงอนิจลักษณะของครรลองชีวิตอันผูกพันเหนียวแน่นกับค่านิยมกินสินบาทคาดสินบนได้เป็นอย่างดี

4m3w2d-16

แทนที่จะจับความเป็นไปของฝ่ายเด็กสาวตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ มุนจิอูกลับขลุกอยู่กับวีรกรรมอันโลดโผนกับโอทิเลีย เด็กสาวแกร่งผู้ยอมฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวงขอเพียงเพื่อนร่วมห้องผู้โลเลได้เข้าถึงตัวหมอเถื่อน เธอรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางแต่ก็รู้จักยื่นหมูยื่นแมวตามความจำเป็นแก่การมีชีวิตรอดท่ามกลางสังคมอุดมปัญหา และราคาของความรับผิดชอบนั้นแพงหูฉี่ ขณะที่สาวบ้องตื้นอย่างกาบิตาเอาแต่ตีโพยตีพาย หากเป็นหนังเรื่องอื่นโอทิเลียย่อมมีบทบาทเป็นเพียงไม่ประดับกาบิตาผู้ไม่เอาถ่านและไม่คาดคิดว่าตนเองจะต้องเป็นแม่คน มุนจิอูลดสถานะโอทิเลียตกที่นั่งเดียวกับคนดู คอยสังเกตความเป็นไปของเหตุการณ์จากวงนอกเช่นเดียวกันคนดู กลยุทธดังกล่าวถักทอความชิดเชื้อระหว่างคนดูกับโอทิเลีย คนดูได้สัมผัสก้นบึ้งความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ของเธอ ความทุ่มเท เสียสละแรงกล้า ขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงความเหนื่อยยากและกลัดกลุ้มต่อสถานการณ์ จนกระทั่งตกเป็นเหยื่อรายต่อไปเสียเอง

4m3w2d-14ในแง่แบบแผนและกลวิธี หนังของมุนจิอูดาษดื่นด้วยลูกเล่นพื้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเตะถ่วงยืดฝีภาพ มุมกล้องธรรมดา และกรอบภาพจากระยะกึ่งกลางกึ่งไกล(medium-length framing) ผูกฉากด้วยฝีภาพเพียง 1 – 2 ฝีภาพ น้ำเสียงการเล่าขึงขัง ผ่าซาก บ่อนทำลายกำลังขวัญตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าลูกเล่นของมุนจิอูไม่พิสดารแต่ส่งผลเฉียบพลัน ด้วยวัตถุดิบเพียงเท่านี้ มุนจิอูกลับเนรมิตชิ้นงานอันเฉียบฉมัง ทุกฉากทุกตอนของหนังกัมปนาทด้วยอุโฆษแห่งอารมณ์เกรี้ยวกราดขึ้งเครียด แม้กิจกรรมสุดแสนธรรมดาก็อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ทุกเมื่อ การรวบเหตุการณ์ต่าง ๆ ในคาบการเล่าไว้ในฝีภาพเดียว เลี่ยงดนตรีขับคลอ มีเพียงบทเจรจาจากตัวละครในทำนองดอกพิกุลจะร่วง นับว่าผู้กำกับรีดเค้นทรัพยากรความเป็นหนังมาใช้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสเต็มที่ให้นักแสดงบรรเลงลวดลายดื้อตาใสน้ำนิ่งไหลลึกเพื่อถ่ายทอดความทุกข์เวทนาที่ตัวละครเผชิญอยู่ชั่วนาตาปี เสน่ห์ของการผูกฝีภาพตามตำรับมุนจิอูอยู่ตรงมักมีเหตุสะเทือนขวัญโผล่พรวดเข้ามาในเส้นทางการเล่าชนิดไม่มีเค้าลาง

432-003ผู้กำกับภาพ โอเลก มูตู(Oleg Mutu) เคยทำงานกับมุนจิอูมาแล้วในผลงานหนังความยาวมาตรฐานเรื่องแรกของมุนจิอู คือ Occident (งานในค.ศ.2002) ผลงานกำกับภาพ The Death of Mr. Lazarescu ก็เป็นฝีมือของมูตูผู้นี้ หลายฝีภาพได้จากการบันทึกด้วยกล้องขนาดมือถือ กล้องแถมมากับโทรศัพท์เคลื่อนที่ และยังความอกสั่นขวัญแขวนได้เป็นอันมาก ดังจะเห็นได้จากฉากบ่มความฟุ้งซ่าน กระวนกระวายในหัวอกโอทิเลีย หนังพาคนดูตามประกบโอทิเลียนับตั้งแต่เผ่นออกจากเคหสถานแฟนหนุ่ม ผ่านตัวตึก รี่ข้ามสะพานลอย พรวดขึ้นไปอยู่บนรถประจำทาง และแจ้นกลับเข้าโรงแรม ตรงแน่วไปยังห้องที่กาบิตาอาจจะกำลังตกเลือดปางตายอยู่ตามที่คนดูนึกหวั่น กว่าโอทิเลียจะถึงจุดหมายเล่นเอาคนดูแทบอกแตกตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

4m3w2d-3กว่าจะถึงขั้นได้ขูดก้อนเลือดกันจริง ๆ กาบิตาต้องไปเข้าชื่อจับจองขาหยั่งกับหมอเถื่อนเสียก่อน ชื่อของเบเบ(Bebe)ลอยแว่วผ่านเข้าผ่านออกตัวหนังตั้งแต่ต้นจนจบ ฟังจากชื่อช่างแสนจะอบอุ่น เจริญใจ แต่หลังจากดีดลูกคิดรางแก้วถึงความอ่อนต่อโลกของสองลูกค้าหน้าใหม่ พี่แกก็อุปโลกน์ตนเองเป็นผู้ผูกขาดธุรกิจทำแท้งเถื่อน ดับความหวังมิให้สองสาวหันหน้าไปพึ่งคนอื่น จากนั้นก็เล่นตัว แบ่งรับแบ่งสู้เพื่อโก่งราคา กาบิตาบ้องตื้นเกินกว่าจะตามทันลูกล่อลูกชนของเบเบ โอทิเลียจึงตัดรำคาญด้วยการเข้าคุมเกมยื่นหมูยื่นแมวเสียเอง และแล้วสองสาวก็ต้องขนพองสยองเกล้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ว่าจะเสนอเงินให้มากเพียงใจก็ไม่มีทางสนองตัณหาเบเบได้ คนดูหัวหมุนอยู่นานกว่าจะรู้แกวว่ายอดปรารถนาของเบเบก็คือศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงของเด็กสาวทั้งสอง พอได้ลิ้มความกำดัดสมใจอยากเบเบก็เลิกโยกโย้ วลาด อิวานอฟ (Vlad Ivanov)ตีโจทก์แตกกระจุยกับบทหมอเถื่อนสารเลว เลือดเย็น เอื้อนเอ่ยข้อเสนออัปรีย์โดยไม่กระดากปาก โอทิเลียยอมควักเงินส่วนตัวที่มีน้อยนิดแก้ขัดให้กาบิตา ทั้งยังคอยประคับประคองเพื่อนผู้เปราะบางทุกก้าวย่างเพื่อผ่านห้วงเวลาเลวร้ายไปด้วยกันนับเป็นบทพิสูจน์ชัดความปรารถนาดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนของโอทิเลีย

แท้จริงแล้วความเป็นไปนอกคลองจักษุโบยตีความรู้สึกได้รวดร้าวยิ่งกว่า ดังมีให้ลิ้มรสให้หลังฝีภาพยาวถ่ายทอดความคับแค้นสุดแสนวิจิตรของโอทิเลีย ด้วยภาพเรือนผมสีเหลืองซีดจากด้านหลังศีรษะ เหนือเรือนกายสาวรุ่น ในระหว่างโอทิเลียซบพัก4m3w2d-2หักใจอยู่เบื้องหน้าผนังลายน้ำเงินขาวของห้องน้ำ ในฉากสำแดงลวดลายขั้นเทพของมุนจิอูและมูตูนี้ มือพิฆาตมารหัวขนปาฐกถาถึงความสำคัญของความไว้เนื้อเชื่อใจต่อผลการดำเนินกิจการของตน มุนจิอูและมูตูวางยาชากล้องจดหน้าอยู่กับที่เป็นนานสองนานราวกับคล้อยตามน้ำคำนั้น หมอสูติเถื่อนออกไปจากห้อง ทิ้งให้ทุกฝ่ายตั้งตารอ หนังเล่าความด้วยภาพแทนสายตากาบิตา มองท้องตนเองไล่ลงไปถึงหัวเข่า ก่อนกวาดไปทั่วอาณาบริเวณห้อง บ่ายวนกลับมาทบยังเพื่อนของเธอผู้เพิ่งพลีความสาวแลกกับสิทธิ์ในการทำแท้งของเธอมาหยก ๆ ต่างคนต่างพูดไม่ออกอยู่หลายอึดใจ เช่นเดียวกับอีกหลายกิจกรรม กามกิจขัดดอกระหว่างโอทิเลียกับมือพิฆาตมารหัวขนมีขึ้นห่างออกไปจากวงรัศมีทำการด้านภาพของการเล่า(เพียงเล็กน้อย) ฉากสองสาวหักเหลี่ยมเฉือนคมกับเบเบถือเป็นหนึ่งในสามฉากไม้ตายของ 4M, 3W & 2D เพราะไม่เพียงเป็นตัวอย่างของการผูกฉากตามแม่บทด้านภาพ หากฉากนี้ยังตามหลอกหลอนคนดูไปได้อีกนาน

หนังกระชากขวัญคนดูในจังหวะถัดมาด้วยภาพตัวอ่อนมนุษย์ในสภาพไม่พร้อมลืมตาดูโลกกองอยู่แทบพื้นห้องน้ำ กล้องจับภาพจากระยะและมุมคว่ำดาดพอเหมาะกับสายตาคนดูจะแยกแยะได้ถนัดถนี่และสะดุ้งสุดตัวกับภาพก้อนเนื้อสด ๆ เบื้องหน้า อัจฉริยภาพการเล่าของมุนจิอูขยักนี้มีคนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ หลายคนตราหน้าว่าเป็นฉาก”ตีหัวเข้าบ้าน” ในบรรดาฉากมหากาฬด้วยกันฉากเผาหัวเข้าสู่เหตุการณ์ในโรงแรมขึ้นชื่อลือชาในความร้ายกาจหลอกหลอนกว่าเพื่อน แม้จะมีเสียงโจมตีถึงความเกินกว่าเหตุ แต่จำต้องยกประโยชน์ให้อุทาหรณ์ที่มุนจิอูตั้งใจเจียระไนและถ่ายทอด ค่านิยมของทฤษฎีภาพยนตร์สายประเพณีนิยมต่อการเล่าเรื่องเขย่าขวัญอยู่ที่ชั้นเชิงการขยักเม้ม เลียบเคียง เลี่ยงโฉบใจกลางเหตุการณ์อันจะเป็นเบ้าหลอมจินตภาพของคนดูในการแลกเปลี่ยนบทสนทนากับนาฏกรรมเหนือคำบรรยาย หนังควรบอกใบ้เหตุการณ์ไว้เพียงเลา ๆ แม้จะมีหลักฐานสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อยกเว้น หากผู้กำกับจำเป็นต้องส่งผ่านสาระสำคัญและตีแผ่สภาพแท้จริงอันสยดสยองจากวิบากกรรมของตัวละครประสบชนิดทันควัน ในกรณี 4M, 3W & 2D สาระเชิงนามธรรมเป็นที่ประจักษ์แก่คนดูโดยปราศจากอาการเมาทฤษฎีเนื่องจากผู้กำกับมุนจิอูแปรรูปแนวคิดเชิงนามธรรมสู่รูปธรรมไว้เสร็จสรรพแล้ว คมคิดในเชิงศีลธรรมในงานของมุนจิอูผ่านการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีไม่มีกระตุกขวัญกันส่งเดช ฉันใดก็ฉันนั้น ภาพจากพื้นห้องน้ำยังตะเพิดเมฆหมอกอวิชาออกจากทัศนวิสัยของพวกที่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะเอาจริงกับการทำแท้ง ความตื่นตระหนกจากฉากพื้นห้องน้ำยังให้ข้อคิดสำคัญอันหนึ่งด้วยว่าในการต่อสู้เพื่อมอบอธิปไตยทางสรีระแก่สตรีนั้น จะเล็งผลเลิศแค่ว่าการปลดพันธนาการดังกล่าวมีผลดีมากกว่าผลเสียเห็นจะไม่พอ หากต้องเตรียมรับมือกับผลสืบเนื่องทั้งทางชีววิทยาและจริยธรรมจากฉันทานุมัติดังกล่าวด้วย ไม่ว่าสภาพดังกล่าวจะนำมาซึ่งความรวดร้าวทางกายและเจ็บช้ำน้ำใจเพียงใด ภาพเหตุการณ์แสลงใจและคมคิดทางการเมืองทั้งหลาย รวมถึงตัวงานโดยรวมของมุนจิอูจึงไม่เพียงครบเครื่องครบรส หากยังสมเหตุสมผล

สุดยอดเคล็ดวิชาเล่าหนังของมุนจิอู ต้องยกให้กระบวนท่าเผด็จศึกคนดูในฉากงานเลี้ยงที่โอทิเลียมาร่วมอย่างเสียมิได้ หลังจากเถียงกับกาบิตาหน้าดำคร่ำเครียดโดยมีข้อเสนอจากเบเบและเรื่องที่กาบิตาขู่จะโพนทะนาแผนการทั้งหมดเป็นต้นเหตุ เธอจำต้องทิ้งกาบิตาไว้ที่โรงแรมตามลำพังกับหมายเลขโทรศัพท์ของอพาร์ทเม็นท์ โอทิเลียใจคอไม่อยู่กับตัวขณะปลีกตัวออกมาจากโรงแรมทรงม่านเหล็กนิยมเดินทางสู่อีกฟากของเมืองไปยังบ้านพ่อแม่ของอาดี(Adi)คนรักของเธอ อาดีหวังจะใช้งานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดแม่เป็นเวทีเปิดตัวโอทิเลียในฐานะแฟนพร้อมกับถือโอกาสเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทางบ้านตนกับโอทิเลีย แต่โอทิเลียกลับใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวขณะฟังอาดีพล่าม มุนจิอูผูกคาบการเล่าสุดเฉียบฉมังด้วยการเริ่มจากวาง432-0071ตำแหน่งโอทิเลียไว้กลางภาพ กล้องจับภาพจากระยะกลาง ๆ เผยให้เห็นเด็กสาวนั่งเงียบจุ่มปุกอยู่ปลายโต๊ะ ล้อมกรอบด้วยกิจกรรมสรวลเสของสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนฝูงของอาดี โดยมีอาดีผู้กระสับกระส่ายกระหนาบโอทิเลียอยู่อีกชั้น เขาหงุดหงิดที่โอทิเลียมาสายซ้ำยังทำท่าซังกะตาย โอทิเลียไม่แยแสกับเสียงเอะอะมะเทิ่งและร่างคนเดินเฉียดไปมา ขนาดมุกบัดสีถากถางผู้หญิงในเรื่องหน้าที่การงานที่คนพวกนั้นงัดขึ้นมาอำยังลอยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา โอทิเลียต้องข่มใจสุดแรงเกิดกับเสียงแผดร้องไม่หยุดหย่อนของกริ่งสัญญาณบอกสายโทรศัพท์เรียกเข้าที่ไม่มีใครแยแส ใจเธอดิ้นเร่าอยู่ใต้คลื่นความรู้สึกขัดแย้ง แต่ละนาทีคืบผ่านไปด้วยความทรมานเหมือนนับถอยหลังสู่ความพินาศ เหตุการณ์คืบคลานไปด้วยท่วงทำนองสุดแสนจะธรรมดา มุนจิอูลอยแพโอทิเลียและคนดูไว้กับเหตุการณ์ชวดอัดอั้น คับข้อง เยิ่นเย่อไม่มีวี่แววจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ

เหมือนรู้ว่าคนดูสาปส่งให้ผ่านพ้นไปไว ๆ มุนจิอูจึงยิ่งตั้งหน้าตั้งตาเก็บเล็กผสมน้อยฉากเหตุการณ์เป็นการใหญ่ สภาพของโอทิเลียทั้งในเชิงกายภาพ(physically )และสมมติภาพ(figuratively) เหมือนเสือซุ่มรอจังหวะเผ่นกลับถิ่น คนดูและโอทิเลียต่างใจจดใจจ่ออยู่ว่าไกลออกไปนอกรัศมีทำการเล่า ณ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นกาบิตาเป็นตายร้ายดีอย่างไรอยู่อีกฟากของเมือง แต่ก็เหมือนถูกมัดมือชกให้ดิ้นเร่าอยู่กับจินตภาพและความฟุ้งซ่านไปตามยถากรรม การห้ำหั่นอันยาวนานระหว่างความมึนตึงกับโวหารภาพ(mise en scène )เขม็งเกลียวถึงขีดสุด ณ อึดใจนั้นเอง ฉากงานเลี้ยงนี้ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดฉากขยี้ประสาทแห่งปี และต้องยกความดีความชอบให้ฝีมือการแสดงอันน่าทึ่งของอนามาเรีย มาริงกา

ในความลุ่ม ๆ ดอน ๆ ถูลู่ถูกัง ทว่าการทำปฏิกิริยาระหว่างรูปแบบและเนื้อหากลับให้ผลลัพธ์ตื่นใจยิ่ง ฉากงานเลี้ยงอัปยศผูก4m3w2d-13ขึ้นจากลูกเล่นพื้น ๆ เพื่อขู่เข็ญกักกันตัวละครหญิงภายในกรอบภาพโดยอุปมาเข้ากับขีดจำกัดที่สังคมสร้างขึ้นมา432-004กดขี่สตรีเพศ ดังมีตัวอย่างจากฝีภาพท้าย ๆ ของฉากอาดีเรียกโอทิเลียมาซักซ้อมความเข้าใจกันก่อนเข้างานเลี้ยง จากภาษาและเส้นสายลายภาพจะเห็นเหมือนร่างโอทิเลียถูกขึงรัดไว้ด้วยลายพาดขวางของโครงหน้าต่าง มุนจิอูตอกย้ำแนวคิดดังกล่าวด้วยการหมั่นแทรกภาพโอทิเลียพาตัวเองฝ่าผ่านทางเดินบังคับเลี้ยวแคบ ๆ คล้ายเป็นการจำลองกลไกการกดขี่บงการเพศหญิงของสังคมคอมมิวนิสต์ในฉบับเชาเชสกู โดยมิพักต้องกล่าวถึงการสะท้อนภาวะตึงเครียดทางชนชั้นในระบอบสังคมนิยม ผ่านพฤติกรรมยโสสามหาวน่าหมั่นไส้ของแขกเหรื่อปัญญาชนที่เอาแต่วางก้าม ดูแคลนภูมิหลังของโอทิเลีย สมดังผลการศึกษาของสองนักสังคมจิตวิทยาชาวฮังกาเรียน คือ ยอร์จ คอนราด(George Conrad) และอิวาน เซเลนนี(Ivan Szelenyi)ที่เคยตีความว่า ชนชั้นปัญญาชนของระบบคอมมิวนิสม์ก่อตัวและสะสมอำนาจผ่านช่องโหว่ของภราดรภาพจอมปลอม

4m3w2d-4

จุดเด่นอีกประการในงานของมุนจิอูอยู่ที่เหลี่ยมคูในการไล่ต้อนตัวละครหญิงด้วยโจทก์สารพัดขนาน ไม่ว่าจะเป็นปากเหยี่ยวปากกาพวกผู้ชายเอาแต่ได้ หรือหูตาทางการกับการจ้องจับพิรุธวัวสาวสันหลังหวะ มุนจิอูขุดหลุมพรางสร้างความไขว้เขวตลอดเวลาด้วยการตอกย้ำความอ่อนแอของตัวละครหญิงควบขนานไปกับปลุกเร้าสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนโอทิเลียฉกเครื่องมือหากินจากกระเป๋าของเบเบไว้เพื่อป้องกันตัว หรือ การมาของเงาตะคุ่มผลุบโผล่เหมือนมีผู้ชายคอยตามด้อม ๆ มอง ๆ โอทิเลียระหว่างเธอเดินตัวปลิวไปยังป้ายรถเมล์ ไหน4m3w2d-15จะเสมียนโรงแรมหน้าเดิมจู่ ๆ ก็อ้างว่าทำบัตรประจำตัวของเธอหายและซักข้อมูลจากโอทิเลียเพิ่มเพื่อยืนยันตัวตน ตลอดจนกาบิตากับเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกเมื่อพบว่าทุกอย่างผิดคาด การขัดขืนไร้ความหมายดุจเดียวกับขนมที่เธอหอบหิ้วมาฝากหมอ สองสาวไม่ได้รับการเหลียวแลประคับประคองเชิงโครงสร้างไม่ว่าจากตัวบทหนังเอง ศาสนา หรือกลไกของสังคมปิตุลาธิปไตย

ด้วยชั้นเชิงสลักเสลาขั้นเทพของมุนจิอู 4M 3W & 2D จึงมีหลายเลื่อมริ้วความหมายไว้รองรับมุมมองเหลี่ยมต่าง ๆ และสลับลายเล่าเรื่องจากระนาบต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ระนาบหนึ่งเป็นการโพนทะนากลไกของเครื่องจักรการเมืองของเชาเชสกู อีกระนาบหนึ่งก็เป็นการตีแผ่ภาพความเด็ดเดี่ยวของลูกผู้หญิงในการเอาตัวรอดท่ามกลางภาวะแตกแยกและแปลกแยก ระนาบที่สามคือปฏิบัติการหักเหลี่ยมเฉือนคมระบบราชการเผด็จนิยมที่รังแต่จะบ่อนทำลายปัจเจก นอกจากความหมายหลายซับหลายซ้อนดังกล่าวแล้ว สาระสำคัญอีกประการของหนังเห็นจะได้แก่การสร้างความตระหนักถึงการทำแท้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามบ้านเมืองโรมาเนียเป็นทุรยศและเสื่อมทรามถึงขีดสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ น้ำหนักนัยแฝงของการดิ้นรนทำแท้งจึงเทหนีจากพฤติกรรมลุแก่บาปไปสู่ปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อต่อต้านนโยบายของเชาเชสกูและองค์ความรู้ทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังดูเหมือนหนังจะยอมรับว่าวิบากกรรมของตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์นั้นเป็นเรื่องทำนอง ผู้หญิงรับเคราะห์ ผู้ชายก่อกรรม

4m3w2d-18

นอกจากนี้ยังมีการหยอดย้ำคุณลักษณะของสังคมท้องเรื่องในช่วงคริสตทศวรรษ 1980 ผ่านตัวละครและเสี้ยวเหตุการณ์ไว้ตลอดรายทางของ 4M, 3W & 2D ยกตัวอย่างเช่น การพาดพิงถึงเด็กชายผู้หากินเป็นล่ำเป็นสันกับกิจการจัดหาบุหรี่ หมากฝรั่ง เทปคาสเส็ต จากโลกตะวันตก มุนจิอูให้ข้อมูลเสริมละเอียดยิบเพื่อตอกย้ำถึงความเข้มงวดและกักขฬะของระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์ในแบบฉบับเชาเชสกู แม้แต่กิจกรรมสัพเพเหระยังดูเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ภาพชาวโรมาเนียเลือดตาแทบกระเด็นอยู่กับการต่อรองแลกเปลี่ยนข้าวของ ย่อมบ่งบอกสภาพแร้นแค้นภายในโครงสร้างเศรษฐกิจยุคนั้นได้ชัดเจนยิ่ง เงินมีมูลค่าสูงขึ้นแต่ก็หายาก ผู้คนจำต้องตั้งราคาค่างวดทุกอย่างออกมาเป็นสินค้าไม่เว้นแม้แต่เรือนร่างผู้หญิง กล่าวสำหรับฉากงานเลี้ยงขณะที่คนหยิบมือหนึ่งเอมโอชอาหารรสเลิศ ขณะที่คนหยิบมือหนึ่งเอมโอชกับอาหารรสเลิศ คนหมู่มากกลับต้องมีชีวิตยากแค้นลำเค็ญ

หลังจากก้าวขึ้นเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ในค.ศ.1965 นิโคไล เชาเชสกูชิงเดินหมากตีตัวออกห่างจากสหภาพโซเวียตด้วยการปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นในโรมาเนีย(เขาสาบานตนเป็นประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้งลวงโลกในค.ศ.1974) แต่ขณะเดียวกันกลับสมาทานระบบเศรษฐกิจแบบสตาลินนิสม์โดยปรับให้เข้ากับปัจเจกชนของชาติชนิดที่เจ้าตัวสตาลินเองเห็นแล้วต้องอิจฉา หนึ่งในผลงานสุดฉาวโฉ่ของเชาเชสกูคือ การออกกฎหมายห้ามทำแท้งในค.ศ.1966 และการออกระเบียบการมอบเหรียญเชิดชูเกียรติและให้รางวัลสมนาคุณแก่แม่ลูกดก ตลอดจนสร้างค่านิยมการมีบุตรมากว่าเป็นขยายเผ่าพันธุ์สังคมนิยม เชาเชสกูล้างสมองผู้คนให้เห็นดีเห็นงามกับแนวคิดที่ว่าในเมื่อสตรีอายุต่ำกว่า 45 ปีลงมายังไม่มีพันธกิจในด้านศาสนาและคุณธรรม ดังนั้นพวกเธอก็สมควรแบกรับพันธกิจการเป็นแม่ จะเห็นได้ว่านโยบายต่อต้านการทำแท้งบุตรของเชาเชสกูมิได้เกิดจากเจตจำนงเดียวกับของโลกตะวันตกและไม่ได้เป็นผลจากศรัทธาต่อบาปบุญคุณโทษแต่อย่างใด ตลอดห้วงเวลา 23 ปี ของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีผู้หญิงสังเวยชีวิตไปกับกระบวนการทำแท้งเถื่อนร่วมครึ่งล้านคน จำนวนลูกกำพร้าทั่วบ้านทั่วเมืองย่อมประจานถึงมาตรฐานระดับผักปลาของชีวิตคนโรมาเนีย

4m3w2d-7

การทำหมายเหตุแห่งยุคสมัยถ้าจะให้อยู่ในระยะปลอดภัยอาจแฝงมาในรูปของการหยอกเอินเพียงเบาะ ๆ แต่ 4M, 3W & 2D กลับผ่ายิงมุขตลกแทงใจดำใจและตีแสกหน้าเอาดื้อ ๆ ดังจะเห็นได้จากเหล่าตัวละครในหนังล้วนมีระดับธาตุทรหดสูงผิดมนุษย์มนา คนเหล่านี้หัวหกก้นขวิดกับมรสุมชีวิตจนโชกโชน แม้แต่ความใจง่ายรักสนุกของกาบิตาก็อาจเป็นวีรกรรมหากไม่เอานิยายกับบาปบุญคุณโทษ ถ้อยตำหนิจากเพื่อนชายโทษฐานโอทิเลียลืมนำดอกไม้ติดมือมาอวยพรแม่ของเขาย่อมบ่งชี้ว่าข้อวิตกจริตของเขานั้นเป็นแค่หยดน้ำเมื่อเทียบกับมหาสมุทรความกลัดกลุ้มพะวักพะวงในห้วงคำนึงของโอทิเลีย โดยมิพักต้องกล่าวด้วยว่าตัวโรงแรมเองก็เก็บงำชุดข้อเท็จจริงอันย้อนแย้งแทงใจดำในตัวเองเป็นที่สุด ด้วยว่าหลืบหนึ่งก็มีการกำจัดผลผลิตอันไม่พึงประสงค์ของการสมสู่ไป ส่วนอีกพื้นที่หนึ่งก็มีการจับจองเพื่อจัดงานฉลองของคู่สมรสกันไป มิใยต้องกล่าวถึงฉากสุดท้ายด้วยว่าโอทิเลียและกาบิตาจะว่ายังไงกับเนื้อเป็นถาด ๆ ที่พนักงานประจำคอกต้อนรับลูกค้ากุลีกุจอสรรหามาประเคน อาจกล่าวได้ว่า แม้จะตั้งมั่นในเมตตาธรรมเพียงใด แต่งานของมุนจิอูกลับแพรวพราวด้วยลูกแขวะลูกประชด

432-002แปลจาก
1. Hoberman, J., 2008. “Gone Baby Gone – – The heroines of 4 Months, 3 Weeks and 2 Days don’t get to play pregnancy indie-cute”. http://www.villagevoice.com/film/0804,hoberman,78918,20.html
2. Goswami, Chiranjit. 2007. “4 Months, 3 Weeks and 2 Days / 4 luni, 3 saptamani si 2 zile”. http://www.notcoming.com/reviews/4months3weeksand2days/
3. Porton, Richard. 2008. “Not Just an Abortion Film: An Interview with Cristian Mungiu”. http://www.cineaste.com/articles/not-just-an-abortion-film.htm
4. Walters, Ben. 2008. “Heartbreak Hotel”. http://www.bfi.org.uk/sightandsound/review/4146