enyxynematryx

Archive for the ‘New Argentine Cinema’ Category

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 6: epilog

leave a comment »

หนังของมาร์เท็ลยังเป็นการค้นหาสัจธรรมชั่วแล่นผ่านการกลั่นกรองประสบการณ์ จากเกณฑ์วัดคุณค่าความหมายทั้งหลายทั้งปวงและภูมิปัญญา ไม่มีเสียหรอกที่คนดูจะรู้สึกคว้าน้ำเหลวจากงานเหล่านี้

เช่นเดียวกับแนวคิดของแรนดี โธม งานของปัญญาชนภาพยนตร์มักหวนไห้ถึงสิ่งอื่น เฝ้ารอโอกาสทองที่คนทำหนังสายภาพ-เสียงขนานแท้หยิบยื่นให้ งานชิ้นนี้กับการวิเคราะห์การใช้เสียงตามแนวอิตถีนิยมคือการเน้นถึงหนทางในการพลิกแพลงเสียงมารับใช้อิตถีนิยมและตกเป็นเบี้ยล่างของภาพกู่ก้องฟ้องความหลงตัวของภาพ ตามขอบเขตที่พัฒนาโดยเอมี ลอว์เรนซ์(Amy Lawrence) ดังที่กีธา รามานาธาน(Geetha Ramanathan)มองว่า:
ความเหนือกว่าของภาพหมู่ญาณวิทยาตะวันตก(Western epistemologies) เช่นที่ลุส อิริการาย(Luce Irigaray) ขนานนามว่าความคุ้มค่าจากการจำกัดกรอบดลใจให้ยกฐานะของภาพขึ้นเป็นสถาบันสถิต ณ ศูนย์กลางของหนังและเสือกใสหนทางหาความรู้อื่นๆ ไปให้พ้นๆ

งานเขียนมุ่งสร้างความเข้าใจในภาพรวมที่กินความกว้างกว่าเรื่องของเสียงหรือภาพ ดังที่บทวิเคราะห์เน้นชี้ ขนบการสร้างงานในแบบ ใช้เสียงเป็นแม่บท ชวนให้เราฉุกคิด ไม่ว่าใครก็ไม่อาจสะกดกลั้นการถกเถียงถึงความพิลึกในการใช้เสียงและวางกรอบภาพในงานของเธอ มาร์เท็ลและเพื่อพ้องในขบวนการคนทำหนังคลื่นลูกใหม่แห่งอาร์เจนตินามองว่าเสียงมีสารัตถะในตัวเอง แม้ไม่ถึงขั้นเป็นจุดหมายสูงสุดในการสร้างงาน การฟังคือลำดับขั้นแรกของความคิดรวบยอดในการสร้างบทหนัง แต่เธอก้าวล้ำระห่ำยิ่งกว่าเพื่อนร่วมขบวนการเพศชาย กับการมองว่าการได้ยินคือความรู้ เสียงเป็นหนทางไปสู่การสร้างตัวตนและความเข้าใจ จำเดิมเสียงมักข้องแวะกับความไร้เหตุผลและอารมณ์(เห็นได้ชัดจากดนตรี) และปรากฏในหนังเพื่อถ่ายทอดความเป็นไปเบื้องลึกสู่เบื้องนอก มาร์เท็ลกลับเทิดทูนเสียงเป็นดังการให้เหตุผล การฟังมีบทบาททัดเทียมการเห็นในการสร้างความกระจ่าง และการก่อร่างสร้างตัวเราในโลก

การตระหนักถึงความสำคัญของเสียงให้ ผลลัพธอันน่าประหลาดใจต่อการตระหนักต่อความสำคัญของเสียงแฝงฝังอยู่กับรสชาติทางปัญญา หนังของเธอเน้นถึงการถ่ายเทแทรกผสานระหว่างการได้ยิน การเห็น สัมผัส และกลิ่น สยายความปรารถนาและสงวนไว้เฉพาะตัวของภาวะภายในตามแนวทางอิตถีนิยม ลามปามไปถึงประเด็นทางสังคมที่ขยายไปถึงชนชั้นและอำนาจ แต่ก็ไม่ได้ชี้ถูกผิด มาร์เท็ลเพียงแต่เยี่ยมเยือนและเยี่ยมหน้าเฝ้ามอง La ciénaga และ La nina santa ไม่ได้เอาเป็นเอาตายกับอิตถีศาสตร์อย่างที่คาด ตรงกันข้ามกลับเป็นการปฏิเสธการใช้ภาพและเสียงเพื่อสร้างเพศสภาพและช่วงชั้นการกดขี่ สาธยายอย่างแผ่วเบาถึงหนทางอื่นๆ สารพัดในการมองและฟัง

แปลจาก

Russell, D. Lucrecia Martel — “a decidedly polyphonic cinema”. Jump Cut, No. 50, spring 2008. 

http://www.ejumpcut.org/archive/jc50.2008/LMartelAudio/text.html

 

 

Advertisements

Written by enyxynematryx

March 21, 2016 at 8:20 am

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 1: อารัมภบท

leave a comment »

แรนดี ธอม(Randy Thom)เรียกร้องในคำประกาศว่าด้วยเสียงในภาพยนตร์ให้ ออกแบบหนังโดยคำนึงถึงงานทางเสียงเป็นการเฉพาะ เพื่อความน่าเชื่อถือในทางโสตและจักษุประสาท แทนที่จะมุ่งหวังเพียงความไพเราะในฐานะไม้ประดับหรือลูกคู่ขับคลองานด้านภาพ ธอมวาดหวังให้ผู้กำกับมองเสียงในฐานะ”ตัวการสำคัญ” เป็นตัวตายตัวแทนที่ต่อความยาวสาวความยืดด้วยได้ รวมไปถึงเปลี่ยนองค์ประกอบพื้นฐานของหนัง ดังถ้อยแถลงที่ว่า:

ผู้กำกับควรปฏิบัติต่อเสียงมากกว่าแค่บันทึกความเสนาะหูของสรรพสำเนียงจากการฉากหลัง หรือควานหาคีตกวีวิศวกรเสียงมาปรุงเสียง เสียงมีดีมากกว่านั้น ผู้กำกับควรทำงานโดยมีลายแทงการบรรเลงเสียงอยู่ในหัวและเปิดโอกาสให้เสียงมีส่วนสร้างสรรค์และมีสิทธิ์มีเสียงในการชี้ขาดรูปโฉมตัวงานมากพอๆ กับองค์ประกอบศิลป์อื่นๆ

ในบรรดาผลงานที่ธอมยกย่องว่ามีการใช้เสียงโดยผ่านการขบคิดอย่างรัดกุมไม่ว่าจะเป็น Citizen Kane Raging Bull Eraserhead The Elephant Man Never Cry Wolf และ Once Upon a Time in the West งานเหล่านี้กลับแทบไม่ปรากฎตัวผู้ออกแบบเสียงในรายชื่อคณะทำงาน ธอมยังขยายขอบเขตทฤษฏีเพื่อสนองอุดมคติของเขาในการกำหนดมาตรฐานแก่หนังเป่าหู(aurally conceived)ของเขา ตามหลักก็คือ หนังที่สร้างโดยกำหนดบทบาทของเสียงเป็นการเฉพาะ จะเล่าเรื่องไม่มากก็น้อยผ่านมุมมองตัวละครหนึ่งตัวหรือมากกว่านั้น มีท้องเรื่องและฉากหลังที่เป็นใจให้เสียงได้อวดบทบาท เลี่ยงการมีบทสนทนาแบบน้ำไหลไฟดับ จากนั้นธอมก็ยกตัวอย่างลูกเล่นการสร้าง ทุพภิกขภัยในดวงตา ผ่านงานด้านภาพไปพร้อมกับยกฐานะเสียงให้เสียงก้าวเข้ามาร่วมกุมบังเหียนการเล่าเรื่อง

The Holy Girl ของลูเครเชีย มาร์เท็ล สนองโจทย์การเป็นหนังเป่าหูที่ธอมตั้งสำนักความคิดไว้ในหลายลักษณะ มาร์เท็ลสร้างหนังเพื่อผัสสะทางหู-ตาขนานแท้ งานของเธอต่างจากผู้กำกับร่วมสมัยจำนวนมากตรงที่แม้ไม่มีการละเลงเสียงประกอบไม่ว่าจะเป็นดนตรีอึกทึกหรือลูกเล่นพิเศษทางเสียงเขย่าประสาท แต่เสียงก็ยังโดดเด่นเป็นสง่าในงานของเธอ La ciénaga (The Swamp งานจาก ค.ศ.2001)งานชิ้นแรกที่มาพร้อมความตะลึง เล่าเรื่องราวของสองครอบครัว หนึ่งเป็นครอบครัวชนชั้นสูงที่ฐานะตกต่ำลงเรื่อยๆ อีกหนึ่งเป็นครอบครัวชนขั้นกลางในสภาพปากกัดตีนถีบ แม้จะมีลักษณะเป็นงานอัตชีวประวัติ แต่หนังก็ตีแผ่สภาพชีวิตในสังคมต่างจังหวัดของอาร์เจนตินาได้ละเอียดยิบ ราวกับเธอหลับตาทวนสรรพสำเนียงในวัยเด็กและนำมาเล่า ภูมิโสตจึงเต็มไปด้วยรายละเอียดสมจริง และใกล้ตัว ทั้งนี้ เธอเคยชี้แจงไว้ว่า”ความลึกซึ้งของหนังเป็นผลจากเสียงที่สื่อออกมา เพราะกับหนังนั้นคุณเผลอหลับตาได้แต่หูได้ยินตลอด”

คำนึงอันอึงอล

เพื่อความชัดแจ้งของที่มาที่ไปในเรื่องนี้ จำเป็นต้องนำงานของไปพิจารณาในปริบทงานจากกลุ่มผู้กำกับคลื่นลูกใหม่อาร์เจนตินาอันมีหัวหอกประกอบด้วยมาร์ติน เรตแมน(Martin Rejtman) เอเดรียน กาเอตาโน(Adrian Caetano) เปโดร ตราปีโร(Pedro Trapero) ดาเนียล เบอร์มัน(Daniel Burman) ผู้กำกับเหล่านี้สร้างงานโดยมีจุดหมายเพื่อพลิกฟื้นวงการหนังอาร์เจนตินา และเธอก็เป็นทั้งตัวแทนและข้อยกเว้นของกลุ่มในเวลาเดียวกัน คลื่นลูกใหม่อาร์เจนตินาเป็นการผลัดรุ่นมากกว่าเป็นขบวนการอันเป็นผลจากมีการตั้งสถาบันภาพยนตร์ใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก การออกกฏหมายภาพยนตร์ส่งเสริมให้มีการอุดหนุนทุนสร้างหนัง ตลอดจนนิตยสารวิจารณ์ภาพยนตร์หลายหัวก็พากันหวนกลับมาตีพิมพ์ สภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างและหลังวิกฤติทางเศรษฐกิจซึ่งสร้างความพินาศแก่ชนชั้นกลาง ในบางแง่วิกฤติก็เป็นโอกาส บรรดาปัญญาชนชนชั้นกลางหันมาเอาดีกับงานตามใจชอบเพราะไหนๆ วิชาชีพที่ร่ำเรียนมาอย่างแพทย์หรือกฏหมายก็ไม่ได้ปกป้องพวกเขาจากหายนะทางเศรษฐกิจ

มาเรีย พอลิเนลลี(Maria Paulinelli)นิยามแนวร่วมทางภาพยนตร์ไว้ว่า ‘ชุมชนชั่วคราวที่แสดงท่าทีชัดเจนถึงการมีแนวทางและการผลิตงานไปในทางเดียวกัน’
โดยเธอให้ร่องรอยลักษณะร่วมไว้ เป็นต้นว่า สัจนิยมโสมม หรือ |สัจนิยมชั่วแล่นแบบใหม่ (verosimilitude) ซึ่งดาษดื่นอยูในปัจจุบัน มาร์เท็ลให้ข้อมูลว่า “หนึ่งในปัญหาที่คนรุ่นชั้นต้องรับมือก็คือ การต้องหาจุดยืนตามประสาคนที่ตกอยู่ในวงล้อมสถานการณ์วิกฤติ และความแตกแยก”

ในหนังหลายเรื่อง ฉายภาพตัวละครดิ้นรนตามความหวังและความปรารถนาโดยมีวิกฤติการณ์ของอาร์เจนตินายืนทะมึนอยู่เบื้องหลัง โดยทิ้งระยะพอสมควร เพื่อมิให้โดนลูกหลงทางอารมณ์ของความขัดแย้ง

จุดเด่นในงานสองชิ้นแรกของมาร์เท็ล คือสภาพความเป็นจริงดิบกระด้างจากความข้องแวะถากๆ และคลุมเครือ และก็เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ให้ความสำคัญมากไม่แพ้กันในการเล็งผลเลิศถึงสุนทรียะในความเป็นสื่อของหนังสูงกว่าที่เห็น ตามข้อสังเกตของเดบิด อูเบ็นญา พวกเขาเสนอข้อท้วงติงใหม่ อันเกิดจากความปรารถนาที่จะได้ทดลองก้าวสู่อีกระดับของการเขียนบท การผลิต และการจัดจำหน่าย ในคำประกาศทั่วไปของอลัน พอลที่มีการคัดไปอ้างอิงใน Senses of Cinema “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ แม้จะยังไม่มีทิศทางที่แน่ชัด กับความก้าวหน้าของการภาพยนตร์อาร์เจนตินา ทุกวันนี้ลวดลายและขนบการสร้างงานถือเป็นปัญหาเดียวกัน จะพิจารณาแบบทรงต้องควบคู่ไปกับการผลิต”

ในสายที่เน้นเอาดีด้านคิดค้นลวดลายใหม่ๆ ต้องยกให้กุสตาโบ คอนสแตนตินี(Gustavo Constantini) งานของเขามีดนตรีประกอบและเสียงประกอบล้ำยุคอันเป็นอานิสงส์จากการกล้าลอง ส่วนพอลลิเนลลีและคนอื่นๆ ก็เป็นที่รู้กันดีว่าให้ความสำคัญและมีบทบาทในการแลกเปลี่ยนทัศนะในเรื่องนี้ มาร์เท็ลเป็นอีกหนึ่งในกลุ่มที่มุ่งมั่นกับการศึกษาเสียงโดยมองในแง่เครื่องมือที่ศิลปินใช้โต้ตอบการบิดเบือนภาษา และลองดีกับคำสั่งบังคับใช้ภาษาสเปนในหนังโดยเผด็จการทหาร(ระหว่าง ค.ศ.1976-1982) คนรุ่นเธอยังเป็นเด็กเมื่อครั้งเกิดการริดรอนสิทธิพลเรือนขนานใหญ่ ถูกยัดเยียดด้วยโวหารทางการเมืองกลวงๆที่กรอกผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ขณะที่หนังอเมริกันหลั่งไหลเข้ามาฉายให้เกลื่อน ผู้นำทางการเมืองและวัฒนธรรมสมัยนั้นพูดภาษาสเปนกัน ขณะที่ชนชั้นล่างพูดภาษาถิ่นดั้งเดิมบูเอโนสไอเรส จึงเกิดการแบ่งระดับกันชัดเจนทั้งทางชนชั้นและภูมิศาสตร์เพราะส่วนใหญ่นั้ใช้สำเนียงบูเอโนสไอเรส กลุ่มผู้กำกับคลื่นลูกใหม่อาร์เจนตินาใช้บทหนังเป็นการคืนพื้นที่แก่ลักษณะเฉพาะถิ่นและความผิดแผกของภาษาประจำชนชั้น ดังที่แซร์ฆิโอ วูล์ฟ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตัวของภาษาเองในงานเหล่านี้ ปลุกสาระสำคัญของชีวิต สร้างการเปลี่ยนแปลง ในความเคลื่อนไหว

ในการอภิปรายที่สำนักโสตมาร์เท็ลแจกแจงรายละเอียดไว้ว่า ภาษาพูดมีบุญคุณท่วมหัวในรูปมรดกทางภาพยนตร์ที่ตกทอดอยู่ในตัวฉัน

อย่างไรก็ตาม ถึงเสียงจะเป็นเจ้าเรือนแต่ก็ไม่ได้เป็นองค์ประกอบมูลฐานในโครงสร้างของงานเหล่านี้ ในงานของมาร์เท็ลมีแนวโน้มทะลวงขีดจำกัดไกลกว่าในการยึดโยงถ้อยกระทงความผ่านการแตกหน่อพรั่งพรู ร่ายสด ปากพาไป และการหลุดวงโคจร เสียงอึงมี่ไม่ได้ผูกตืดอยู่กลางใจของสิ่งที่ถือว่าเป็นกิจกรรมในความหมายทั่วไป

ในที่นี้ขอยึดตามคำจำกัดความของมิเชล ชิอ็อง(Michel Cion)ที่พัฒนาเพื่อกำหนดสิ่งที่เรียกว่า การไหวทันสาระสำคัญ กล่าวคือ ไม่จำเป็นที่การได้ยินและเข้าใจคำจะต้องสมบูรณ์ เมื่อปรับแนวคิดของชิอ็องเข้ากับกรณีนี้จะได้ว่า สาระสำคัญกลับกลายเป็นการไหวทันของตัวละครต่อตัวพวกเขาเองที่เหมือนตะคุ่มของพวกเขามีนัยสำคัญแต่ใช่ว่าจะขาดไม่ได้

ขณะที่กอนซาโล อกิลาร์(Gonzalo Aguilar)มองหนังจากผู้กำกับอาร์เจนตินารุ่นใหม่ว่า “สาระแลกเปลี่ยนไม่ได้อยู่ตรงบทเจรจา แต่ยังมาจากน้ำเสียง เสียงประกอบ และดนตรีที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางการเล่า”

จากภาพคร่าวๆ ของคุณลักษณะของหนังอาร์เจนตินารุ่นใหม่คงพอสร้างความชัดเจนต่อสถานะตัวแทนขบวนการของมาร์เท็ล เธอเป็นประพันธกรที่ชอบเล่นพิเรนท์ แกว่งเท้าหาเสี้ยนทางการเมืองผ่านผลงานอันอยู่ไม่สุขกับการสะท้อนความเป็นจริงของสังคม และไม่อินังขังขอบกับปมขัดแย้ง

จากภาพคร่าวๆ ของคุณลักษณะของหนังอาร์เจนตินารุ่นใหม่คงพอสร้างความชัดเจนต่อสถานะตัวแทนขบวนการของมาร์เท็ล เธอเป็นประพันธกรที่ชอบเล่นแผลงๆ แกว่งเท้าหาเสี้ยนทางการเมืองผ่านผลงานอันอยู่ไม่สุขกับการสะท้อนความเป็นจริงของสังคม และไม่อินังขังขอบกับปมขัดแย้ง เช่นเดียวกับผองเพื่อนร่วมขบวนการ เธอพิสมัยการอวดอุตริศิลปะในการถ่ายทอด ฝักใฝ่กับความถ่องแท้ของภาษา ลองมือในการใช้เสียงประกอบ เธอเหนือชั้นในทางเหล่านี้และฉกาจฉกรรจ์หาตัวจับยากตามสรรพคุณของธอม จากความเจนจบและเปี่ยมกลเม็ดเด็ดพรายทั้งในการสร้างงานตามขนบและคุณสมบัติของเสียง เธอบรรเลงเสียงในงานดุจเดียวกับนายวงมโหรี ระเบ็งเซ็งแซ่เช่นเดียวกับการเล่า เสียงกวนต่างๆ ยืนพื้นฟ้องความไม่ลงรอยทั้งในเชิงกายภาพและทิพยภาพ

แปลจาก

Russell, D. Lucrecia Martel — “a decidedly polyphonic cinema”. Jump Cut, No. 50, spring 2008.
http://www.ejumpcut.org/archive/jc50.2008/LMartelAudio/text.html

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 3:06 am

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 2: La cienaga

leave a comment »

La ciénaga

ฉากหลังของ La ciénaga คือ ซัลตาจังหวัดทางตอนเหนือของอาร์เจนตินาอันเป็นที่เติบโตของมาร์เท็ล ในระนาบหนึ่งหนังคือเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลางสองครอบครัวได้หวนกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์หลังจากหัวเรือใหญ่คือ เม็คกา(Mecha)(รับบทโดยกราเซียลา บอร์เฆส(Graciela Borges)และทาลี(Tali)(รับบทโดยเมอร์ซีเดส มอแรน(Mercedez Moran)ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันบังเอิญได้พบกันที่โรงพยาบาล เพราะลูกชายคนเล็กของทาลีโดนมีดบาดขา ส่วนเม็คกามาเฝ้าอาการคนรับใช้ที่โดนมีดบาดอกเพราะเมาจนได้เรื่อง อิซาเบล(Isabel – รับบทโดยแอนเดรีย โลเปซ(Andrea Lopez)คือคนรับใช้คนนั้น หนึ่งในบรรดาชนพื้นเมืองที่เม็คกาเอือมระอาแต่ก็จำต้องพึ่งพา เหล่านี้เป็นเหตุเลือดตกยางออกขั้นเบาะๆ ในความเป็นจริงทุกคนต่างมีเรื่องชวนเสียขวัญไม่ก็เสียผู้เสียคนแทบจะถ้วนหน้ากัน แม่ๆ ต่างยกข้อสังเกตมาเทียบเคียงกัน: บุตรชายของทาลิมีฟันงอกออกมาจาก palette ส่วนวาคิน(Joaquin)รับบทโดยดีเอโก บาเอนาส(Diego Baenas) ลูกชายคนเล็กของเม็คกาก็ตาบอด ที่ระวางส่วนหลังของความเป็นไปดังกล่าวมีเบาะแสของปาฏิหาริย์ทอดตัวอยู่จากเสียงรายงานข่าวทางโทรทัศน์ที่มีผู้ศรัทธาได้พบพระแม่มารีลอยขึ้นมาจากสระน้ำ

หลังจากเจอกันที่โรงพยาบาล เม็คกาออกปากให้ทาลีพาครอบครัวไปเยี่ยมที่แมนดราโกรา(Mandragora)รกรากเก่าแก่ล้าหลัง ตามที่อูบินญาสรุปเนื้อเรื่องไว้ว่า

บ้านชนบทเก่าคร่ำอึกทึกคึกคักด้วยเสียงวิ่งเล่นอยู่ไม่สุขของเด็กๆ โฆเซลูกชายคนโตของเม็คกากลับจากบูเอโนสไอเรส มาเยี่ยมแม่ พวกเด็กผู้ชายพากันขึ้นไปล่าสัตว์บนเขา เด็กผู้หญิงนอนกลางวัน ไม่ก็จับกลุ่มคุยกันริมสระเต็มด้วยน้ำเน่า พวกแม่ๆวางแผนจะเดินทางไปโบลิเวียเพื่อหาซื้อข้าวของสำหรับนักเรียน แต่สุดท้ายก็เหลว ไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในโลกส่วนนั้นจากการเฝ้าสังเกตของโมริ(Mori) (รับบทโดยโซเฟีย แบร์โตล็อตโต(Sofia Bertolotto) )ลูกสาวคนเล็กของเม็คกา

ในความพร่องของกิจกรรมที่เอาเป็นนิยายได้ งานของมาร์เท็ลกลับอื้ออึงถึงขั้นเป็นมลพิษจากสรรพสำเนียงที่ช่วงชิงความสนใจ เม็คกากำความผิดหวังกับเกร็กกอริโอ(Gregorio) (รับบทโดยมาร์ติน แอดเฆเมียน(Martin Adjemian)สามีไม่ได้ความจอมนอกใจ ทาลีก็จนใจกับความเอื้ออาทรออกนอกหน้าต่ออิซาเบลของผู้เป็นสามีราฟาเอล(Rafael รับบทโดยดาเนียล บาเลนซูเอลา(Daniel Valenzuela)) หนำซ้ำยังเคี่ยวเข็ญให้เธอปฏิบัติกับอิซาเบลราวกับเป็นคนในครอบครัว ขณะที่คนรักของอิซาเบลคือโฆเซ(Jose) (รับบทโดยวัน ครูส บอร์กดู(Juan Cruz Bordeu)บุตรชายในชีวิตจริงของกราเซียนา บอร์เฆส) ก็ตกที่นั่งลำบากในการสางสัมพันธ์(ที่เขาไปมีนอกมีในกับอดีตคนรักของผู้เป็นพ่อ) ลูจิขี้สงสัย โมริก็คอยสอดส่อง ดังที่เอมี โทแบ็ง(Ami Taubin)ให้แง่คิดว่า มาร์เท็ลลากเราไปพบตัวละครมากหน้าหลายตาและมากความ แล้วปล่อยเราจมในปลักความเคืองแค้นและเดือดดาลสารพัดขนาน จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าใครเป็นโจทก์กับใครและเราจะไว้-ไม่ไว้ใจใครได้บ้าง

มาร์เท็ลชี้แจงว่า เธอได้แรงบันดาลในการเล่าแบบแหว่งวิ่น เลียบๆถากๆ และกระท่อนกระแท่นมาจากการพูดคุยแบบเรื่อยเปื่อยของชาวอาร์เจนตินาตอนเหนือ “ชาวบ้านคนแล้วคนเล่าผ่านเข้ามาสังฆกรรมเป็นวัฏจักร เรื่องราวผุดพราย ต้องเฝ้าติดตามถึงบั้นปลายจึงจะถึงบางอ้อ

มาร์เท็ลได้แรงดลใจมากับตัวกับการค้นพบความจริงจากชมรมนิยมงีบกลางวันของคุณย่าและสำนวนเลี่ยงบาลีโคตรพิลึกในการคุยโทรศัพท์ของแม่ แม้จะค้นพบภายหลังว่าเงื่อนงำจากวงงีบกลางวันของย่านั้นหยิบยืมมาจากงานเขียนของฮอราสิโอ กีโรกา(Horacio Quiroga)

นอกเหนือจากการรวมศูนย์เรื่องราวไว้ที่ตัวละครหญิง หรือกล่าวให้จำเพาะเจาะจงคือเม็คกาผู้พิสมัยภาวะหน้าชื่นอกตรม ทาลีผู้กรวดน้ำคว่ำขันกับทุกสิ่ง และเหล่าเด็กสาวที่ต้องกดซ่อนความปรารถนา(เชิงชู้สาวคนร่วมสายโลหิต และอื่นๆ) La ciénaga ยังให้ความสำคัญกับชนชั้นปากกัดตีนถีบ ท้องถิ่น และความเป็นแม่ อาจกล่าวได้ว่ามาร์เท็ลเล่นกลกับขุมข่ายการบรรเลงงานบีบน้ำตาที่ครอบงำตลาดหนังละตินอเมริกัน และละครน้ำเน่าผู้กุมชะตากรรมทางวัฒนธรรมจากความนิยมล้นหลามในหมู่คนดู ทว่าตามแม่ไม้การบีบน้ำตามักผูกขึ้นจากพลังวูบวาบของอารมณ์ การพลัดพราก และชั่วอึดใจทรงความหมาย และอาภัพความสุขตามครรลองจารีต”ในแง่จำนวนธุลีปมขัดแย้งที่คละคลุ้งทางสัญจร และพยัพเมฆเกลื่อนกล่นที่คอยบดบังหนทางคืนดี” แม้จะเล่ห์เก้แต่ก็ขึงขึงยิ่งกับบทอวสานสุขนาฏกรรม แต่ในงานของมาร์เท็ล เธอกลับปรุงเรื่องเล่าอันมีภาวะไร้อิสรภาพของสตรีเป็นสารตั้งต้นออกมาในอีกทิศทาง ไม่มีเรื่องฟุ้งฝันหรือเลยเถิด ไม่มีน้ำตาหรือร้องแรกแหกกระเฌอทวงถามศิลธรรม งานของมาร์เท็ลผูกเทียมขึ้นจากการขุดคุ้ยเรื่องราวจากอึดใจขี้หมูราขี้หมาแห้ง กับความรู้สึกที่คายขย้อนแผ่วๆ กอรปกับวางตัวเหินห่างต่อมน้ำตา สมศักดิ์ศรีงานคลื่นลูกใหม่ของอาร์เจนตินา และที่เด็ดยิ่งกว่าผองเพื่อนร่วมขบวนการก็คือ มาร์เท็ลจำกัดวง ชั่วอึดใจสำคัญให้แผลงฤทธิ์อยู่แค่นอกรัศมีภาพเท่านั้น ทั้งยังใช้เสียงประกอบพิเศษแทนดนตรีประกอบดังจะกล่าวถึงข้างหน้า โดยที่งานด้านเสียงเหล่านั้นก็ไม่ได้บอกใบ้สารสนเทศหรือบอกกล่าวความรู้สึกของตัวละครเหมือนงานบีบน้ำตาแต่อย่างใด ไม่มีการสาวไส้สาธยายธาตุแท้ของตัวละครไม่ว่าจะในด้านเยื่อใยหนหลังหรือความมุ่งมาดเบื้องหน้า มีเพียงท่าทีภายนอกให้ประเมินอุปนิสัย สร้อยเสียงในงานของมาร์เท็ลยึดโยงกับสถานการณ์ภายนอก เสียงจากพื้นที่ไกลโพ้นกับสภาพภายในจิตใจของเจ้าตัวร่วมกันขัดเกลาให้เห็นหน้าเห็นหลังตัวละคร ในความมากหน้าหลายตาและมากหมอมากความของตัวละคร ไม่มีตัวละครใดทรงสิทธิยึดมุมมองในการเล่า มีแต่มาร์เท็ลที่ต้อนแต่ละคนเข้ามุมเฉพาะตัวบนผืนผ้าใบยักษ์ด้วยความซับซ้อนของเสียง

นอกจากนั้นมาร์เท็ลยังขัดศรัทธาพลังอันดุเดือดของเครื่องจักรสันดาปการเล่าเน้นสร้างความพลุ่งพล่านทั้งทางกายและใจสูตรฮอลลิวูดตาม”อุดมการณ์สำออยและตื้นตัน”และสกุลบีบน้ำตา แม้จะรัดกุมราววางกับดักไว้แน่นหนา แต่ก็คลี่คลายแยบยล ไม่มีกระโตกกระตาก เผลอไผลแย้มพรายชนิดไม่ทันตั้งท่า ขณะที่สำนวนการเล่าโดยทั่วไปจะมาในทำนอง …จากที่เคย และ …จนมาวันหนึ่ง แต่ในงานของมาร์เท็ลนั้น กว่าจะได้สัมผัสสภาพที่เคยๆ ก็ต้องล่วงถึงตอนท้ายๆ

ทั้งหมดทั้งปวงของ La ciénaga คือความเอานิยายอันใดไม่ได้ มาร์เท็ลเสนอภาพการยุบยวบของรวงรังครอบครัวขยุมกลืนทุกคนเข้ามาชิดเชื้อกันและนำมาซึ่งความปรารถนาและผิดหวัง ปฏิสัมพันธ์อันหมิ่นเหม่ต่อการเป็นพิสวาทร่วมสายโลหิตระหว่างโฆเซกับน้องสาวคือเวโรนิกา(Veronica)(รับบทโดยลีโอนา บัลกาเซ (Leona Balcarce)) ความเคืองแค้นและเหลืออดอีกฝ่ายระหว่างพ่อและแม่ จนถึงจุดหนึ่งเม็คกาตัดสินใจทำในสิ่งที่น่าจะทำมาตั้งนานก่อนหน้า นั่นคือการเขี่ยสามีเกรกอริโอไปนอนนอกห้อง หนังเล่าความเป็นไปดังกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านและรวบรัดเหมือนเสี้ยวเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามา ในความห่อเหี่ยว เม็คกานั่งเคียงข้างเกรกอริโอ ความเหลืออดของเม็คการะเบิดในจังหวะต่อมา เธอยังอยู่ในท่าเดิม แต่คราวนี้มีเครื่องทำน้ำแข็งอยู่ข้างหลัง ภายหลังจากสูญเสียคนรับใช้ไป ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะเธอก็เคยสั่งอิซาเบลให้คอยเติมน้ำแข็งนับครั้งไม่ถ้วน แต่บัดนี้มีอันต้องอยู่กับเครื่องตามลำพัง แถมดูราวกับการใช้เครื่องก็อาจทำให้ผู้ใช้เป็นอัมพาตได้ เม็คกากลัวว่าชีวิตจะซ้ำรอยผู้เป็นแม่ ถูกกักกันอยู่กับเตียงนานหลายปี แต่การตะเพิดเกรกอริโอออกไปก็เป็นทั้งการก้าวพ้นจากสามี และวัดรอยชะตากรรมผู้เป็นแม่

ความระหองระแหงในชีวิตสมรสทาลีอยู่ในสภาวะคลื่นใต้น้ำมากกว่า น้อยครั้งจะได้เห็น แต่ก็มีอยู่ระลอกการเล่าหนึ่งมาร์เท็ลค่อยๆ ผินหน้ากล้องไล่เก็บภาพ ทาลีปั้นหน้าสะกดใจไม่หวั่นไหวได้ขณะที่เม็คกาไม่เคยทำได้ เราเห็นทาลีฉีกยิ้มกร่อยสำนึกผิดตอนสามีจับได้ว่าเธอสูบบุหรี่หลังจากคุยกันเรื่องขับรถไปโบลิเวีย ตามทรงแล้ว หนังจะกันท่าอึดใจบีบน้ำตาไว้ริมนอกของรัศมีการเล่าปล่อยเพียงเสียงเล็ดรอดเข้ามาสื่อนัย ภาพหลอดไฟระเบิดสื่อถึงความขุ่นเคืองของทาลีหลังจากสามีบ่อนทำลายแผนการเดินทางของเธอย่อยยับ หนักข้อกว่านั้นการกระทำหลายอย่างก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปมเรื่องโดยรวม เป็นต้นว่า ทำบ้านรก เต้นรำ หาซื้อเสื้อเชิร์ต พวกเขาอาบน้ำ ว่ายน้ำ ตกปลา เติมน้ำแข็ง ทั้งหมดเป็นการเข้ารหัสความยึดโยง ภาพของน้ำให้แค่เงื่อนงำแต่ไม่ได้แจกแจงต้นสายปลายเหตุ แต่ละวันของตัวละครเหล่านี้ส่วนใหญ่หมดไปกับความเฉื่อยแฉะแต่คนดูไม่อาจนิ่งนอนใจเพราะคลื่นใต้น้ำในเสียงประกอบคอยสร้างความตะครั่นตะครอและไขว้เขว

สถานะของเสียงในงานชิ้นนี้ของมาร์เท็ลเรียกความสนใจจากนักวิจารณ์ได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากเปิดเรื่อง ที่จะเห็นเก้าอี้สนามคะมำอยู่กับพื้นตามทางเดิน ในคำสัมภาษณ์แก่ลูเชียโน มอนเทียกีโด(Luciano Monteagudo)ที่รวมอยู่ในบทความชื่อ Whispers at Siesta Time มาร์เท็ลแสดงจุดยืนไว้ว่า “ชั้นเชื่อมั่นในเสียงมากกว่าภาพ” และขยายความต่อไปว่า “เสียงกินขาดภาพและถ้อยคำ ในแง่ความสมจริงของการฟื้นความทรงจำจากวัยเด็ก”

คอนสแตนตินีตั้งข้อสังเกตว่าภูมิโสตของระลอกการเล่าแรกคอยเป็นลางบอกเหตุทางเสียงแก่หัวเลี้ยวหัวต่อของเรื่องระหว่างเข้านอกออกในรัศมีการเล่าเพื่อถักทอพื้นที่ เรื่องพาไป-นอกเรื่อง(รายชื่อคณะทำงาน การดับจอ) เช่นเดียวกับ เรื่องราวของสองครอบครัว เราได้ยินเสียงฟ้าร้องนำร่องการมาถึงของพายุ เสียงแกรกกรากบาดแก้วหูของเก้าอึ้สนาม เสียงสวดของโมมิ เสียงปืนจากที่ไกลๆสักแห่ง ก้อนน้ำแข็งกระเด้งกระดอน แก้วแตกตอนเม็คกาหกล้ม เสียงบทเพลง”หญิงชั่ว(Mala mujer)”แผดออกมาจากลำโพงในรถ เสียงฝน เสียงฟ้าร้องวนกลับมา เสียงเม็คกาเรียกหาลูกชาย

ความเป็นไปในสองครอบครัวถักฟั่นเข้าด้วยกันต่อหน้าสุ้มเสียงอันเฉยเมย (เสียงสะท้อนอาการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ผ่านความราบเรียบ ไม่หนุนไม่ชงส่ง) จากคนรับใช้และชาวเมือง เสียงระเบิดกระสุนจากที่ไหนสักแห่งไกลออกไป และคำถามว้าวุ่นใจของเม็คกาชักพาหนังไปสู่ความเขม็งเกลียวอีกระดับและความพินาศอันแสนเงียบงันของบทจบ

บทจบเล่าผ่านฝีภาพตะเกียงขับแสงอยู่กับผนัง ค้างเติ่งอยู่ในสภาพนั้นเป็นนานหลังจากเด็กดื้อปีนขึ้นไปข้างบนและก้าวพลาด มีแต่ภาพนั้นในความเงียบ “เป็นการแปรธาตุ เบาะแสของความตาย มาไว้ในความร้างโล่งของภาพ”

ในบทปริทัศน์ฉบับตีพิมพ์ใน Slant เอ็ด กอนซาเลส(Ed Gonzalez) มุ่งความสนใจไปผลอันเกิดจากมี-ไม่มีอยู่ของเสียง “แค่เส้นยาแดงที่คลาดกัน ชีวิตก็ย่อยยับ ไม่ใช่เพราะการพลัดตกอันน่าอนาถ แต่เพราะไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อเงี่ยหูฟัง”

คนดูไม่มีโอกาสเห็น(หรือได้ยิน)ผลสืบเนื่องจากการเสียชีวิตของตัวละครตัวนี้ ได้แต่ตะหงิดๆ อยู่ในลมหายใจและเลือดเนื้อ
ความเปราะบางแผ่ออกมาจากบทลูจินั้นนอกจากมาดการแสดงโดยรวมของตัวนักแสดงเซบาสเตียน มันเตญา(Sebastian Montana) แล้ว พฤติกรรมการหน่วงจังหวะหายใจของเขายังเล่นงานคนดูจนหายใจไม่ทั่วท้องในการเอาใจช่วยเขา ลูจิมีภาพเป็นคนที่ในหัวมีแต่เรื่องหมาดูดเลือดที่กลายเป็นหนูแอฟริกา เขามักปรากฏตัวพร้อมเสียงหอนเสียงฝีเท้าหมา ราวกับถูกรุกไล่โดยตัวจินตนาการจมูกไวของตนเอง เรื่องราวเขม็งเกลียวเพราะสร้อยหนังทางโสตผสมโรงกับความหวาดระแวงของลูจิ

เสียงสัญญาณสายโทรศัพท์เรียกเข้าแผดขึ้นทุกครั้งที่หนังกล่าวถึงเม็คกาเช่นกัน แต่เธอหรือคนรับใช้ก็มีอันรับสายไม่ทันอยู่ร่ำไปฟ้องถึงการพลาดโอกาสคว้าข้อเสนอจากภายนอกของเม็คกา สร้อยเสียงเหล่านี้เฉียบคมและตีความไปได้ต่างๆ นานาตามภูมิโสตอันอื้ออึงและกร่างเถื่อน หนำซำ้ยังเล่นงานคนดูจนตกที่นั่งเดียวกับตัวละคร เสียงสัญญาณโทรศัพท์แผดบาดแก้วหูคนดูเช่นเดียวกับเม็คกา และเป็นกระต่ายตื่นตูมเช่นเดียวกับลูจิ

มาร์เท็ลและคณะช่างเสียงถลุงสภาพความเป็นจริงในการรับชมภาพยนคร์มาใช้อย่างเมามัน
รสชาติของหนังอยู่ที่ความมะงุมมะงาหรา และภาพเหตุการณ์กระท่อนกระแท่น จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน และเสียงที่กุ้มรุมและปรี่เข้าทิ่มแทงดุจเดียวกับอากาศที่ผสมโรงกับลำโพงและกระพือตัวนำคลื่นสั่นตามธรรมชาติ(acoustics)มาถึงเราในรูปเสียง

กลเม็ดการเล่นกับสรรพคุณในทางสร้างความชิดเชื้อของเสียงล่อลวงให้คนดูหลวมตัวเข้าไปขลุกในโลกที่มาร์เท็ลวาดขึ้น ปกติในการเสพความหนำใจรวมไปถึงรสชาติของเสียงจากบรรยากาศสุดระทึกที่หนังอลังการงานสร้างเนรมิตมาปรนเปรอนั้น จะเป็นไปในรูปปลดเปลื้องการคอยท่า แต่เสียงยังมีฤทธิ์แทรกซึมโดยคนดูไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยเช่นกัน มาร์เท็ลปวารณาภูมิโสตอันล้ำลึกในงานของเธอเพื่อยุทธศาสตร์ดังกล่าว เสียงในงานของมาร์เท็ลแผ่ซ่านเข้าสู่คนดูโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งหูเสมอไป เราผวาไปกับเสียงสัญญาณโทรศัพท์และเสียงหมาเห่าทั้งที่รู้ว่าเป็นแค่เสียง และก็ไม่เอาเป็นธุระกับเสียงแทรกเสริมอื่นๆ มาร์เท็ลมองว่าเสียงคือการเข้าถึงเนื้อตัวคนดู

การแข็งขืนต่อแรงคาดคั้นที่จะเห็นความคืบหน้าเหมือนที่ได้จากงานส่วนใหญ่ การเข้าถึงตัวดังกล่าวเป็นการกำหนดกติกาการรับรู้แก่คนดู สับเปลี่ยนการดื่มด่ำกับการดำเนินเรื่อง ด้วยการซึมซับท้องที่เกิดเหตุ

 

แปลจาก

http://www.ejumpcut.org/archive/jc50.2008/LMartelAudio/text.html

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 2:21 am

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 3: social classes awareness

leave a comment »

ดังที่ได้บรรยายไปแล้วในเรื่องความซับซ้อนของการแทนที่บทโหมโรงแบบดั้งเดิมด้วยเสียงประกอบ ดนตรี และบทเจรจา ขุมข่ายการบรรเลงดังกล่าวชิงกุมบังเหียนหนังตั้งแต่ระลอกการเล่าแรกอันมีโครงสร้างเสียงของงานชิ้นนี้อัดผนึกอยู่ ส่วนความแปรปรวนก็จะทยอยเผยโฉมผ่านดนตรีประกอบ ฝน ฟ้าร้อง แก้วแตก วนเวียนขับคลอเหมือนลูกคู่ไม่ขาดสาย ดังที่คอนสแตนตินีตั้งข้อสังเกตว่า ระลอกเปิดเรื่องผูกขึ้นจากสุ้มเสียงทุ้มความถี่ต่ำ(แย้มพรายและปราม) เสียงแผดร้องบาดแก้วหูฉุดคนดูจ่อมจมกับหนัง เสียงขณะที่ภาพและเรื่องราวจดจ่ออยู่กับสภาพดักดานไปวันๆ เสียงกลับสร้างครั่นคร้ามแก่คนดูตลอดเวลา

อูบิญาให้ความเห็นไว้ว่า ในแง่งานภาพแล้ว การปั่นหัวคนดูจนไม่รู้เหนือรู้ใต้ไนระลอกการเล่าตอนเปิดเรื่อง ถือเป็นการแขวะหยอกขนบการเล่าทั่วไป “ฝีภาพเปิดเรื่องจับความตอนพายุกำลังเคลื่อนเข้าบดขยี้เรือกสวนที่ผักกำลังระบัดใบเขียวชะอุ่ม แต่ก็ไม่ได้ตีกรอบสรุปความสักรอบหนึ่งหลังจากนั้น ไม่มีการทำหน้าที่เป็นฝีภาพอารัมภบท เอาแต่ขู่เข็น ฝีภาพไม่ได้ชี้พิกัดแก่คนดู แต่มาเตือนถึงเรื่องที่คนดูพึงระแวดระวัง

หรืออีกที ก็สื่อถึงความแออัดชวนเหลืออดของสภาพพื้นที่ ไม่มีที่ให้หายใจหายคอ ดังคำกล่าวของอูบินญา:
ไม่มีการเดินทาง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ขยับขยาย คนดูจมปลักอยู่กับภูมิศาสตร์ความรู้สึก ขณะที่เคนท์ โจนส์ตั้งข้อสังเกตถึงการแหวกพื้นที่ของมาร์เท็ล”เข้าไปคว้านองค์ประกอบภายในและควักใจความสำคัญโยนออกมา จากภูมิสภาพที่ผูกพันเหนียวแน่นกับความรู้สึก และโยงใยทางจิตระหว่างตัวละคร

มุมมองการเล่าก็มีส่วนต่อความรู้สึกถูกตรึงไว้กับท้องเรื่อง La ciénaga นั้น ค่อนข้างคับแคบ กลับไปกลับมา แต่ส่วนใหญ่เล่าผ่านมุมมองของโมมิ(Momi)ลูกคนเล็กในบรรดาทั้งหมดสี่คนของเม็คกา ดังคำให้การของมาร์เท็ลที่คัดมาก่อนหน้านี้ที่เปรยถึงทางเลือกการวางตำแหน่งเสียงและกล้อง(ปรับกล้องเพื่อปรุงเสียงตามคิด)อันมีที่มาจากมุมมองสะเปะสะปะแบบเด็กๆ:  คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของ La ciénaga นั้นอยู่ที่ แม้จะไม่มีการจำเพาะเจาะจงตัวผู้เล่าซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก เป็นการเดิมพันที่สูงมาก ไม่ควรเป็นฉันในวัยผู้ใหญ่มาเล่าเรื่อง แต่จะเป็นฉันในวัยเด็ก และตามประสาเด็กที่ย่อมต้องอยู่กับเรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด
ท่วงทีการเล่าเรื่องของมาร์เท็ลไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากอุดมคติของทอม เธอแจงว่า
“ไม่อยากให้เป็นการบรรยายความ เพราะเชื่อว่าการนำเสนอไม่ได้เพื่มความกระจ่าง จะรู้ซึ้งและประจักษ์แก่ใจต้องอาศัยความอดทน คอยเงี่ยหูฟัง”

ด้วยมุมมองอันจำกัด เสียงจาก “วงใน” และ “ถึงเนื้อถึงตัว”จะแทรกซึมสู่ตัวคุณ มาร์เท็ลอธิบาย ขณะเดียวกันกล้องกับเสียงก็สมรู้ร่วมคิดและต่อความยาวสาวความยืดแต่งเติมสภาวะทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมกัน สรรพสำเนียงตามมีตามเกิดผสมโรงกับโลกแต่อ้อนแต่ออกและบ้านขับ กล่อมจนลืมกิจกรรมของมนุษย์ที่ดำเนินไป ข้างในอึงอลด้วยเสียงน้ำประปาไหล กระดานเลื่อนลั่น เครื่องปรับอากาศครางติดๆ ขัดๆ ขณะที่ภายนอกจะอึงมี่ด้วยเสียงแมลงเป็นปกติ ความทบทับซับซ้อนของการจับเสียงจอมขโมยโสตประสาทมาผสมกันสร้างความรู้สึกห่างไกล ไม่เปิดโอกาสแม้แต่น้อยให้คนดูแทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโลกทางกายภาพ

ดังจะเห็นได้ว่า ในระหว่างพวกผู้ใหญ่ตกปลาอยู่ริมบึงนั้น ระบอกการเล่าจะเริ่มต้นด้วยฝีภาพเจาะจับเน้ือตัว ใบหน้า ใบมีดพร้าในระยะใกล้ แข่งคลอด้วยเสียงพูดคุย ลมโบก นก หรีดหริ่ง เอ้อระเหยกันพอหอมปากหอมคอก่อนจะตวัดปลาขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำ จังหวะที่น้ำกระเซ็นเหนือปากปล่องหนังก็เข้าสู่ฝีภาพระยะไกล แต่เสียงน้ำซัดยังคงโถมใส่ภาพโดยไม่ได้แผ่วห่างตามระยะ เฉกเช่นเดียวกับฉากสำคัญในโรงเต้นรำ กับสภาพที่เสียงดนตรีดังกลบเสียงพูดคุยจนเดินทางมาไม่ถึงคนดู โฆเซหนุ่มชนชั้นกลางค่อนข้างสูงหลงตัวว่าเป็นที่ต้องตาของอิซาเบล ความโอหังสร้างความหมั่นไส้แก่คู่ควงตัวจริงของฝ่ายหญิง เสียงดนตรีที่เชิดชักการโต้คารมแปรสภาพสองหนุ่มเป็นตัวจำอวด พวกเขาพงาบปากออกมาเป็นเสียงดนตรีไปเสียหมด

มาร์เท็ลทำตรงกันข้ามกับตามขนบหนังซึ่งถือว่าบรรยากาศรอบข้างควรเป็นแค่กลไกเสริมส่งเสียงหลักของหนัง ดังตัวอย่างที่กล่าวไปกับการปล่อยให้เสียงนกเสียงกาดังกลบเสียงพูดคุย อาจเพราะเสียงสนทนาในธรรมชาติก็จมในท่ามกลางสรรพสำเนียงจริงๆ แต่ในหนังของมาร์เท็ลโดยส่วนใหญ่เสียงรบกวนไม่ได้ยั้งตัวอยู่แค่เบื้องหลังเพื่อเห็นแก่ความชัดแจ้งของเบื้องหน้า ซ้ำยังมักขัดขวางคนดูจนฟังไม่ได้ศัพท์ มีแค่ครั้งนั้นที่ทาลีกับสามีปรึกษาปัญหาของลูจิกันโดยที่เสียงพูดคุยฝ่าด่านเสียงเชือมโลหะออกมาให้คนดูจับความได้ ลูจิกับเมคกามีเจ้ากรรมนายเวรทางเสียงเสียงร่วมกับทาลี กล่าวคือ พวกเขาจะจับความเสียงอื่นใดไม่ได้ถ้าต้องเจอกับเสียงเด็กตะโกน โดยหนึ่งในสร้อยหนังที่เล่นกับปมนี้เสียงเจ้ากรรมโผล่มาทั้งในรูปเสมอจริงและสัญลักษณ์ในคราวเดียว ในครั้งที่ทาลีไม่ได้ยินแม้เสียงในความคิดของตนเองเพราะตกอยู่ในวงล้อมของเสียงตามประสาแม่ มอนเทียกูโดตั้งข้อสังเกตไว้ว่าใน la cienaga “ไม่ใช่แค่บทสนทนาคร่อมไขว้ แต่มีเสียงคาบซ้อนมากมาย จนน่าจะเข้าข่ายเป็นสภาพเซ็งแซ่”

มาร์เท็ลย้ำให้เสียงมีทั้งความคมชัดและแบบแผนเพราะมองว่าเสียงฟ้องสภาพได้มากกว่าถ้อยคำ

ย้อนกลับไปตอนเปิดเรื่อง จะมีระลอกการเล่าสืบเนื่องบ่งชี้ตำแหน่งทางสังคมและสถานการณ์ชวนสิ้นหวังของเม็คกาโดยสับหว่างกับสภาพความเสื่อมโทรมของชนชนชั้นกลางผ่านการรุกล้ำของสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติที่เติบใหญ่เกินงามและส่งเสียงกระหึ่มจ่อไม่แพ้วัตถุกระทบผนังแก้วราวอยู่ใกล้พอกัน ลินด์ซีย์ แฮนลอน(Lindsey Hanlon)ตั้งข้อสังเกตว่าหนังคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายมุ่งร้ายหมายขวัญจากการรุกล้ำของสังคมและธรรมชาติด้วยอันคุณภาพเสียงทะลุทะลวง แจ่มชัดโดยการย้ำเน้นความแผดดังและปราศจากเสียงอื่นสอดแทรก อันเป็นกลบทเดียวกับเบรอะซ็อง การตีกรอบภาพที่ฉายภาพความขลาดกลัวพื้นที่ปิดผลิตซ้ำพลังคุกคามของธรรมชาติที่รุกคืบมากับเสียงประกอบ

ในระลอกการเล่าต่อมา ขณะเด็กๆ วิ่งไปดูวัวติดปลัก ทุรนทุรายอยู่ในหนองนั้น เสียงของป่าก็ดังกลบเสียงเด็กๆ ในความอึ้งอึงของเสียงจิ้งหรีดและเสียงเด็กๆ ฮัมเพลง เสียงวัวคราง เสียงหมาเห่าแผดดังล้ำหน้าเสียงพวกเด็กผู้ชาย

มาร์เท็ลหยอกเอินกับขนบเช่นเคย ในหนังเล่าเรื่องตามครรลอง เสียงด้านๆ จะคอยสร้างความชิดใกล้ และเสียงที่จ่อในระยะใกล้จะเป็นสัญญาณบอกเหตุ ตามทัศนะของริก อัลต์แมน(Rick Altman)ที่ว่า

เสียงจากระยะประชิด เสียงพูดจากคนที่อยู่ใกล้เรา คือ เสียงที่โถมเข้าจวกเรา ไม่ใช่แผ่ไปจากทางเรา

บรรยากาศคลุกวงในจากการวางไมโครโฟนในระยะเผาขน ตามทัศนะของอัลต์แมน จะล้อมหลอมคนดู/คนฟังและคนเล่ามาขลุกอยู่ในประดิษฐกรรมการเล่า แม้ว่าปัจจุบันจะมีเครื่องมือมากมายทั้งที่เป็นดิจิทัลหรือดอลบีให้ผู้กำกับเลือกใช้เนรมิตเสียงในลักษณะเดียวกันเพื่อดิ่งเข้าหา ตีสนิท และร่วมหัวจมท้าย ข้อสังเกตของอัลต์แมนก็ยังใช้การได้ ความฉะฉานของบทเจรจาและสำเนียงเป็นกันเองคือพาหนะเชื้อเชิญคนดูสู่โลกของเรื่องเล่าที่พวกเขาเป็นใหญ่

ออกจะผิดวิสัยเป็นงานของมาร์เท็ล คนดูไม่ค่อยได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงเสียงเช่นที่ว่าใน La cienaga บทพูดไม่ได้ถูกคว่ำบาตร ภาพพาคนดูหลงทางอยู่ร่ำไป แต่ก็ไม่มีนน้ำเสียงหนักแน่น ขันอาสามาสร้างความสงบ ภายในโครงสร้างการเล่าของมาร์เท็ลเสียงเซ็งแซ่ไม่นับเป็นบรรยากาศเป็นกันเองและไม่อาจเผยความในเหมือนบทพูด ยิ่งกว่านั้นดังได้กล่าวไปแล้วว่าถ้อยความที่เปล่งยังนับเป็นการปลดเปลื้องท่าทีออกมาในรูปเสียง จึงเป็นการเล่าที่ส่งผลทั้งส่วนลึกและเปลือกนอกในเวลาเดียวกัน ทั้งกอดเกลือกและกางกั้นคนดูไปในที ไม่เข้าข่ายแบบแผนการจำแนกใดเป็นการเฉพาะไม่ว่าจะเป็นตามมีตามเกิดในเชิงหนังศิลป์หรือรวบหัวรวบหางอย่างหนังฮอลลิวูด เมื่อการเฝ้าสังเกตุการณ์จากระยะเผาขนผลทางอารมณ์ที่คาดไม่ถึงในตอนท้าย

ดังได้แสดงให้เห็นในระลอกเปิดเรื่องว่า สุ้มเสียงของ La ciénaga มาในรูปดนตรี ควรกล่าวด้วยว่าหนังแทบจะไม่มีดนตรีประกอบแทรกจากอภิสิทธิ์ผู้กำกับ
ดนตรีนั้น ดีๆชั่วๆ ก็ยังลื่นไหลกว่าเสียงประดิษฐ์เสริมอยู่หลายขุม เสียงรบกวนยังไงๆ ก็ย่อมถูกจำกัดโดยท้องเรื่อง เสียงรบกวนอย่างไรเสียก็นับเป็นส่วนหนึ่งและไม่ตั้งแง่กับท่วงทีการเล่าหรือเรื่องราวของหนัง

เสียงกวนถือเป็นส่วนหนึ่งและไม่ตั้งแง่กับท่วงทีการเล่าหรือโลกของเรื่องราว เสียงหน่วงเหนี่ยวคนดูไว้กับโลกของเรื่อง(แม้จะผ่านการแทรกสอดเพื่อเหตุผลมากกว่าความรู้สึก)ได้เช่นเดียวกับดนตรีแต่จะไม่สะกิดสะเกาคนดูให้หันเหไปจากโลกใบนั้น ตรงกันข้าม การเพิ่มคุณค่าด้วยดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นงานที่มีอยู่ในโลกดนตรี มีส่วนเหนี่ยวนำคนดูกลับไปหาความรู้สึกแนบเนื่องในความทรงจำต่อตัวงานดนตรีชิ้นนั้นๆ เสียงรบกวนไม่มีอัตลักษณ์นอกโลกของเรื่องราวจึงข้องแวะกับการเล่าต่างออกไป กล่าวโดยง่าย คนดูอาจเพลิดเพลินกับดนตรีไปตามประสา(และหมายใจว่าจะไปหารวมเพลงประกอบมาฟังต่อ) แต่คนดูจะไม่มีทางเคลิ้มไปกับเสียงกวนเช่นนั้น

ในความขัดแย้งแต่ลงตัวได้ผลของคลื่นสัมผัสจากเสียงประกอบและสาระสำคัญซึ่งดูจะส่งผลไม่ต่างกันต่อคนดู คนดูติดกับมาร์เท็ลจนไปไหนไม่ได้ในทางกายภาพ แต่ยังมีที่ว่างพอจะรู้สึกนึกคิดจากการเฝ้าสังเกตภาพย่อชีวิตประจำวันได้ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมแนวร่วมคลื่นลูกใหม่ภาพยนตร์อาร์เจนตินา เธอหยิบยกความเป็นจริงร่วมสมัยตามประสาคนมีภาระผูกพันต่อชีวิตประจำวันและสามัญชนที่ดำเนินไปใต้เงาวิกฤติการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ ดังที่ทามารา เฟลิคอฟ(Tamara Falicov) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ในความเชื่องช้าของเวลาที่คืบคลาน เปิดทางให้เรื่องราวหนหลังครั้งกลไกต่างๆ เป็นทุรยศ(ผู้คนปิดถนน ประตูถูกปิด การใช้กำลัง)ผุดพรายในคำนึงคนดู

นอกจากการถ่ายทอดสภาพชนชั้นกลาง มาร์เท็ลยังให้ความสำคัญกับคนนอก ทั้งในปริบทของวัฒนธรรมชาติที่ยึดบูเอโนส ไอเรสเป็นศูนย์กลาง ปริบทชายชาตรีนิยม กระทั่งปริบทพื้นที่สาธารณะ ไลลา โกเมซ(Leila Gomez) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าสาระสำคัญในงานของมาร์เท็ลคือ พื้นที่รโหฐาน ปริมณฑลลับหูลับตาของอาร์เจนตินา และพื้นที่วงในของชาวบ้านอันเป็นแหล่งสืบทอดและบ่มเพาะความปรารถนา โดยมีผู้หญิงและเด็กเป็นขุมพลังหลักของเรื่องและแนบเนื่องกับการเมืองมากกว่าที่งานยุคต้น La cienaga ดาษดื่นด้วยภาพการเฝ้าสังเกตท่าทีเหยียดชาติพันธุ์และเดียดฉันท์ทางชนชั้นระหว่างคนกันเองซึ่ง “ถือเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือสาในจุดยืนมุมกว้างระดับโลกจากเบื้องบนกับพฤติกรรมเช่นนี้ของครอบครัวผิวขาวในอาร์เจนตินา”

เม็คกาเอาแต่จับผิดพวกคนพื้นเมือง(estos indios) ปรักปรำอิซาเบลว่าขโมยผ้าขนหนู และทำใจกับความอยากได้ใคร่มีของเธอ เม็คกาทำใจไม่ได้กับภาวะไร้อิสระของตัวเอง และได้แต่ยกตนข่มอิซาเบล ไม่มีใครสำนึกต่อความเอื้ออารีของอิซาเบลในการดูแลความเรียบร้อยของครอบครัวยามเธอตกที่นั่งลำบาก

พลวัตรทางอำนาจดังกล่าวซอกซอนอยู่ในทุกมิติของครอบครัว พวกเด็กผู้ชายออกล่าสัตว์โดยมีเด็กชาวพื้นเมืองคอยเป็นลูกหาบและตามเก็บผลงานให้ ทั้งยังคอยกระแนะกระแหนพวกเด็กอินเดียนพื้นเมืองว่ามักหาเศษหาเลยกับหมาของพวกตน แม้วาคินจะรักหมาเป็นชีวิตจิตใจ เขาก็มองว่าพฤติกรรมเช่นนั้นฟ้องถึงความวิตถารของคนอินเดียน ต่อมาหลังจากเพอร์โร(ฟาบิโอ บิลญาฟาเน – Fabio Villafane)เพื่อนของอิซาเบลพาพวกเด็กๆ ออกไปตกปลาตามที่เธอวาน วาคินเขวี้ยงปลาที่ตกได้ทิ้งไปและค่อนว่าเดี๋ยวพวกเด็กพื้นเมืองก็มาเก็บของโสโครกนั้นไปกิน แต่สุดท้ายอิซาเบลก็ไปเก็บปลาพวกนั้นมาเป็นวัตถุดิบปรุงกับข้าวเลี้ยงทุกปากในครอบครัวเสมอหน้ากันในระลอกการเล่าถัดมา ความรักที่มอมิมีต่ออิซาเบลแม้ดูว่าบริสุทธิ์ใจอยู่มาก และก็อยู่ในฉันท์นายไพร่เสียมากจากพฤติกรรมที่อยู่ในบ้าน เช่นเดียวกับท่าทีของโฆเซผู้เป็นน้องชาย มอมิตีตนเหนือกว่าอิซาเบลและฝ่ายหลังต้องคอยเฝ้าแหนรองมือรองเท้า การตกเป็นเป้าความเอ็นดู และตัวตายตัวแทนแม่แก่มอมิของอิซาเบลยิ่งตอกย้ำบทบาทการเป็นคนรับใช้ในบ้าน ความแตกต่างระหว่างนายกับบ่าวซึ่งผุกร่อนมากแล้วในทางพฤตินัยกลับได้รับการเน้นผนึกเชิงสัญลักษณ์ผ่านภาษา

การถ่ายทอดข้อสังเกตทางจิตวิทยาและสังคมผ่านบทเจรจาอันจริงจังและปราดเปรื่องของมาร์เท็ลนั้นทั้งแสบสันต์ แนบเนียน ไม่เพียงหลายวาทะแทงใจดำจากปาก บทบาทการแสดงอันเข้าถึงของกราเซียลา บอร์เจสยังสะท้อนนัยรองของถ้อยคำที่ระบายความหมายอื่น เม็คกาเม้มปากเป็นเส้นตรงจนเป็นที่สังเกตเพื่อกล้ำกลืนความขมขื่นตอนที่ลูกชายคนโตเรียกชื่อเล่นเธอสลับกับเมอร์ซิเดสชื่อคนรักเก่าของสามีซึ่งฟ้องว่าเธอสูญเสียลูกให้กับศัตรูหัวใจไปแล้ว เม็คกาต้องถอนเมาไม่ก็ล้างพิษอยู่ร่ำไป หาทางหนีความจริง สภาพความเป็นจริง และเสียงกวนประสาท การที่เธอจอจ่อกับข่าวปรากฏการณ์พระแม่ผู้บริสุทธิ์ทางโทรทัศน์จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

ประมวลเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่โทรทัศน์ถ่ายทอดนั้นมุ่งเอาใจชาวอาร์เจนตินาตามแบบฉบับละตินอเมริกาขนานแท้มากกว่าตามมุมมองสากล แต่การออกอากาศภาพความศรัทธากลับปรากฏแก่คนดูในฐานะตัวผสมโรงความโกลาหลในบ้าน และเม็คกาก็มัวสาละวนอยู่กับเด็กๆ จนไม่เป็นอันได้ดูการถ่ายทอดได้ถนัด จังหวะหย่อนใจมาถึงก็ยังไม่วายถูกขัดจังหวะการดูโทรทัศน์ เสียงเพลงดังขึ้นทั้งครอบครัวพากันเต้นแร้งเต้นกาอยู่ข้างเตียงเธอ เคนต์ โจนส์(Kent Jones)ตั้งข้อสังเกตว่าระลอกการเล่าดังกล่าว “ผูกขึ้นอย่างแนบเนียนและแม่นยำราวกับเป็นเหตุการณ์จริง”

ถือเป็นอีกหนึ่งวีรกรรมที่เสียงประกอบเข้ามาหน่วงเหนี่ยวการเล่าจนเสียกระบวน ผิดแต่เพียงคราวนี้ไม่พิลึกพิลั่นนัก หากไม่นับตะเข็บเรื่องและตัวขัดจังหวะทิศทางการเล่าอื่นๆ ในความสงัดของบทสรุป การข่มขวัญที่แผ่รังสีอำมหิตตั้งแต่เปิดเรื่องถึงคราวได้แผลงฤทธิ์เต็มคราบ ทาลีและลูกสาวคือมาเรียนนามัวแต่เงี่ยหูฟังเสียงบนชั้นสองจนไม่ไหวตัวกับเสียงอันชวนสังเวชจากเฉลียงที่ฟ้องว่าลูจิพลัดหล่น

เราไม่เคยยลยินเสียงที่ทาลีปลาบปลื้มยามตกถึงโสตสัมผัส โจนส์ให้สมยาการเล่าเช่นนี้ว่าเป็นลูกเล่นในการ พรากปริศนา “เธอมักจะผละหนีตัวละครไปดื้อๆ ขณะกำลังจ่อมจมกับเสียงหรือเหตุการณ์นอกรัศมีการเล่า แล้วค่อยย้อนมาบอกกล่าวภายหลังหรือไม่ก็ผ่านแล้วผ่านเลย”

ในการใช้โสตประสาทคลำทางเรื่องราว ลงเรือลำเดียวกัน หรือแม้แต่ถูกเสือกไสจากโลกของหนัง คนดูจะเจอลูกเล่นทำนองนี้อีกนับไม่ถ้วน มาร์เท็ลมีความละเอียดลออแม่นยำในการใช้เสียงล้อมกรอบ ทว่าในความแยบคายก็กลับล้นจริง อวลฟุ้งยิ่งด้วยอณูความรู้สึกและไม่ชอบมาพากล(จะแจกแจงข้างหน้า)

ดังที่เพ็นนี มินต์ส(Penny Mintz)พิสูจน์ทราบในกรณีของออร์สัน เวลส์ต่อสมมติฐานที่ว่าความไม่ลงตัวแม้เพียงเล็กน้อยของเสียงกลับสร้างความอึดอัดระลอกใหญ่และความมะงุมมะงาหราแก่ผู้ชม โดยไม่ทราบสาเหตุ

มาร์เท็ลเองแม้จะช่ำชองในการหลอมกลืนคนดูเข้าเป็นเนื้อเดียวกับความเป็นไปเบื้องหน้า แต่ก็ยังความกังวลขุมใหญ่พ่วงไปด้วย อย่างบอกไม่ถูก แค่สังหรณ์ว่ามีบางสิ่งนอกเหนือจากการรับรู้ของประสาทสัมผัส

แปลจาก

http://www.ejumpcut.org/archive/jc50.2008/LMartelAudio/text.html

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 2:19 am

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 5: sound disorienting

leave a comment »

ขณะที่โดยปกติภาพระยะใกล้จะบังคับให้เราเพ่งเล็งรายละเอียดบางจุด แต่จากข้อสังเกตข้างต้น มาร์เท็ลกลับใช้ภาพระยะใกล้เพื่อสร้างความไขว้เขวโดยการตัดพื้นที่สืบเนื่องออกจนหมด การใช้เสียงจากระยะแนบชิดนั้นก็เหมือนกับการใช้หูฟังหมอดักฟังเสียงจากห้องติดกันในโรงแรม ยังไงก็ไม่ถึงลูกถึงคน ขณะที่บาร์ตส์เตือนในเรื่องพื้นที่อันพอเหมาะแก่รัศมีทำการของเสียง ไม่ว่าสำหรับคนดูหรือตัวละคร ดังที่จะแสดงให้เห็นต่อไป ในรูปที่ละม้ายยิ่งกับ “เสียงที่รวมตัวกันบรรเลงในรูปมโหรีแห่งครัวเรือน”

โรงแรมโกโรโกโสแห่งนี้คือฝันที่เป็นจริงของทอม ค่าที่ได้สถาปนาพื้นที่ที่เสียงจะได้อวดดี และมาร์เท็ลก็ใช้ประโยชน์ทุกซอกมุมของสถานที่นั้น ระลอกการเล่าแรกๆ จะเห็นอเมเลียและโยเซฟินาสวดภาวนา(ด้วยถ้อยคำอันกำกวมระหว่างอาราธนาพระคัมภีร์หรือกระเส่าจากกามรส)จากเสียงงึมงัมและเสียงเอียดอาดที่แว่วเข้ามาจากนอกกรอบภาพ จากภาพอิริยาบถสองเด็กสาวในระยะเกลือกใกล้จนอึดอัด หนังสลับไปเป็นภาพระยะกลางธองอะเมเลียในท่านั่ง รำไรอยู๋เบื้องหลังเธอคือภาพพนักงานโรงแรมกำลังง่วนกับการรีดและนึ่งผ้าอันเป็นที่มาธองเสียงชวนคิดอกุศล ในระลอกการเล่าเดียวกันนี้ตอนอะเมเลียย่างเธ้าห้องยาโน เสียงปนเประหว่างทางเดินกับห้องหับ วิทยุ เสียงผู้คน ผ้าผ่อนสะบัดเสียด ล้อหมุน ก่อทบเป็นเชิงชั้นภูมิโสต เสียงจากห้องทั้งหลายกระหน่ำกรอกหูผู้ชม โดยไม่อาจหยั่งรู้ที่มาและชวนพิศวง จุดชนวนความขุ่นข้อง

เช่นเดียวกับ La cienaga หนแล้วหนเล่าที่มาร์เท็ลประวิงการเฉลยที่มาธองเสียงอย่างที่เจอกับเครื่องนึ่งผ้า เสียงระรัวปริศนาราวโฉบไล้ม่านแว่วธึ้นมาเป็นหนแรกในยี่สิบเอ็ดนาทีแรก ก่อนที่จะถึงบางอ้อในสิบนาทีต่อมาว่าต้นตอคือกระป๋องฉีดละอองฝอยซึ่งพนักงานจอมธยันพ่นไปทั่วเหมือนย้ำคิดย้ำทำ

มาร์เท็ลยังเล่นกลกับความคาดไม่ถึง ชัดแจ้ง และสลับที่สลับทาง เป็นเรื่องปกติที่จะพบเจอความพิเรนท์เกณฑ์กล เป็นต้นว่า ตอนหมอยาโนเข้าลิฟต์หนังก็จับภาพคอหมอจากระยะใกล้ในลักษณะเพ่งเล็ง(มีให้เห็นในหนังถึง 3 หน) ส่วนเสียงประกอบก็เน้นทุกจังหวะฝืดเหวี่ยงขณะลิฟต์เคลื่อนตัว มีเสียง”ฉับ”โพล่งขึ้นมาตอนมืออะเมเลียสัมผัสตัวหมอ ประตูลิฟต์ที่เลื่อนสบกันพอดีก็เหมือนกิโยตินทำงาน ภาพและเสียงจากระยะจ่อประชิดในลิฟต์ผสมโรงกันเคลือบฉาบอำพรางบทสนทนาระหว่างยาโนกับเพื่อนของเขากลายเป็นความเครียดเขม็งและกันท่า

ฉะนั้น จึงถือได้ว่า “อัจฉริยภาพอันน่าทึ่งในการเนรมิตบรรยากาศสุดทนและสุดกลั้นของมาร์เท็ล” นั้นไม่ได้เป็น”อานิสงส์จากแบบแผน”และสิ่งที่กอนซาเลซอ้างในทำนองว่าเป็น ความสยองขวัญ ในงานของเธอ แต่เป็นผลจากความใส่ใจกับรายะเอียดของเสียงทั้งที่แฝงฝังและเป็นผลสืบเนื่องแบบฉับพลัน เป็นธรรมชาติและไร้ระเบียบ เช่นเดียวกับลูจิใน La cienaga กับหูอันเป็นทีเด็ดของหนัง อะเมเลียเงี่ยหูรอสัญญาณจากเบื้องบน ยาโนก็จดจ่อกับสรรพสำเนียงจากอะเมเลีย เธอถึงกับซุ่มซ่ามส่งเสียงบาดแก้วหูระหว่างเหม่อมองเขานอนแผ่ในอ่างน้ำอุ่น ส่วนเฮเลนาซึ่งมีอาการหูชั้นในผิดปกติอันเป็นผลจากการดำน้ำสมัยเด็กก็เฝ้าแต่ฟังเสียงตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ มีอยู่ฉากหนึ่งระหว่างดำอยู่ในสระ จะมีแค่เสียงน้ำไม่กี่จังหวะให้ได้ยิน เฮเลนาหันรีหันขวาง คนดูจมอยู่กับความเงียบอยู่ชั่วอึดใจขณะเธอพยายามจับทิศทางหาสัญญาณเสียง ก่อนที่สรรพสำเนียงอันซับซ้อนจากพื้นที่จะกลับมาให้ได้ยินครบย่านอีกครั้ง

ระลอกการเล่าเพื่อสื่อถึงมุมมองของยาโนนั้นห้วนขนาดผูกขึ้นจากหกฝีภาพเท่านั้น แถมไม่เฉลยแหล่งที่มาของเสียงอีกต่างหาก โดยเริ่มจากภาพโถงทางเดินเห็นลึกสุดทาง เบี่ยงมุมเล็กน้อย(มาร์เท็ลประณีตมากกับการวางกรอบภาพเยื้องกระเท่เร่ หรือขาดสมมาตรพอสัมผัสได้) พนักงานเดินหลุดกรอบภาพกลืนหายไปกับระวางส่วนหลัง ขณะที่เสียงประกอบกลับเป็นเสียงดอกกุญแจกระทบกันจากระยะใกล้มาก) อะเมเลียเข้ามาในกรอบภาพพร้อมดอกกุญแจ คนดูเหมาเอาว่าเธอดอดมาข้างหลังตลอดเวลา ฝีภาพถัดมาจะเห็นเธอชัดๆ แค่แวบเดียวผ่านช่องประตูที่อ้าไว้เพียงเล็กน้อย ก่อนที่ร่างเธอจะกินพื้นที่หมดทั้งกรอบภาพ คนดูได้ยินเสียงลมหายใจขณะหลับของยาโนก่อนจะเห็นอากัปกิริยาเขา จากเสียงลมฟัดจมูกหนักๆ ฟ้องว่าเขาร่ำๆ จะรู้สึกตัว ทุกอย่างสะดุดกึกพักหนึ่ง ไม่มีแม้แต่เสียงนาฬิกาเดิน ก่อนเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จะฉุดเขาจากห้วงนิทรา ทั้งคนดูทั้งยาโนหันไปจดจ่อกับเสียงฝีเท้าไม่ก็ประตูอันแสนคลุมเครือ แน่ใจได้เพียงประการเดียวมีเสียงวัสดุดินเผาหนักอึ้ง ยาโนตรงไปห้องน้ำ ก่อนที่จะเขาและคนดูจะรู้เหนือรู้ใต้จากเสียงหมาเห่า สุ้มเสียงและประตูเล็ดลอดมาจากหน้าต่าง การได้ยินของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในฐานะแนวรัศมีปักปันอาณาบริเวณของ”พื้นที่อุ่นใจ”มีบทบาทโดดเด่นยิ่งในระลอกการเล่านี้ รวมถึงตอกย้ำถึงสัญชาติญาณการฟังเพื่อล่าและระวังภัยของยาโน การฟังคือการตรวจจับควานหาสิ่งใดก็ตามที่ล่วงล้ำละเมิดความสงบสุขของอาณาเขต เป็นกลไกเฝ้าระวังสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย ไม่ว่าจะมาดีหรือมาร้าย วัตถุดิบของการได้ยินจะเป็นตัวบ่งทั้งในแง่ชี้เฉพาะถึงอันตรายหรือชี้โพรงให้กระรอก

มุมมองของบาร์ตส์ช่วยสร้างความกระจ่างต่อท่าทีหวาดระแวงต่อเสียงของยาโนและอะเมเลีย กล่าวคือ เสียง ซึ่งก็คือพื้นที่โดยปริยาย ไม่ปลอดภัย ไม่เป็นมิตรต่อยาโน ส่วนอะเมเลียนั้นก็ทุกข์ทนกับพลังเหนือธรรมชาติ พระเจ้าหรือความปรารถนาอันน่าเกรงขาม

ก่อนหน้านั้น ในระหว่างการเรียนเรื่องสัญญาณจากพระเจ้าที่โรงเรียนวันอาทิตย์ก็มีเสียงชวนฉงนที่ได้จากเครื่องเธรีมินดังขึ้นมากลางคัน “ดังมาจากไหน” สาวๆ พากันชะเง้อออกไปนอกหน้าต่าง ต่อมาระหว่างสนทนาธรรมว่าด้วยประเด็นฟ้ามีตาก็มีเหตุชวนสยองที่ดึงทุกสายตาแห่งความสอดรู้สอดเห็นพุ่งไปยังประตูระเบียง ต้นตอของเหตุการณ์คือชายในสภาพชีเปลือย ผู้พลัดตกจากชั้นบนโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่เพียงรอดตายราวปาฏิหาริย์แต่ยังไม่มีแม้แผลถลอก ขณะที่หนังเขม็งเกลียวขึ้นเรื่อยๆ จะมีเรื่องขบขันทำนองนี้โผล่มาขัดตาทัพเป็นครั้งคราว ยิ่งหนังโศฏนาฏกรรมที่หนังถลำลึกไปนั้นหมองไหม้เพียงใด มุกตลกที่แทรกเข้ามาก็จะยิ่งแทงใจดำลึกกว่าเก่า ตอกย้ำความไม่ลงรอยอันปราศจากการเร่งรัดแตกหัก สอดรับความเป็นจริง การปะทะ ระราน แบบเฉียดไปเฉียดมา เก็บเล็กผสมน้อยเสี้ยวเหตุการณ์เป็นดินพอกหางหมูชะตากรรม

การใช้เสียงเป็นเครื่องมือบำบัดยังเป็นหัวข้อที่ดร.ยาโน กับ ดร.เบสซาลิโอเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ หัวข้อที่รายแรกนำเสนอต่อที่สัมมนาคือความผิดปกติที่เวสติบิวลา(vestibular)ขณะที่อีกคนจะนำเสนองานวิจัยว่าด้วยปัญหาของการวินิจฉัยผลการซักประวัติการเยียวยาจากคนไข้ อุปสรรคในการที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะรับรู้ความผิดปกติจะอยู่ที่ การได้ยิน ตอนท้ายของการสัมมนาจะต้องมีการสาธิตและอภิปรายเรื่องการสื่อสารระหว่างหมอ-คนไข้ ติดอยู่ตรงแค่จะหาประเด็นที่น่าสนใจอันใดมานำเสนอจึงจะเหมาะ สถานการณ์เข้าทางเฮเลนาเพราะเธอมีประสบการณ์ด้านละครเวทีและเป็นผู้ป่วยหูชั้นในผิดปกติ เจ้าตัวเองก็มีใจจะทอดสะพานยาโนอยู่แล้ว เธอยินดีจะเข้าร่วม และเข้ารับการทดสอบการได้ยินเพื่อเตรียมการนำเสนอการให้คำปรึกษาต่อหน้าธารกำนัล มาร์เท็ลเฉียบคมยิ่งในการแปลงสภาพการซักคนไข้ เหลี่ยมคูการเมืองของเพศแบบน้ำเน่ามาไว้ในรูปการเกี้ยวพาอันละมุนละม่อมที่ยาโนหมดปัญญาจะควบคุม ไม่กี่ฝีภาพให้หลังจะเห็นเฮเลนาสวมหูฟัง โดยไม่เฉลียวใจว่าความไร้สมรรถภาพในการฟังของตนจะนำวิบากกรรมใดมาสู่ เธอถูกแยกไปกักตัวในห้องทดสอบเสียง โดยมีสายตา”ทางการแพทย์และไร้เยื่อใย”ของยาโนจับจ้อง การกดขี่เพศก่อตัวขึ้นอีกครั้งท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ตกอยู่ในการควบคุมดังกล่าว อำนาจของแพทย์มาจากความรู้ที่เหนือกว่า การทำหน้าที่วินิจฉัย และไขความลับที่หลบซ่อนอยู่ภายในของสตรีที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ เฮเลนาที่จริงแล้วต้องทนทุกข์จากการเป็นวัตถุดิบรองรับความเชี่ยวชาญของยาโน อาการเมเนียร์ และอาการสูญเสียการได้ยินแบบเอาแน่ไม่ได้ในระดับเกินเยียวยา การเสียสมดุลย์ และเสียงก้องหอนในหู(ทินนิทัส) วิงเวียนและความดันในหู

หมอยาโนวินิจฉัยว่าพฤติกรรมสร้างความรำคาญด้วยการลุกขึ้นมาดูโทรทัศน์ตอนกลางคืนของเฮเลนาเป็นเพราะเสียงหอนในหู เราเห็นเธอตื่นขึ้นเพราะเด็กในโทรทัศน์ตะโกนเรียก แม่จ๋า แม่จ๋า มีฝีภาพเด็กๆ สวมหูฟังและร้องแรกแหกกระเฌอ โผล่มาให้เห็นสองสามแว่บก่อนเธอจะปิดเครื่องรับ สภาพการณ์ดังกล่าวฟ้องถึงความเป็นไปในชีวิตของเธอ ท้ายสุดกับการฟังข่าว เธอเสียศูนย์เล็กน้อย และแยกแยะระดับเสียงไม่ได้เป็นบางช่วง ก่อนจะยอมให้คำโปรยบนจอจูงจมูกหลังจากปลงตกว่าน่าจะสะท้อนความเป็นตัวเองได้ชัดที่สุดในสถานการณ์นั้น

ความปรารถนาในตัวหมอยาโนของเฮเลนาไม่เคยไต่ระดับถึงจุดแตกหัก เพราะเธอเล่นตามบทบาทมากกว่าความรู้สึก มัวแต่ถ่ายทอดความเบื่อหน่ายและโดดเดี่ยวมากกว่าสานสัมพันธ์ ส่วนหมอยาโนก็เอาแต่วินิจฉัยเธอตามหลักทางการแพทย์ โดยไม่สรุปความให้เจ้าตัวได้รับรู้ผล ไม่มีเค้าการเป็นแหล่งปัญญาและที่พึ่งพิง ในแบบหมอหนังน้ำเน่าของแมรี แอนน์ ดูเอน(Mary Ann Doane) เอาเสียเลย ยาโนมีอำนาจเหลือล้นด้วยวาทกรรมทางการแพทย์แต่ก็ได้แค่เงื้อง่าเพราะความลับเรื่องการแปลงเพศของเขาเป็นอุปสรรคสำคัญ ชีวิตสองด้านที่เผยเงื่อนงำอยู่ในชื่อของเขา รวมถึงความอับจนที่จะเลือกช่องเสียงให้เหมาะเจาะกับการอยู่ในสังคม สถานการณ์เบื้องลึกระหว่างคนทั้งสองฟ้องออกมาระหว่างการเต้นรำ จังหวะเท้าไม่ลงรอย เงอะงะ และไม่เข้าขาโดยสิ้นเชิง ดูราวกามคุณเป็นเรื่องอันตรายและน่าสมเพชแก่คนทุกวัย

อีกสิ่งที่มีบทบาทเชิงสัญลักษณ์เช่นเดียวกับเฮเลนา คือ เครื่องดนตรีท่วงท่า(theremin) หลายเหตุการณ์ในหนังมีสิ่งประดิษฐ์ไฟฟ้าชนิดนี้ไปปรากฏอยู่ เครื่องมือนี้ถือกำเนิดในค.ศ.1919 จากการคิดค้นของเลฟ เทอร์เมน(Lev Thermen)นักฟิสิกส์ชาวรัสเซีย เป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงโดยไม่ต้องสัมผัส เมืองเล็กๆ อย่างซัลตามีโอกาสสัมผัสความแปลกใหม่ที่ต้องอาศัยทักษะทางดนตรีขั้นเยี่ยมยอด เสาอากาศสองต้นจะจับท่วงท่ามือของผู้บรรเลงเพื่อกำหนดระดับเสียงและความดังโดยไม่ต้องกดส่วนใดของตัวเครื่อง ผู้บรรเลงต้องมีหูที่จับระดับเสียงแม่นยำและลีลาอันคล่องแคล่ว มาร์เท็ลเชิญมานูแอล ชาลเลอร์(Manuel Schaller)ยอดนักดนตรีชาวอาร์เจนไตน์มาบรรเลงจริงในหนัง “การถ่ายโอนความศักดิ์สิทธิ์และลี้ลับชวนประหลาดใจผ่านร่างกาย”

เสียงอันล่องลอยของสิ่งประดิษฐ์นี้ซึ่งมักคอยเสริมเอกลักษณ์แก่หนังวิทยาศาสตร์เฟื่องจินตภาพอมตะ เข้ากันกับงานของมาร์เท็ลได้เป็นอย่างดี อารมณ์ขันที่เจือในสำเนียงยังชวนให้นึกถึงสัญญาณจากเบื้องบน โจนาธาน รอมนีย์(Jonathan Romney)ตั้งข้อสังเกตว่าการลิ้มเสพรสชาติการบดเบียดเรือนร่างกับหมู่คนดูไปพร้อมกับรับชมการบรรเลงเทอร์มินของอะเมเลียนั้นนับเป็น”การคลุกโยงประสบการณ์จากกิจกรรมไร้สัมผัสและอกุศลสัมผัสอันพิเรนท์ยิ่ง” การวางกรอบภาพของมาร์เท็ลยังมุ่งเน้นความประเจิดประเจ้อของการสัมผัส ภาพการขยับเขยื้อนหว่างขาอันถึงใจของยาโนขัดแย้งกับภาพท่วงทีผ่อนคลายของเขาจากระยะกลาง จากความตื่นตะลึง สีหน้าอะเมเลียเปลี่ยนเป็นฉงนและเคลิบเคลิ้ม คนดูพออนุมานได้จากการอวดอุตริเป็นพวกกามวิปริตในรถไฟใต้ดินของยาโน เทอร์มินคือความวิจิตรเลิศเลอ ขณะที่ยาโนคือโลกียะอันอัปลักษณ์

การบรรเลงไร้สัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์ของเทอร์มินยังติกย้ำความย้อนแย้งของเสียงที่มาร์เท็ลทั้งทึ่งและเคยมือ เสียงโดยตัวเองเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แม้ร่างกายจะรับรู้แต่ก็ไม่มีสิ่งใดยืนยัน ขณะเดียวกันหากจะมีภาพใดเป็นหลักฐาน เนื้อแท้ของมันก็ไม่เป็นรูปธรรมอยู่ดี เสียงตรึงเราไว้กับพื้นที่

เสียงตรึงเราไว้ในหลักแหล่งที่ควรเรียกว่าภพภูมิแห่งการไม่ศรัทธาในการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงที่มาร์เท็ลและคณะพรรคใช่ประโยชน์จากค่ายกลเพิ่มระยะห่างและความเลี้ยวลด ดังที่ได้บรรยายไปแล้วถึงกลไกที่เสียงฉุดกายเนื้อของเราเข้าสู่โลกของหนัง(ดังที่รูบี ริช(Ruby Rich)บรรยายสรรพคุณไว้ว่า คนดูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกรุมร้อนและต้องเงยหน้าตรวจตราท้องฟ้าเพื่อดูว่ามีฝนหรือไม่ ในการรับชม La Cienaga เช่นเดียวกับ La nina santa) ด้วยอิทธิพลของเสียงจากระยะเผาขนอันบาดหู และแจ่มแจ้ง เราไม่เพียงแค่รับชม แต่ถลำเข้าไปขลุกในห้วงความรู้สึก เสียงผนวกตัวเองเข้ากับคนดู แต่กระนั้นก็ไม่อาจเข้ากันเป็นเนื้อเดียวจากสภาพแต่อ้อนแต่ออก(default condition) ของเสียง จากความเข้าใจที่ว่าเสียงมีฤทธิ์และหลากผ่านร่างกาย ทุกอณูที่ได้ยินจึงย่อมตราตรึงในห้วงคำนึง เราจึงได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พวกสาวรุ่นกังขาว่าหากวจนะดังกล่าวเปล่งมาจากปีศาจหรือความวิกลจริตแล้วจะแยกแยะได้อย่างไร อาจเป็นเสียงของวิญญาณหรือเสียงของแรงปรารถนาที่ได้ยินจากเพลงของอิเนสก็ได้? มาร์เท็ลเองบอกใบ้ว่าอาจเป็นทั้งสองอย่าง ท่าทีของเธอต่อเสียงกระตุ้นให้เราต้องตั้งหลักรับมือความยากเย็นในการแยกแยะส่วนรูปธรรมออกจากส่วนที่ไม่เป็นรูปธรรม กายกับจิต ในที่นี้ขอยกข้อวิเคราะห์ของรีมาแจกแจงแบบเต็มบท:
“การได้ยินไม่พึ่งธงคิดมากเท่าการมองเห็น ไม่ไว้ตัวเกินเหตุ และพร้อมจะพลีตัวเข้ากับประสบการณ์เพื่อรับรู้คุณค่าของการบรรลุชั่ววูบโดยไม่ดื้อดึง เหมือนเช่นการเห็นซึ่งจะล่ามโยงกับแบบแผนอันตายตัวในโลกวัตถุนิยมเพื่อผูกขาดความหมาย”

แปลจาก

http://www.ejumpcut.org/archive/jc50.2008/LMartelAudio/text.html

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 2:17 am

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 4: La nina santa

leave a comment »

 

อัจฉริยภาพในการตั้งตนเป็นร่างทรงของมาร์เท็ลชัดแจ้งขึ้นเป็นลำดับเมื่อมาถึง La nina santa งานมีความซับซ้อนน้อยลงแต่ชั้นเชิงการเล่าร้ายกาจไม่แพ้กัน และก็ยังคงเพ่งเล็งความเป็นไปของผู้หญิงและซอกมุมรโหฐานต่างๆ ของพวกเธอ แม้จะยึดซัลตาเป็นฉากหลังเช่นเคยแต่งานชิ้นนี้แทบไม่ได้ใส่ใจกับความตึงเครียดทางสังคมของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้  โรงแรมที่เป็นฉากหลักนั้นแสนสันโดษ ไร้กาลเวลา เป็นนิวาสสถานของสาวรุ่นชื่ออเมเลีย(มาเรีย อัลเคกับการแสดงขั้นสุดยอด)กับแม่ของเธอ(เมอซิเดส มอแรน – Mercedes Moran – ในมาดกลับตาลปัตรกับทาลีสุดเชย)และลุงเฟร็ดดี(อเลฮานโดร เออร์ดาพิลเญตา – Alejandro Urdapilleta) และบรรดาลูกจ้างที่เป็นกระดูกสันหลังของโรงแรมยิ่งกว่าเจ้าของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมอร์ทา(Mirta – รับบทโดยมาร์ทา ลูบอส – Marta Lubos)ที่กล้ำกลืนอยู่มานาน ที่เหมือนอีกประการกับผลงานก่อนหน้าคือโรงแรมเป็นที่อบอวลด้วยเสียงซุบซิบ ความลับ และลมหายใจคนแปลกหน้าที่ราดรดระหว่างอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เหมือนอยู่ใต้พลังบงการแบบชี้นกเป็นไม้ เรื่องราวเริ่มขึ้นตอนที่มีการจัดงานสัมมนาประจำปีของแพทย์โสต ศอ นาสิกที่โรงแรมแห่งนี้ และผู้มาสัมมนาบางคนก็หวังจะมาตื่นตากับสาวๆ มากกว่าสนใจกับงานประชุมและผลงานวิจัย ครูโรงเรียนวันอาทิตย์สุดสวยเป่าขม่อมอเมเลียด้วยตำนานลี้ลับทางคริสต์ว่าหูของตนสื่อกับพระเจ้าได้

เมื่อได้เจอกับหนึ่งในบรรดาแพทย์ หมอยาโน(รับบทโดยการ์โลส เบลโลโซ – – Carlos Belloso) ที่เคยมีเรื่องผิดใจกันบนถนนโดยไม่ตั้งใจมาก่อน เฮเลนาแม่ของเธอคิดว่าตนเองได้ยินเสียงปรามก้องในหูมิให้ข้องแวะกับชายผู้อาภัพเช่นเดียวกับตน ถึงจะอยู่ในขั้นแม่ปลาช่อนแต่เชิงชู้ที่เธอสานกับหมอยาโนก็แทบจะเป็นแค่ความเพ้อพกไม่ต่างกับผู้เป็นลูกสาว หากการสำคัญผิดว่าการให้ท่าคือการเผยใจของอะเมเลีย เฮเลนาก็สับสนระหว่างการสร้างความประทับใจกับบุพเพสันนิวาส

มาร์เท็ลตอกย้ำความรู้สึกที่อบอวลอยู่ตามสระน้ำ ในโมงยามหย่อนใจช่วงบ่ายและดึกดื่น ผลโดยรวมไม่ต่างจาก ความสำส่อนของฟูกและอวลกลิ่น จากการผสมเรื่องคาวโลกีย์เข้ากับความเสื่อมโทรมใน La cienaga พลังชีวิตพิลึกๆ ท่ามกลางความเอื่อยเฉื่อยและชะงักงัน

อีกครั้งที่หนังใช้ความไม่ไหวติงเป็นการตีแผ่พฤติกรรม อะเมเลียนอนขลุกอยู่กับโยเซฟินา ขณะที่แม่ของเธอใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการงีบ เสียงมีบทบาทเด่นยิ่งในการยื้อยุดเราไว้กับที่ ขณะที่โมงยามการเล่าไม่เขยื้อน

La nina santa และ La cienaga ต่างก็เป็นเวทีวาดลวดลายแนวคิดรวบยอดว่าด้วยเวลาในฐานะตัวการ คอยปักฐานและขับเคลื่อนภาพ ในผลงานลำดับที่สองของมาร์เท็ลเสียงในฐานะที่ตัวถักทอการเล่าผงาดขึ้นเป็นตัวบงการขุมข่ายการเล่าเลยทีเดียวตามที่ตัวผู้กำกับเผยว่า เป็นการออกแบบเพื่อบันดาลความกระชุ่มกระชวยในการสร้างงาน นอกจากนั้น เนื่องจากมีการสัมมนานักโสตวิทยาในโรงแรมแห่งนั้น จึงมีภาพหูจากระยะใกล้บนจอนับครั้งไม่ถ้วนในฐานะวัตถุที่ปรารถนาจะรับสัมผัส และภาพเตือนให้ตระหนักถึงความซับซ้อนของการสื่อสาร ความน่าพิศวงของกลไกตื่นตัวต่อเพศรสบวกกับหนทางไม่เป็นที่ปรากฏ มีฤทธิ์มอมเมาบงการชะงัดยิ่ง

ดังที่มาร์เท็ลให้อนุสติ ใบหูสวยงามเหมือนฝาหอย ไม่ตั้งแง่เชิงจรรยาเหมือนตา ตาตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยเวลามอง หูเป็นธรรมชาติมากกว่า ไม่เจ้าหลักการเหมือนตา(คัดมาจาก “เพศและความเป็นนักบุญ”) ในแง่ชั้นเชิงด้านภาพมาร์เท็ลยังคงเจนจัดในการบ่อนทำลายเอกภาพของพื้นที่ ดาษดื่นด้วยฝีภาพจากที่รโหฐาน ไม่มีฝีภาพอารัมภบท คนดูงงเป็นไก่ตาแตกกับทำเลเหตุการณ์และได้แต่เหมาว่าคงเกิดในโรงแรมบรรยากาศพิลึกๆ ชวนให้รู้สึกหวาดกลัวที่แคบ หนังตัดสลับไปมาระหว่างภาพจากมุมกว้างระยะใกล้(wide-angle close-up)และภาพลึกหน้าตื้นของท้องทุ่งและภาพระยะกลางชัดลึก(medium shots with deep focus) มาร์เท็ลเก็บภาพด้านหน้าตัวละครขณะยืนอยู่ด้านหลังตัวละครอื่น บีบพื้นที่ว่างระหว่างสองตัวละคร และฝีภาพเรียบง่ายๆ ที่ส่อเค้าชวนผวา การปรากฏตัวและจับภาพพฤติกรรมพิลึกพิลั่นของอเมเลียชวนให้นึกถึงท่วงทีแบบหนังสยองขวัญมาตรฐาน ในแง่ทิศทางศิลปะ มีการลดความจัดจ้านของสีเพื่อเน้นถ่ายทอดพื้นที่ภายใน โดยใช้สีน้ำตาลกับสีอิฐเป็นหลัก ระลอกการเล่าเหตุการณ์จากขอบสระน้ำอุ่นจึงจางปางด้วยสีขาวและฟ้า เช่นเดียวกับใน La cienaga น้ำเป็นเกียรติภูมิในสารบบสัญลักษณ์ของหนัง น้ำอุ่นสาดกระเซ็นพร้อมกับหนึ่งแม่ไม้เสียงประกอบที่ตราตรึงหูมากที่สุด

ดังที่จะได้แจกแจงข้างหน้า ความย้อนแย้งทางเสียง การสับเปลี่ยนระหว่างอรูปธรรมกับสารัตถภาพ ความลี้ลับ และความยากในการตีความคือหัวใจของการถ่ายทอด La nina santa หนังคลี่คลายเรื่องราวเหมือนฟังเสียงของตัวเอง
“สิ่งที่เราเรียกว่าเสียง ที่จริงก็คือ โมเลกุลอากาศที่พุ่งตัวขึ้นๆลงๆ ในรูปคลื่นแผ่ออกทุกทิศทาง หลังมีการขยับเขยื้อนของวัตถุไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่

ปมเรื่องแม้คดเคี้ยว เลี้ยวลด วกวน นอกลู่นอกทาง ทวนซ้ำ ไม่เป็นเส้นตรงตามหลักเหตุและผล แต่ความประหลาดเถื่อนก็เรียกความสนใจได้สมตัว ในการอภิปรายเบื้องหลังการยึดหัวหาดเป็นขุมข่ายบรรเลงการเล่าโดยเสียง สตีเฟน ฮันเตอร์(Stephen Hunter)สรุปผมเรื่องไว้ว่า
“เป็นการปฏิบัติกรรมฐานโดยอาศัยส่วนที่ไร้เสน่ห์ที่สุดในปฏิสัมพันธ์ฉันท์มนุษย์เป็นที่เพ่ง ลำดับความตามตัวแปรนับสิบ ตัดตอนสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ได้ยิน” กล่าวอีกนัยหนึ่งตัวหนังคือการประมวลความบกพร่องในการสื่อสาร บางช่วงก็น่าขัน บางช่วงก็น่าเศร้า หดหู่สิ้นหวัง ก็ไม่รู้ว่าเป็นสุรเสียงพระเจ้า หรือสักแต่เป็นเสียง เป็นเสียงพล่ามรักหรือเสียงสัมผัสวิตถาร

ฉากเปิดเรื่องของหนังคือลายแทงการเดินเรื่องอันพลุ่งพล่านและเครียดเขม็งที่จะติดสอย นักเทศน์ไอเนสร้องเพลงขณะสองสาวรุ่นซุบซิบกันเรื่องคุณครูไปมีนอกมีในกับชายแก่ เสียงเพลงฟังเหมือนอยู่ในระยะใกล้ แต่เสียงเพลงประกอบของมาร์เท็ลสอดชั้นกันอยู่ หลังสลับฝีภาพไปมาระหว่างภาพอเมเลียขลุกอยู่กับโยเซฟืนา(ฆูเลียทา ซิลแบร์แบร์ก-Julieta Zylberberg)เพื่อนคู่หูจากระยะใกล้จนคับกรอบ นัวเนียหัวขวิดเหมือนที่เคย กับภาพไอเนสโก่งคอขับเสียงในระยะใกล้ เสียงกระซิบกระซาบถึงเรื่องบนเตียงของครูถักทอเข้ากับเสียงเพลงสวดกลายเป็นชายขอบสองแง่สามง่ามที่ความฝักใฝ่ทางศาสนากับเพศรสมาเกี่ยวเกย สองสาวทั้งกระดากและครึ้มใจกับการล้อเลียนอาการเคลิบเคลิ้มของครู ความคลางแคลงของโยเซฟินาต่อน้ำใสใจจริงของไอเนสต่อศาสนาคือเปิดฉากการปะทะระหว่างจิตวิญญาณกับความรู้สึกนึกคิดอันเป็นขุมข่ายการบรรเลงหลักของหนังตามคำชี้แจงของมาร์เท็ล
“ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดทางศาสนามักมาลงกับร่างกายในรูปการปราบปรามและครอบกรอบกักขฬะ และโดยธรรมชาติแล้วร่างกายก็มักแข็งขืน และขบถใส่(เพศและวิถีนักบุญ)”

วาจา ใจกลางโลกของเสียง ที่แท้คือ “การแย้มพรายความลับของวิญญาณ” และสิ่งที่ปิดบัง แต่ก็อย่างที่โยเซฟนาตั้งแง่ว่า ไอเนสไม่เห็นต้องลวงสาวๆ ให้สำคัญผิดด้วยบทเพลงของเธอ จะเป็นไรไปถ้าศรัทธาจะมาพร้อมกิเลสเจือปน เพราะนิกายคาทอลิกเองก็อัดแน่นด้วยเรื่องราคะ เรื่องราวของจิตวิญญาณที่ชุ่มโชกด้วยความรู้สึกวนเวียนอยู่ในงานของแบร์นินีอย่าง Ecstasy of Saint Teresa และที่แน่นอนที่สุดึอ Song of Songs ก็ว่าด้วยเรื่องที่ฝ่ายศาสนายอมศิโรราบแก่คู่รัก เหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานโทนโท่ มาร์เท็ลกับการฝากผีฝากไข้กับหูของเธอจึงนับญาติได้กับสัจธรรมพื้นฐานของศาสนาดังที่บาร์ตส์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
“การฟัง คือ การกล่อมเกลาที่ชงัดยิ่ง”

การเสพสุขแบบคาทอลิกส่งผ่านการได้ยินมากกว่าการเห็น พระเจ้าไปมาหาสู่ผ่านพระวจนะมากกว่าเสด็จมาด้วยพระองค์เอง “การฟังจึงเป็นบ่อเกิดของศรัทธา” ในทัศนะของชาร์ลส์ โอแกร็ง(Charles Augrain)
“ในเจตจำนงของฮิบรูว่าด้วยสัจจะแห่งถ้อยคำนั้น การรับฟังพระวจนะไม่เพียงต้องปวารณาหูหากต้องอนุโมทนาจิตด้วย”

การฟัง ในแง่หนึ่งจึงหมายถึงการละวาง พลีตนอย่างที่สาวๆ โหยหา และอย่างที่เราเห็น การฟังคือการเริงรื่นกับสัมผัสซ้ำหรือมนต์เสียง รู้สึกแทนที่จะกะเกณฑ์

หนังจึงเต็มไปด้วยการโยนหินถามทางกรณีอเมเลียสับสนระหว่างความรักต่อพระเจ้ากับรักฉันท์ชู้สาวกับเพศชาย (สับสนระหว่างความกระสันตามแรงขับทางเพศกับหนทางปวารณาตน และที่หนักข้อกว่านั้นคือ พฤติกรรมก๋ากั่นเชื้อชวนเสพสวาทตั้งแต่แรกคบหา) กรอบทางศาสนาเช่นนี้อาจนับเป็นนกต่อของหนัง แต่จะว่าไป มาร์เท็ลไม่ค่อยแตะการพลีตนเพื่อศาสนามากเท่าการเป็นขุมพลังและยื้อเวลาของสองสาวรุ่น มาร์เท็ลยืมมือศาสนามาเป็นหนทางไปสู่ความหฤหรรษ์และตอกย้ำพลวัตรทางอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในการเล่าเรื่องเช่นเดียวกับบุนเยล แต่ไม่พิสดารสูงส่งเท่า เพียงแต่จะเน้นการจับแพะชนแกะรสพระธรรมกับรสกามคุณเป็นความสุข และจับต้นชนปลายความสุขไม่ถูกของสาวๆ ในระหว่างสาวรุ่นกันเองนั้น โยเซฟินาจัดเป็นคนเคร่งศาสนาเช่นเดียวกับครอบครัวเธอ สุขของเธอเป็นไปตามที่ศาสนาบัญญัติ ขณะที่นางฟ้าผสมปีศาจอย่างอเมเลียยำใหญ่พันธกิจศักดิ์สิทธิ์เข้ากับความฟุ้งฝันในกฤษณาดำ ผู้กำกับชี้ให้เห็นว่าเด็กสาวๆ มีอำนาจบงการกามกรีฑาอันเป็นเรื่องกินในที่ลับแบบผู้ใหญ่ได้เพียงแค่ครึ่งเดียว พอรุ่นใหญ่เอาจริงพวกสาวรุ่นก็เอาไม่อยู่

ทุกความสัมพันธ์ในหนังหนีไม่พ้นแปดเปื้อนโลกียสุขและความด้วยวุฒิภาวะ โยเซฟินาลองรสจูบและการลูบไล้กันและกัน พวกหมอก็ปล่อยตัวมั่วสุมกันตามประสาระหว่างประชุมทางวิชาการ เมาแประ เปลื้องความหื่น ตักตวงความสุข กันไป อภิปรายทางการแพทย์กันไป เฮเลนากับน้องชายของเธอสุมหัวหาเรื่องสนุกชวนกันหัวร่องอหายอยู่ในห้องนอน ครื้นเครงกับการปลุกความทะโมนแห่งเยาว์วัยที่พวกเขาไม่เคยตัดใจได้ ไม่ควรมองข้ามท่าทีของยาโนที่ยังเห็นเฮเลนาเป็นสาวสะพรั่ง ยามเขาลอบมองเธอจากระยะห่าง

อีกครั้งที่เสียง ประดังมาเหมือนอยู่ในระยะหายใจรดกัน เป็นใจอย่างยิ่งกับการเร้าความรู้สึกขลุกเคลิ้ม เหมือนที่นักวิจารณ์ค่อนขอดว่าเป็น ระยะเกลือกเหงื่อ เช่นเดียวกับในงานก่อนหน้า เสียงของหนังคว้าคนดูเข้าไปกก ความหฤหรรษ์ของหนังไม่ใช่แค่การขยับเขยื้อนพอทำเนา มือป่ายแปะตรงนี้ กอดกันตรงนั้น เรือนผมสะท้าน ดวงตาเย้ายวน ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวอันหน่วงหนักเกินกว่าเหตุเหล่านี้ แต่เป็นเพราะเสียงประกอบหื่นออเซาะ

เปรียบกับการลดระยะทางภาพ เราอาจลูกไม้การเล่านี้ว่าเป็น ระยะประชิดทางเสียง แต่การให้รายละเอียดทางภาพอันจำกัดกลับส่งผลตรงกันข้ามราวฟ้ากับดินในทางเสียง กล่าวคือ ตาเราควานหารายละเอียดในภาพได้ แต่หูเราเจาะรายละเอียดเช่นนั้นไม่ได้ ตามข้อสังเกตของเร(Ree)
“ต่อให้ป้องมือประคองใบหูเพิ่มพื้นที่ดักเสียง … การได้ยินโดยธรรมชาติแล้วไม่เกี่ยวกับระยะทาง ในการรับสื่อ เสียงไม่มีสนามเหมือนภาพ เป็นเพียงการนำแนวคิดที่ว่าสิ่งที่จดจ่อจากการมองเห็นถูกถ่ายโอนมาสู่การได้ยินได้ มาต่อยอดแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

ริก อัลต์แมนติงไว้ว่า
“กระบวนการเลือกรับฟังนั้นยากเป็นพิเศษยามเราฟังผ่านสื่อที่ผ่านการบันทึก”

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 2:10 am