enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี

leave a comment »

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Three Colors: Red) [น.310-319]

red-001-crop

นับเป็นหนแรกที่วาเลนตินเข้ามาในเคหสถานผู้พิพากษาในลักษณะตอบรับคำเชิญ(โดยปราศจากกลลวง) ตอนเธอหันหลังให้บานประงับประตูปิด เธอสังเกตเห็นว่าดวงอาทิตย์กำลังจะลับไปหลังภูเขาชวนให้คืดถึงการพบกันครั้งก่อน และยังจำได้ถึงประกายความหวังที่ฉายโชนในครั้งนั้น ผู้พิพากษาเข้ามาร่วมสังฆกรรมเพราะเขาถือว่าเธอเชื้อเชิญเขาด้วย เธอแจ้งข่าวที่อาจฉุดเขาจากเรื่องน่าหดหู่ ริตาตั้งท้องและออกลูกแล้ว อินสดอร์ฟมองว่าลูกหมาเจ็ดตัวมีส่วนโยงใยกับจำนวนผู้รอดจากหายนะตอนท้าย ชีวิตไร้เดียงสาแท้ที่จริงแล้วก็คือสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่และสำหรับผู้พิพากษาแล้วอาจกลับตาลปัตรเป็นการเกิดใหม่ ยิ่งกว่านั้นอาจเป็นการกลับชาติมาเกิดของลูกหนูที่จูลีเข่นฆ่าไป(แลกชีวิตเรียกสติเธอกลับมา)ใน Blue| อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Three Colors: Red) [น.295-310]

red-002-cropจากแนวคิดรวบยอดเชิงอภิปรัชญาสูงสุด เทววิทยาหลายสำนักเชิดชูความรักไว้ ณ ปลายยอดของคุณธรรมและเป็นพื้นฐานของสิ่งอื่นทั้งปวง แล้วเราได้เห็นภาพอันบริบูรณ์ของไตรภาคที่ตั้งอยู่บนแนวคิดรวบยอดดังกล่าว ต้นไม้เสรีภาพที่ปักหลักใน Blue เพื่อความรักได้ผลิดอกออกผล ดังในระลอกการเล่าสุดท้ายนั่น การย้อนเกล็ดความเสมอภาพใน White เพื่อตีแผ่ผลพวงเมื่อรักสาปสูญ และความหวังที่กลับโชติช่วงอีกครั้งอย่างเหลือเชื่อในช่วงชำระความภราดรภาพใน Red กับการเป็นหนทางทอดพารักให้ยาวไกล มิตรภาพที่ก้าวพ้นการคบหาไปสู่ทุกสัมพัทธภาพอันพึงมีในความไพศาลของจักรวาลวิทยา | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Three Colors: White) [น.279-294]

white-001งานด้านภาพอันกระฉับกระเฉงสมจริงฝีมือเอ็ดเวิร์ด โคลซินสกี(Edward Klocinski)นั้น แทบไม่มีสิ่งใดให้หวนนึกถึงการการกำกับภาพแนวผจญภัยทางพิมพ์นิยมของ(สลาโวเมียร์)ยิดเซียก(Slavomir Idziak)หรือโซโบซินสกี(ผู้กำกับภาพ Red) คีสลอฟสกีคงเล็งเห็นว่าการเลือกผู้กำกับภาพที่ไม่แก่นามธรรมเกินไปน่าจะเหมาะงานประชดส่งที่ลดตัวลงไปข้องแวะกับโลกีย์วิสัยมากที่สุดในบรรดาไตรภาค ตัวละครไม่ได้มีปณิธานทางอภิปรัชญาเลิศเลอใดๆ และขุมข่ายการบรรเลงสากลก็เพื่อตีแผ่ด้านลบของความละโมบ การจ้องเอาเปรียบ อำนาจ และการล้างแค้น กล่าวโดยย่อ มีการใช้นามธรรมน้อยลงเพราะหนังไม่เน้นการจรรโลงสติสักเท่าไหร่ คีสลอฟสกีและพีเซวิสตั้งใจอยู่แล้วที่จะขยักการเล่าไม่ให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น และเน้นความเสมอต้นเสมอปลายของการวิพากษ์ มีการพาดพิงถึงศาสนาเพียงผ่านๆ หนำซ้ำยังข้องแวะกับขบวนการศิลปินผลิตงานเก๊ในแวดวงของมิโกลา ศาสนวัตถุขนานแท้โผล่มาครั้งเดียวตอนที่คารอลฉวยมาใช้แก้ขัดแทนกระจกจริงเพื่อตัดแต่งทรงผม นับเป็นการล้มล้างคุณค่าอันสูงส่งเดิมและยัดเยียดคุณค่าใหม่ทางเทววิทยาแก่ตัววัตถุ ณ ตรงนั้นไม่มีการทำหน้าที่สะท้อนภาวะภายในแก่ผู้ที่ต้องการย้อนรอยกลับเข้าไปสำรวจจิตใจและดวงวิญญาณ | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Three Colors: Blue) [น.263 – 279]

EN_00043177_0001คีสลอฟสกีได้เห็นระบบคอมมิวนิสม์ในประเทศล่มสลายกับตา แววความหวังที่จะเป็นอิสระจากห่วงพันธะส่วนตัวทั้งปวงฉายฝ่าความซมซานหมดและการมองโลกในแง่ร้ายจาก No End  งานทั้งสองชิ้นโดดเด่นด้วยภาพกลางแจ้งมุมกว้าง เวิ้งว้างร้างไม่สิ้นสุด มีอุบัติเหตุทางรถเป็นเจ้าเรือนเหมือนกัน ตัวเอกหญิงในงานทั้งสองสูญเสียสามี และร่ำๆจะฆ่าตัวตายให้พ้นๆไป เข้มข้นด้วยลวดลายภาพตำรับคีสลอฟสกี การใช้สีน้ำเงินเป็นแม่สีหลัก ชั้นเชิงการผสมผสานและจัดวางส่วนนามธรรม ขุมข่ายการละเล่นกับความทุกข์ระทมและการฆ่าตัวตาย การให้ความสำคัญกับดนตรีเป็นพิเศษ เหนือสิ่งอื่นใดคือ การตั้งคำถามถึง การดำรงอยู่และความหมาย สำทับด้วยข้อท้วงติงทางอภิปรัชญาผ่านกลวิธีการเล่าอันเหนือชั้น สำรวจพื้นที่เหลื่อมซ้อนระหว่างภาวะหลุดพ้นกับการสถิตย์สถาพร

ลูกเล่นนามธรรมในงานก่อนๆ หน้าและที่วาดลวดลายไว้ใน The Double Life of Veronique เข้าฝักและสุขุมยิ่งเมื่อมาถึงงานชิ้นนี้ Blue คือการพัฒนาตัวเองถึงขีดสุดของคีสลอฟสกี หลังลับคมเขี้ยวลองสารพัดสูตรจนตั้งหลักได้กับ Veronique   สลาโวเมียร์ ยิดเซียก(Slawomir Idziak) กลับมารับหน้าที่ผู้กำกับภาพ ทรงพลังและบรรเลงอัจฉริยภาพเต็มอัตราศึกเหมือนทุกครั้งที่ร่วมงานกับคีสลอฟสกี เขาริเริ่มในสิ่งที่เรียกว่า รงคโวหาร หรือ บทสนทนาผ่านสี ซึ่งจะเป็นแม่พิมพ์แก่ทั้งไตรภาค | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(The Double Life of Veronique 2/2)  [น.252 – 263]

veronique-004เรื่องราวที่อเล็กซ็องดร์ซัดทอดให้จินตนาการเป็นจำเลยนั้นช่างสมจริงและสร้างความคับข้องแก่เธอแสนสาหัส ในระหว่างบรรยายเรื่องราวว่าด้วยผู้หญิงสองคนที่ผูกพันกันลับๆ จากหน้าผลงานเขียนของเขาเอง ไม่ปรากฏร่อยรอยอเล็กซ็องดร์ หนังใส่วงเล็บอุ้มเขาออกจากสมการเรื่องราว เหลือบทบาทเพียงผู้นำสาส์นจากแดนไกล ภาพระยะใกล้จากเพลงกล้องไร้น้ำใจเผยให้เห็นพรายความรู้สึกล้นปรี่ใบหน้าเวโรนิก เรื่องราวฉุดเธอดิ่งสู่ห้วงความหดหู่จนต้องประคองใจอันหนักอึ้งออกจากห้องนั้นไป

อเล็กซ็องดร์ก็เหมือนผู้พิพากษาใน Red มีสถานะเป็นร่างจำแลงพระเจ้า ทรงพลัง หยั่งรู้ แต่ตื้นเขินและขาดลำหักลำโค่นในการเยียวยาจิตวิญญาณ และก็เข้าอีหรอบเดิม เวโรนิกเผ่นออกจากห้องอเล็กซ็องดร์ โร่กลับบ้านเป็นหนที่สี่ในหนัง

เวโรนิกบอกกล่าว(เป็นภาพสุดท้ายของหนังในพากย์ฝรั่งเศส)กับต้นไม้ด้วยการสัมผัสเหมือนเคย ท่วงทีอันเปี่ยมความหมายแต่ไร้ถ้อยคำตามประสาหนังคีสลอฟสกี จากการสำรวจความคิดเห็นในหมู่สาวกคีสลอฟสกี ในบรรดาความทรงจำพวกต่อภาพจากงานคีสลอฟสกีมักมีภาพอิริยาบถขณะถ่ายเทความรู้สึกจากก้นบึ้ง และภาพมือในระยะใกล้ติดโผมาด้วยเสมอ | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี (The Double Life of Veronique 1/2) [น.242 – 252]

veronique-002เธอคลึงแหวนกับดวงตาเพื่อจัดขนตาให้โค้งง้ำ ขับเน้นนัยทางภูมิกายภาพ(ของแหวนและดวงตา) หนำซ้ำยังสะกิดให้พาลนึกถึงทรงกลมของแว่นขยาย และรูม่านตาของเวโรนิก วงกลมซ้อนวงกลม เหมือนน้ำวน อาจมีการหาเกณฑ์ในการตีความความหมายที่แท้จริงของรูปทรง แต่จุดเด่นของคาบการเล่านี้อยู่ที่การปล่อยผีรูปทรงให้ละล่องไปกับอึดใจอันสำคัญยิ่งในทางอภิปรัชญา แหวนเข้ามามีส่วนสำคัญในมีพฤติกรรมแปลกๆ ของวีโรนิกา และเวโรนิกเหมือนๆกัน แต่ด้วยจังหวะและการแทรกรายละเอียด คาบการเล่าดังกล่าวจึงมีนัยมากกว่าการเชื่อมสถานการณ์ธรรมดาๆ คีสลอฟสกีผละจากอุปลักษณ์ตามขนบไปสู่วาทะแห่งการเจริญสติ ภาษาทางปรากฏการณวิทยาและจินตภาพซึ่งยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำ กวีบทไร้สุ้มเสียงของรูปพรรณ วีโรนิกาหายใจรดกระจกขุ่นเป็นฝ้าฟางเข้าบดบัง ทั้งภาพดูแปลกตาน่าคลางแคลงชวนฟุ้งซ่านกับนามธรรมต่างๆนานา จู่ๆเธอก็หันขวับไปทางอื่นเหมือนมีเหตุเรียกความสนใจ ก็ได้แต่คาดเดากันไป และการเฉลยในฝีภาพถัดมาก็สุดจะเล่นตัว คนดูต้องรอคอยเมฆดำเลือนออกจากภาพ(very slow fade-in)อย่างอิดออด | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.231 – 241]

dcalgue-10หนังเปิดเรื่องจากความหลับใหลของแองกา ก่อนผุดขึ้นนั่งด้วยความหวาดกลัวเหมือนเพิ่งผ่านฝันร้าย ภาพจากการกระชากหนัากล้องไปทางซ้ายเผยให้เห็นภาพสะท้อนตัวเธอเองในกระจกพร้อมกับร่องรอยบ่งบอกว่าใครบางคนที่ครอบครองพื้นที่ฟูกข้างกายเธอเพิ่งจากไป ระลอกการเล่าในลักษณะคู่ขนานกับ No End มีให้เห็นโดยตลอด ในครั้งกระโน้นเออร์ซูลาสังหรณ์ใจอยู่ครามครัน ก่อนตื่นขึ้นมาพบว่าสามีไม่ได้แค่ปลีกตัวไปชั่วคราว แต่เขาจากโลกนี้ไปแล้ว ลางสังหรณ์นี้ตามหลอกหลอนไปตลอดเรื่อง รวมถึงความรู้สึกที่ว่าวิญญาณสามียังคงอยู่ข้างๆ เธอตลอดเวลา ความรู้สึกนึกคิดของโรมันในห้วงคำนึงของแองกาใน Decalogue IX นี้ก็ไม่ต่างกัน(ยกเว้นในส่วนของการหายหน้าไป) ลางสังหรณ์เช่นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความรักเป็นมากกว่าเพศรส และสัมพันธภาพทางชีววิทยา หนังย้ำขยาย คุณสมบัติทางจิตวิญญาณของสัมผัสที่หกดังกล่าวด้วยอากัปกริยาเฉพาะของเธอในหลายวาระ เยื่อใยผูกพันนั้นเป็นกิจกรรมทางใจ และคึสลอฟสกีและพีเซวิสนั้นเชื่อว่าความผูกพันอันมีคุณค่าระหว่างมนุษย์นั้นมีองค์ประกอบพื้นฐานเดียวกัน และพวกเขาก็พยักพเยิดความคิดนึ้ไปตลอดเรื่อง ขุมข่ายความคิดในเรื่องการฆ่าตัวตาย ความหึงหวง และไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร มีใน No End อย่างไร ก็มีใน Decalogue IX อย่างนั้น เช่นเดียวกับใน White ซึ่งการฆ่าตัวตายให้ผลตรงกันข้าม ความหึงหวงเป็นบ่อเกิดของมหกรรมการแหกตา(ล้างบัญชีแค้นสุดแสนหมดจด) ความสิ้นหวังเป็นรกรากอันร่มเย็นประหลาด | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.220 – 230]

DCLG-8-002ปมแสลงใจจากเหตุการณ์ในค.ศ.1943 เป็นอันยุติ โซเฟียรู้ดีแก่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดมีค่าทัดเทียมชีวิตเด็ก ผู้บริสุทธิ์สมควรได้รับการปกป้องอย่างถึงที่สุด หนังของคีสลอฟสกีมักเชิดชูเด็กเป็นตัวแทนความบริสุทธิ์(ดังมีหลักฐานใน I และ VII) แต่ก็ย่อมมีผู้เห็นต่างว่าเป็นเด็กเปรตเสียมากกว่า อย่างพฤติกรรมต้องสงสัยว่าเล่นงานแมวถึงตายใน A Short Film of Killing นั่นปะไร ส่วนตัวยาเส็กเองก็ดูจะสะท้อนแววอัปรีย์มากกว่าธรรมชาติของวัยแรกรุ่น แต่สาระสำคัญที่คีสลอฟสกีและพีเซวิสตั้งใจส่งฝ่าสภาพร้อยพ่อพันแม่เหล่านั้นออกมาก็คืออย่างไรเสียความเป็นเด็กก็สมควรได้รับการทนุถนอม หลักฐานที่ชัดเจนกว่านั้นคงต้องดูจากท่วงทีการเล่าอันอ่อนโยนของคีสลอฟสกีราวกับคุณตากำลังถ่ายทอดความเป็นไปของลูกหลานใน The Double Life of Veronique เช่นเดียวกับที่ความมุ่งมั่นแห่งวัยหนุ่มสาวจะพิสูจน์คุณค่าในฐานะกลไกสืบสานความหวังจนเป็นที่ประจักษ์แก่จูลีใน Blue

วาระส่วนตัวและประเด็นทางอภิปรัชญาถักทอเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวขับเน้นความงามของบทสนทนาระหว่างโซเฟียกับเอลสเบตา ทุกถ้อยคำเป็นธรรมชาติ ลื่นไหลออกมาจากผู้ที่หวังเยียวยาบาดแผลแห่งดิ้นรนเอาชีวิตรอดของตน ทุกคำตอบมีคุณค่าสูงยิ่ง | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี (Decalogue VI และ A Short Film about Love) [น.211-219]

shrtflm-love-02

กระนั้นความไม่สมประกอบทางภาพและเสียงดังกล่าวกลับเป็นวงเล็บเก็บความอัศจรรย์ไว้  ความรู้สึกที่มีต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนลอยละล่องพ้นขอบเขตของกาลเวลา ตัดขาดจากโมงยาม ปราศจากสุ้มเสียงกิจวัตรในห้องเช่า  ลีลาชะมดชม้ายโผล่พริ้มตรงนั้นตรงนี้ของมักดาจึงเป็นกรุ่นอายความงามให้สัมผัสโดยปราศจากสิ่งเจือปน  รัศมีศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวทอประกายฝ่าโลกียอิริยาบถอันขัดแย้งได้อย่างวิเศษ  คีสลอฟสกีอัดประจุพลังดิ้นรน ณ ฉนวนระหว่างโลกกับสวรรค์ของเราทั้งหลายไว้ในตัวมักดา  กล่าวได้ว่า Decalogue คือผลผลิตจากสนธิสัญญาสงบศึกรอบแล้วรอบแล่าในสมรภูมิส่วนตัวดังกล่าว(กับผลสำเร็จเพียงเล็กน้อย)จากความพยายามทั้งหลายทั้งปวงของโทเม็กในการจัดระเบียบชีวิตมักดา แต่ตัวเองกลับโดนของเข้าตัวจนเสียศูนย์เสียเอง  นาฬิกาปลุกของเขาผูกโยงกับกิจกรรมในชีวิตของเธอ เขาใส่ใจกับหน้าที่การงานเฉพาะในส่วนที่ช่วยให้เข้าถึงเธอ การกะเกณฑ์ให้มักดาประพฤติตนในทำนองคลองธรรมกลายเป็นเรื่องชวนปวดหัวเมื่อสัมพัทธภาพระหว่างเขาและเธอเหวี่ยงตัวเกินเลยระยะปลอดภัยของสมมติสภาพ  ทันทีที่เขาพ่ายแพ้ต่อความกระสันทางกาย โลกความเป็นจริงของมักดาก็เสร็จสมอารมณ์หมายกับอุดมคติของเขา  ความหน้ามืดตามัวชั่วขณะ กับความจับจดประสาเด็ก  กอปรกับเจ้าตัวเองก็ไม่มั่นคงพอจะต้านทานพลังจากความรู้สึกหลายขนานที่มาผสมโรง ความข้อนี้ชี้ว่าความรู้สึกผิดบาปก็มีส่วนอยู่ด้วย  ไม่นานก่อนจะถลำตัว มักดาหักหน้าโทเม็กในเรื่องการสำเร็จความใคร่และความหื่น(ไม่รู้รึว่าบาป เธอถากถาง “รู้”โทเม็กตอบพาซื่อ)  หามิได้ อย่าด่วนเหมาประสบการณ์ของโทเม็กว่าเป็นแค่เรื่องของวัวสันหลังหวะ  เหตุการณ์ต่างกรรมต่างวาระยืนยันหนักแน่นว่าโทเม็กเชื่อมั่นว่าในโลกทัศน์ของมักดานั้นอัตคัดข่นแค้นและโหยหาความหมายและการมีรัก  การที่เขาตั้งปณิธานจะไม่ปฏิบัติต่อเธอในฐานะราคะวัตถุ(อย่างประเจิดประเจ้อ)ยืนยันถึงอุดมคติที่มักดาไม่ประสา แต่เขาก็หวังไว้สูง   | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี (Decalogue V และ A Short Film about Killing) [น.200-207]

decalogue5-1ตัวกรองสีเขียวคล้ำยังย้อมชโลมภาพด้วยสีอมโรคอื่นๆ ท้องฟ้าเหลืองตุ่น ใบหน้าผู้คนเป็นสีม่วงอมเทาเหมือนซากศพ นอกจากบิดเบือนสีแล้ว ตัวกรองยังขับเน้นความชัดแย้ง(contrast) เสือกไสโลกไปสู่แพร่งถ่อยทรามที่แทรกอยู่ระหว่างความดำทะมึนและเสี้ยวบางๆ ของแสง แม้แต่แสงในตอนกลางวันยังหนีไม่พ้นความหม่นทึมดังกล่าว ทั้งหมดบอกเป็นนัยว่าสังคมโปแลนด์หาได้แตกต่างจากที่ว่างของเรือนจำซึ่งจะอุปนัยให้เห็นภายหลัง ภาพสะท้อนขยักถัดมามีให้เห็นตอนวัลดีมาร์ปรากฏตัว เพียงเสี้ยวนาทีก็มีมือดีโยนซากขยะมาจากระเบียงชั้นบนๆของห้องเช่าใส่เขา นับเป็นสัญญาณบ่งบอกความดูแคลนสาปส่งที่ชุมชนแห่งนั้นมีต่อเขา ซากที่ร่วงหล่นยังเป็นส่วนหนึ่งของสร้อยหนัง(motif)ว่าด้วยเทหวัตถุทิ้งดิ่งจากสวรรค์ ในตอนต้นของ Decalogue II พนักงานทำความสะอาดก็เจอซากกระต่ายซึ่งน่าจะตกมาจากระเบียง(และหมอก็ทักว่าถ้าได้มาครอบครองก็ถือเป็นลาภลอย) ส่วนในภาคนี้สิ่งที่ร่วงมาเป็นของมีเสนียด

เมืองนี้เป็นแหล่งซ่องสุมความโสมมน่าสะอิดสะเอียนขนานแท้ ระหว่างวัลดีมาร์ล้างหมวกคีสลอฟสกีทะลึ่งนำกล้องไปยิงลอดออกมาจากใต้ปีกหมวก คนดูจึงเหมือนถูกของเหลวราดรด(มากกว่าจะรู้สึกชื่นใจสะอาดหมดจด) ด้วยม่านน้ำพร่างพรูในภาพนามธรรมที่ตกกระทบบนกระจกมองหลัง เศษซากเละเทะน่าขยะแขยง ใบหน้าถมึงทึงบอกบุญไม่รับ หนังยืนพื้นด้วยภาพอัปมงคลเหล่านี้สลับกับบุคลิกขวางโลกและหยาบช้าของตัวละครและเป็นใจอย่างยิ่งกับความสามานย์ทั้งหลายที่จะอุบัติ | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.184-192]

decalogue3-5แม้จะจับต้นชนปลายไม่ได้ในแวบแรกเพราะคีสลอฟสกีครอบวงเล็บการเล่าไว้เพื่อเคี่ยวเข็ญให้คนดูคิดไปสารพัดถึงที่มาของความตึงเครียดขนาดนั้น เกลียวที่เขม็งขึ้นในทางทฤษฎีเป็นไปในลักษณะที่ล่อลวงให้เราเผลอมีใจลุ้นให้ความเป็นไปที่เข้าเค้า เป็นจริง เราจำต้องหักห้ามการปักใจเชื่อ(ไม่ว่าในแง่มุมใด) เราต้องระวังตัวแจ หาไม่ คงหลวมตัวติดลมบนไปกับภาพความเป็นไปและเปิดช่องให้สภาพหัวหกก้นขวิดทางสัญญะของเราเที่ยวไปเพ็งเล็งระดับคุณธรรมของตัวละคร ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 1 ว่า คีสลอฟสกีเชื่อว่าตนเองไม่อินังขังขอบกับศิลธรรม แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ทอดธุระขนาดนั้น ใช่ว่าเขาไม่อนาทรร้อนใจที่เห็นโลกเสื่อมโทรมไปต่อหน้าต่อตา

คีสลอฟสกีเก็บความสืบเนื่องของทุกอึดใจตอนอีวาปลีกตัวจากบ้านพักคนเกษียณไว้ในฝีภาพเดียว(เคลื่อนกล้องและวางพิกัดเคลื่อนไหวของนักแสดงด้วยความรัดกุม) เพียงเพื่อบอกว่าอีวาออกจากห้องพักไปขณะที่ป้าเจ้าของห้องหลับ(โดยมีถุงมือวางแหมะที่ตัก) ทั้งที่ โดยทั่วไปการปะติดปะต่อหลายๆ ฝีภาพเข้าด้วยกันก็สื่อความทำนองเดียวกันได้ กล้องวางตัวประหนึ่งเป็นเอกเทศจากทุกสิ่ง สืบตัวกระเตงคนดูเข้าหาหน้าต่าง ภาพตกกระทบของดวงไฟยังไม่ทันจางไปจากบานหน้าต่าง และจากช่องหน้าต่าง(ภายในรัศมีการมองผ่านหน้ากล้อง)จะเห็นอีว่าขึ้นรถและขับรถออกไป ควรกล่าวด้วยว่าความพิถีพิถันกับการรักษาความสืบเนื่องชนิดไม่ให้มีเสี้ยววินาทีตกหล่นเป็นภาวะเที่ยงแท้อันชวนให้นึกถึงบาแซ็ง เหตุการณ์จากสองระนาบสมานเป็นเนื้อเดียวในหนึ่งระลอกการเล่า ผิดกับการแทรกสลับสร้างขั้ว บ้าน/การดั้นด้น(home/exploration) อันเป็นลูกถนัดของคีสลอฟสกี ในกรณีนี้บ้านแม้สงบสุขแต่ก็ไม่ต่างกับสุสานและการขับรถจากไปก็มีความหมายมากกว่าการย้ายตำแหน่ง ดังเป็นที่ประจักษ์ในกาลต่อมาว่าเธอพาตัวเองไปสู่มรณกรรม | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.128-147]

bc-001-crpจากการที่จิตแบบกบในกะลาของมนุษย์ถูกความเป็นไปได้ตามทัศนะในเรื่องเวลาคอยตามรังควาน นำมาสู่ความจริงที่ว่าเรื่องแต่งหลังสมัยนิยมนอกรีต(อาทิ เช่น Garden of Forking Paths ของฆอร์เฆ หลุยส์ บอร์เจส(Jorge Luis Borges))มีพื้นเพจากสภาพแต่อ้อนแต่ออก ไหลหลากเหมือนลำธารสาขาอันนับไม่ถ้วนจากสันปันน้ำอัตวิสัย ความกำกวมและค่านิยม ฉันใดก็ฉันนั้น ก็ย่อมอดใจไม่ได้ที่จะทึกทักว่าหนังเรื่องนี้เป็นภาคผวนของ That Obscure Object of Desire ของหลุยส์ บุนเยล(Luis Buñuel) จากการที่บุนเยลใช้นักแสดงหญิงสองคนมาสวมบทเดียวกับในงานชิ้นนั้น เดอเลิชนิยามยุทธศาสตร์ดังกล่าวว่าเป็นการรับขวัญจักรวาลวิทยาธรรมชาตินิยม(naturalist cosmotology) สู่พหุภาพของโลกเคียงขนาน(plurality of simultaneous worlds) อย่างไรก็ตามคีสลอฟสกีดูจะกินขาดในเรื่องธรรมชาตินิยม อาดูรต่อการสูญเสียอภิมหาพรรณนา(a grand narrative)(มากกว่าปล่อยตัวไปใจไปกับความหวามรัญจวน(jouissance)ที่เป็นส่วนพ่วง)และมองหาอุดมคติร่วมจากผลพวงร้อยพ่อพันแม่ จนกว่าตัวแปรที่มีเอกภาพปรากฏตัวในท้ายที่สุด วิเท็กจำต้องเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตามไปกับสถานการณ์ในแต่ละหน้าไพ่เหตุการณ์ | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.104-128]

kk-crystal-2-crpถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบาดแผลที่เขาได้รับจากการหันเหจากงานสารคดีมาสู่งานเล่าเรื่องมาตรฐานและอาการตบะแตกทางทฤษฎีที่พอกคั่งมากับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ความพยายามของคีสลอฟสกีในการค้นหาสำเนียงทางศิลปะของเขามีให้เห็นอยู่ในหนังทั้งเรื่อง การลองของด้านภาพ(เช่นการลำดับภาพแบบกระโดด)บางขนานไม่อยู่ในตำรับคีสลอฟสกี สร้อย ลูกคู่และลูกไม้หลายอันได้กลับมาอวดลีลาอีกในงานชั้นหลัง หนังมีช่องโหว่มากมายหลายระดับ แต่สาวกคีสลอฟสกีปลอบใจตนเองได้ไม่ยากว่าเมล็ดพันธุ์อัจฉริยะย่อมต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะรอวันงอกงาม บางขณะหากไม่นับข้อด้อยในทางการถ่ายทำก็ยังอนุโลมว่าหนังบีบคั้นความรู้สึกคนดูได้แนบเนียนตามอัตภาพ รวมถึงตีแผ่ความรู้สึกก้นบึ้งของชาวโปลภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสม์ออกมาได้ถึงแก่นจับใจ อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับ Personnel ปริบทของหนัง คือสถานการณ์ทางการเมืองระลอกหนึ่งซึ่งคีสลอฟสกีเล็งผลเลิศจะใช้เป็นเตาหลอมคำถามสากลสำนึกที่ผู้คนทั้งชายหญิงล้วนต้องเผชิญ | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.93-104]

kk-cube-crpคีสลอฟสกีชื่นชมพลังอุบัติการณ์(immediate power) เขาเชื่อถึงขั้นว่ามีสรรพคุณในทางเปลี่ยนแปลงสังคมเลยทีเดียว ย้อนไปนานเทียบเท่าครั้งเขาเสนอวิทยานิพนธ์ในชื่อ Author, Film, Reality อันเป็นหลักฐานยืนยันหนักแน่นว่าคีสลอฟสกีฝากความหวังไว้กับ ปมกินใจในความจริง(the dramaturgy of reality) ขณะเดียวกันก็เทิดทูนคุณค่าและเมามันกับการถ่ายทอดทัศนะส่วนตัวผ่านสารคดีด้วยเอกสิทธิ์แห่งของประพันธกร ผลิตผลดังกล่าวไม่อาจนับเป็นสัจนิยมไร้เดียงสาและก็ไม่ใช่เหนือจริงหลงตน เขาเขียนไว้ว่า “ผมหมายถึง หนังปลอดขนบ มีแต่เรื่องของความเป็นจริง ให้ความจริงบอกเล่าเรื่องราว คนดูกับผู้กำกับต่างก็มีส่วนในหนังแทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของทัศนะผู้กำกับ” ดังได้อภิปรายถึง Personnel ไว้แล้วว่าแม้มีการขยับขยายแนวคิดการทำงานแบบสารคดีครอบคลุมไปถึงงานแต่งเรื่อง(fiction)ใน ค.ศ.1975 ลำหักลำโค่นนามธรรมของคีสลอฟสกีดังมีให้เห็นแพรวพราวในงานชั้นหลัง ก็ยังไม่ฉายแววในงานยุคแรก แต่ก็นับว่าได้บุกเบิกวิถีการเล่าตามกระบวนท่านี้ เมล็ดพันธุ์พิมพ์นิยมได้ถูกหว่านเพาะเป็นหลักแหล่ง เฉกเช่นเดียวกัน พุทธภาวะยังไม่เปล่งประกายแรงกล้าแต่ก็สัมผัสได้แล้วถึงวาระของปรมัตถ์อภิปรัชญา ณ ภาคพื้นการเล่า | อ่านทั้งหมด

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.57-89]

kk-grave-1-crpภาพนิ่งไม่อาจพิสูจน์อรรถรสของการรับชมภาพเคลื่อนไหวบนจอใหญ่ซึ่งมาพร้อมสีสันเต็มอัตราศึก ยังมีตัวอย่างอีกมากที่ถักฟั่นเป็นงานของคีสลอฟสกี ยังไม่นับยุทธศาสตร์แม่บทอื่นๆที่แผ้วถางทางสู่ภาพพุทธภาวะแก่คีสลอฟสกีแต่ไม่ได้แจกแจงไว้ในที่นี้ คีสลอฟสกีลักไก่คนดูด้วยชั้นเชิงและตัดกำลังแบบแผนการรับชมแบบมีธงด้วยขบวนการขยับขยายทัศนะทางอภิปรัชญาของหนัง แพร่งพุทธภาวะลอยเด่นรำไรจากคุณวิเศษขององค์ประกอบพื้นฐาน(การวางหมากและขยับขยายกาลและอวกาศ กระบวนการบ่มสร้างปมปริศนา เฉลย และบุญทำกรรมแต่ง)และพลวัตรในตัวภาพ คีสลอฟสกีมีลำหักลำโค่นแพรวพราวไม่เคยตกในการใส่วงเล็บกระแสสารสนเทศและไขปริศนาไล่หลัง การขยักเม้มดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องบ้าอำนาจแต่เป็นไปเพื่อให้เบาะแสพุทธภาวะ พร่ำพรรณนารสชาติอันน่าพิศวงของการเป็นมนุษย์และบอกใบ้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นเสื่อมทรามเกินกว่าจะจัดเข้าหมวดหมู่การรับรู้เชิงสัญวิทยาแต่เก่าก่อนของเรา ทั้งยังเป็นหลักฐานว่าคีสลอฟสกีใช้นามธรรมเป็นยาครอบจักรวาลอย่างสนุกมือมานักต่อนัก วงเล็บเป็นยุทธศาสตร์พื้นๆ เพื่อบรรลุความคิดรวบยอดว่าด้วยเอกภาพของความเป็นมนุษย์และความพยายามแผ่ขยายเรื่องราว ภาพ และสาระสำคัญไปสู่ทุกผู้ทุกนาม

ไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันที่ยืนยันว่าคีสลอฟสกีสมปรารถนาในเรื่องการพ้นทุกข์ แต่หนังของเขายืนหยัดดุจโองการของบูรณภาพแห่งการค้นคว้าและศรัทธาของเขา| อ่านทั้งหมด

Written by enyxynematryx

April 2, 2013 at 4:21 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s