enyxynematryx

Posts Tagged ‘Eastern European Film

โรมาเนียมาช้าแต่มาแล้ว 1: บูรพาผงาด

leave a comment »

บูรพาผงาด

ในรายงานผลการสำรวจหัวข้อ New Cinema in Eastern Europe ที่อลิสแตร์ ไวท์(Alistair Whyte) เสนอต่อ Studio Vista เมื่อค.ศ.1971 มีการบรรยายถึงวงการภาพยนตร์ของโรมาเนียไว้เพียง 2 ประโยค หนึ่งในสองนั้นระบุว่า หนังการ์ตูนสัญชาติโรมาเนียพอดูได้ แต่หนังใหญ่หาดียาก คำว่า“หาดียาก”หากพูดแบบมะนาวไม่มีน้ำตามประสานักวิจารณ์ผู้คร่ำหวอด ก็คือ ดีตามเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ไม่มีบุญตาจริง ๆ ไม่มีทางได้ดู แต่จะไปโทษไวท์ก็คงไม่ได้เพราะหากไม่นับการมีผลงานของลูเชียน ปินทิลี(Lucian Pintilie – อีกประโยคหนึ่งในรายงาน ไวท์จัดสัมปทานไว้อธิบายการออกเสียงเรียกชื่อผู้กำกับรายนี้)เข้าร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์แล้ว ภาพยนตร์ของโรมาเนียในช่วงคริสตทศวรรษ 1960 ถึง 1980 ก็มีชะตากรรมเช่นเดียวกับความเป็นไปของประเทศ นั่นคือ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

การณ์ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ผู้กำกับดาวเด่นในยุโรปยุคนี้ล้วนมาจากคาบสมุทรบอลข่าน ไม่ว่าจะเป็นบอสเนีย บัลกาเรีย แม้กระทั่งอัลบาเนีย (ไม่เชื่อลองย้อนสำรวจงานของอาร์ตัน มินาโรลลี – – Artan Minarolli – – ผู้กำกับ The Moodless Night ผลงานสุดฮือฮาใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดามประจำค.ศ.2004) แต่ในกรณีของโรมาเนียนั้น กว่าคลื่นลูกใหม่ระลอกแรกจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างก็ต้องรอให้อนุชนรุ่น 20 ต้น ๆ เมื่อครั้งการอภิวัฒน์ธันวาคม 1989 เติบโตและผ่านโลกมาเป็นผู้กำกับในวัย 40

โรมาเนียยังต้องเผชิญกับความผันผวนและสภาพเศรษฐกิจตกต่ำต่อมาอีกหลายปีให้หลัง อันเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญทุกรกริยาโดยมีสมาชิกภาพของชุมชนทุนนิยมโลกเป็นมรรคผล แต่จะว่าไปหนังรุ่นปัจจุบันของโรมาเนียหรือจะกล่าวให้ตรงเป้าคือหนังที่ผลิตเพื่อสนองตอบแมวมองและกรรมการจัดงานตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติและสายส่งป้อนโรงอาร์ตเฮาส์นั้นยังปกคลุมด้วยเงาของเหตุการณ์ ค.ศ.1989 (รวมถึงคืนมหาวิปโยค – – ตลอดจนปฏิกิริยาลูกโซ่นำมาซึ่งเหตุการณ์ 22 ธันวาคม อันเป็นการปิดฉากระบบเผด็จการ 24 ปีภายใต้นิโกไล เชาเชสกู) ผู้ชมชาวโรมาเนียเองมีรสนิยมหลากหลาย เอาแน่ไม่ได้ จากข้อมูลเท่าที่สืบย้อนหลังได้ หนังขวัญใจมหาชนเรื่องหลังสุดของโรมาเนีย คือ Love Sick งานค.ศ.2006 ของผู้กำกับทิวดอร์ จิเออร์จิอู(Tudor Giurgiu) นั้นเป็นงานตลกฟูมฟายสั่ว ๆ เล่าเรื่องความรักระหว่างเด็กนักเรียนหญิงคู่หนึ่ง แต่หากพิจารณาจากรายได้ วงการหนังโรมาเนียยุคหลังการปฏิวัติ 1989 ยังเป็นรองยุคก่อนหน้านั้นอยู่หลายขุม

อุตสาหกรรมหนังโรมาเนียยุคเชาเชสกูอยู่ภายใต้การบริหารเบ็ดเสร็จของรัฐเช่นเดียวกับในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกอื่น ๆ รายได้จากยอดขายตั๋วราว 95 ล้านใบต่อปีในตลาดที่มีกำลังซื้อราว 20 ล้านคนนับว่าเฟื่องฟูพอตัว และต้องถือว่าสวยหรูเมื่อเมื่อเทียบกับสถิติการตีตั๋วเข้าชมเพียง 2.7 ล้านใบในค.ศ.2006 อันเป็นช่วงซบเซาสุดขีด 4m3w2d-10หนังในยุคโน้นเน้นเอาใจผู้ชมในประเทศ นาน ๆ ครั้งถึงจะโผล่หน้าไปประชันตามเทศกาลประกวดระดับนานาชาติ ต่อให้เป็นเวทีเฉพาะของเหล่ารัฐบริวารโซเวียต อาทิ เทศกาลภาพยนตร์มอสโก หรือคาร์โลวี วารี(Karlovy Vary)ก็ตาม แต่หนังเหล่านั้นก็หาได้สะท้อนหรือข้องเกี่ยวกับชีวิตผู้ชม “เป็นการหลับหูหลับตาถ่ายทอดภาพชีวิตผู้คน” คริสเตียน มุนจิอู(Cristian Mungiu) ผู้กำกับ 4 Months, 3 Weeks and 2 Days ให้ทัศนะ “ภาพบนจอไม่ได้ใกล้เคียงกับทัศนะของชาวบ้านตามวงสนทนา” ผู้กำกับผู้ตอกย้ำความเกรียงไกรของหนังโรมาเนียด้วยรางวัลปาล์มทองคำประจำ ค.ศ.2007 บรรยายสรรพคุณเสริม

ถึงจะไร้เงามารผจญเชาเชสกู แต่เกียรติภูมิบนเวทีนานาชาติของหนังโรมาเนียช่วงคริสตทศวรรษ 1990 กลับต้องฝากไว้บนบ่าผู้กำกับปินทิลีเพียงลำพังจากหนังสองเรื่องของเขาคือ The Oak และ Terminus paradis งานในค.ศ.1992 และ 1998 ตามลำดับ ทั้งที่ปินทิลีเองต้องแบ่งภาคทำงานทั้งเบื้องหลังละครเวทีควบคู่กับหลังกล้องถ่ายหนังและยังต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างปารีสกับบูคาเรสต์ ปินทิลีผู้นี้ถือเป็นสะพานทอดเชื่อมภารกิจผู้กำกับรุ่นก่อนสู่รุ่นหลัง เนื่องจาก คริสติ ปูย(Cristi Puiu)ผู้ซึ่งในกาลต่อมาจะดังเป็นพลุแตกจาก The Death of Mr.Lazarescu นั้นเคยทำงานร่วมกับปินทิลี ใน Niki and Flo หนังสะท้อนความร้าวฉานระหว่างอดีตนายทหารกับลูกเขยหัวก้าวหน้ามาแล้วใน ค.ศ. 2003 แม้ว่าภายหลังทั้งสองจากแตกคอกันและปูยขอถอนชื่อตนเองออกจากการเป็นคณะทำงานหนังเรื่องนั้น ปูยดึงบทมาขัดเกลาและถ่ายทำออกมาเป็นหนังสั้นความยาว 13 นาที โดยให้ชื่อว่า Cigarette and Coffe ก่อนส่งเข้าฉายประกวดและคว้ารางวัลหมีทองคำมาจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเบอร์ลิน

มนุษย-ภาพยนตร-นิยม(Cinematic humanism)

lazares-8คลื่นลูกใหม่ของวงการหนังโรมาเนียประกาศศักดาได้อย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อ The Death of Mr.Lazarescu ได้รับเกียรติฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในอีกสองปีหลังจากนั้น บทบันทึกเหตุการณ์ในคืนเคราะห์หามยามร้ายของชายชราผู้อาภัพบริการสาธารณสุขในหนังเรื่องนี้นำธงโรมาเนียไปโบกสะบัดบนเวทีภาพยนตร์โลกอย่างสง่างาม แม้ชื่อเสียงเรียงนามของหนังจะเข้าขั้นเป็นกาลกิณีตามตำราการตลาด ผลงานของปูยเรื่องนี้ถือเป็นต้นแบบของหนังในช่วง 2 – 3 ปีต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการดูดซับรายละเอียดไว้แน่นเอียดในระวางฝีภาพยาว และการตรึงกล้องคอยท่า สุดแล้วแต่เหตุการณ์ใดจะผ่านเข้า-ออกหน้ากล้อง ธรรมชาติของการแสดงและบทพูดง่าย ๆ จากใจ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รถพยาบาล หรือหมอ ต่างชวนให้เข้าใจผิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นงานสารคดีทั้งที่เป็นเรื่องสมมติ หนังพึ่งพาแม่ไม้กลบทภาษาหนังเพียงแต่น้อย มิใช่ด้วยเป็นการปวารณาตนตามลัทธิด็อกมา(เดชะบุญ หนังไม่ได้ประทับตราสำนักด็อกมา – Dogme) แต่ผลงานหนังแนวมนุษยนิยมปลอดมารยาเรื่องนี้ เป็นอานิสงส์จากความอุตสาหะในการเคี่ยวบท การคัดเลือกตัวแสดง และการแสดง

12:00 East of Bucharest งานค.ศ.2004 ของคอร์เนลิอู โปรอมโบอู(Corneliu Poromboiu)รับช่วงภารกิจตีแผ่แดกดันต่อมาโดยจับเหตุการณ์ช่วงโรมาเนียล่มสลายมาร่อนหาตะกอนความทรงตำผ่านตะแกรงภววิทยา ลีลาของโปรอมโบอูไม่ถึงกับแหวกแนวสุดโต่งแต่กินขาดในด้านความครื้นเครง โดยเฉพาะในฉากปัญญาชนเมาน้ำลาย(อาจเป็นเหล้าก็ได้)สาวไส้บทบาทของตนเองในขบวนการปฏิบัติ ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ อันถือเป็นเรื่องปกติในแถบบอลข่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรมาเนีย

paper1

The Paper Will Be Blue

The Paper Will Be Blue งานค.ศ.2006 ของราดู มุนเทียน(Radu Muntean)ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้ช่วงเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีเชาเชสกูเป็นฉากหลัง หนังเล่าเหตุการณ์ย้อนรอยชะตากรรมของตัวเอก ไล่ตั้งแต่ถูกเรียกเข้ารายงานตัวกับกองทัพในคืนจลาจล จนกระทั่งถึงการปะทะขั้นแตกหักในช่วงเช้ามืดดังเป็นที่รู้กัน ส่วน How I Spent the End of the World งานค.ศ.2006 โดยผู้กำกับคาตาลิน มิตูเลสกู(Catalin Mitulescu) เป็นการย้อนรำลึกถึงยุคปฏิวัติ ผ่านสายตาค่อนข้างปลอดอคติของเด็ก 7 ขวบ และเชือดเฉือนความรู้สึกน้อยกว่า หนังทั้งสองเรื่องตอกย้ำว่าเหตุการณ์ปฏิวัติ 1989 ไม่เพียงเป็นวัตถุดิบยอดนิยมของคนทำหนังรุ่นใหม่ของโรมาเนีย ในฐานที่จุดพลิกผันในชีวิต และบ่อเกิดประสบการณ์รันทด ๆ ของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันก็ถือเป็นสัญญาณของการตั้งลำขับเคลื่อนสู่ทิศทางใหม่

หนังที่สะท้อนภาพสังคมโรมาเนียหลังระบอบเชาเชสกูล่มสลายได้ชัดเจนกว่าใครเพื่อนต้องยกให้ California Dreaming งานสุดอลังการและบ้าบิ่นจากค.ศ.2007 ของผู้กำกับคริสเตียน เนเมสกู(Cristian Nemescu) แม้จะดูขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้าง(อาจเพราะตัวผู้กำกับและผู้กำกับเสียง อังเดร ตันกู(Andre Toncu)ด่วนลาโลกไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งที่งานตัดต่อหนังยังค้างคาอยู่) แต่ต้องยกประโยชน์ให้กับตั้งใจจริงและอาจหาญในการนำเหตุการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อหรือวิกฤตการณ์มาขยายความ หนังเล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งขบวนรถไฟของนาวิกโยธินสหรัฐจำต้องมาค้างเติ่งคารางอยู่ ณ สถานีแห่งหนึ่งในชนบทเพียงเพราะความไร้ประสิทธิภาพของระบบว่าราชการและอาการหายใจเข้าออกเป็นสงครามของนายสถานี หนังเริ่มเรื่องจากทีเล่นทะเล้น บ้องตื้นและน่าสมเพชตามตำรับบอลข่าน บุคลิกตัวละครมีสีสันจัดจ้าน จากนั้นเรื่องราวค่อย ๆ เขม็งเกลียวสู่ทีจริงอันเหี้ยมเกรียม หนังตอกย้ำประเด็นค้างปีค้างชาติไม่เฉพาะที่เกิดกับโรมาเนีย แต่เป็นสภาวะปกติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอุทาหรณ์จากการดำเนินนโยบายทำสงครามกับการก่อการร้ายของสหรัฐ แม้จะผิดแผกกันสุดขั้วแต่คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า California Dreaming และ 4 Months, 3 Weeks & 2 Days ของผู้กำกับมุนจิอูคือหัวหอกสองแรงแข็งขันในการบุกเบิกหนทางเกียรติยศแก่คลื่นลูกใหม่วงการหนังโรมาเนีย

California Dreamin' (Endless)

หงิม ๆ หยิบชิ้นปลามัน

ในความสดดิบ สมบุกสมบันและถึงลูกถึงคน ถึง 4 Months, 3 Weeks & 2 Days จะถ่ายทอดเหตุการณ์ผ่านพฤติกรรมและบทบาทของตัวละครด้วยน้ำเสียงสมน้ำหน้า แต่ก็ปันใจช่วยตัวละครให้บรรลุเป้าหมายอยู่ในที ลีลาเช่นนี้ประพิมพ์ประพายกับงานของเคน ล็อค(Ken Loach) ล็อคนิยมเปิดโอกาสให้นักแสดงและตากล้องบรรเลงฝีมือกันเองได้เต็มที่ โดยจะคุมเข้มเฉพาะงานบันทึกเสียงบทพูด “ช่างเสียงไม่ชอบขี้หน้าผม” มุนจิอูกล่าวติดตลก “แต่ผมมองว่าความรู้สึกและความในใจต้องเผยกันเบา ๆ แผ่ว ๆ ผมไม่ถูกโรคกับเสียงเอ็ดตะโรแปดหลอด”

4m3w2d-8

มุนจิอูอาศัยวิธีการผลิตและกระบวนการย่อยเนื้อหาสาระเป็นเบ้าหลอมสุนทรียภาพ “ผมเอาง่ายและตรงไปตรงมาเข้าว่า และจะไม่อ้างสิทธิ์ความเป็นผู้กำกับเข้าไปบิดเบือนธรรมชาติ ที่สำคัญต้องไม่ดัดจริต ผมหั่นฉากน้ำเน่า ๆ ออกจนเกลี้ยงในขั้นลำดับภาพ” ท้ายที่สุดเขาก็สรุปถึงหลักในการทำงาน 2 ข้อ หนึ่งคือ ลงพื้นที่ และหนีบกล้องไปเก็บภาพกันสด ๆ สองคือ การเก็บเกี่ยวรายละเอียด เขาชอบไปคลุกคลีอยู่ในสถานที่จริง และพินิจพิเคราะห์เงื่อนงำ จากนั้นก็ผูกเรื่อง และวางตัวนักแสดงเช่นเดียวกับงานละครเวที จุดชนวนความเคลื่อนไหวแก่เวที แล้วจึงเอากล้องเข้าสู่ภาคสนามและซักซ้อมอีก 2-3 รอบ จนกระทั่งทุกคนเข้าใจและขึ้นใจ ถึงจะเริ่มถ่ายทำจริง

มุนจิอูมองว่ายังไม่มีรูปการผนึกตัวหรือผูกขาดทางความคิดถึงขั้นสถาปนาแบบแผน ค่านิยม หรือคติการสร้างงานในหมู่ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่โรมาเนีย แต่ละคนยังมีมุมมองในการตีความหนังเป็นเอกเทศต่อกัน แม้จะพ้องพานกันบ้างในเรื่องการถ่ายภาพ มุขตลก หรือกลวิธีกำกับตัวแสดง ลักษณะร่วมประการสำคัญจริง ๆ น่าจะอยู่ตรง พวกเขาแทบทั้งหมดอยู่ในวัยย่าง 40 อันเป็นช่วงวุฒิภาวะทางอารมณ์สุกงอมได้ที่สำหรับการเปิดกรุความหลังในวัยเยาว์ออกมาเล่าด้วยน้ำเสียงปกติ

ความเสียหายอันเกิดจากการชะงักงันหรือขาดช่วงวิวัฒนาการอาจประมาณการได้จากสภาพดักดานสมบูรณ์แบบในงานจากผู้กำกับรุ่นเก่าเก็บ ไม่นานมานี้มีการขุดกรุงานของผู้กำกับราดู กาเบร(Radu Gabrea)มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งทรานซิลวาเนียอันมีเมือง Cluj Napoca เป็นเจ้าภาพ หนังกรณีตัวอย่างเรื่องนี้แรกทีเดียวผลิตขึ้นเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ก่อนที่กาเบรจะหันมาจับงานหนังฉายโรงในค.ศ.1969 กาเบรผู้นี้ปักหลักทำงานอยู่ในเยอรมันอันมีทุนอุ่นหนาฝาคั่งรอเขาอยู่เสมอ Beheaded Rooster กล่าวถึงชะตากรรมของชาวบ้านในถิ่นไซเบนบูรก์เกอร์ซัคเซน(Siebenburger Sachsen) ชุมชนภาษาถิ่นเยอรมันทางตอนเหนือของอนุทวีปทรานซิลวาเนีย ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุที่ชุมชนชาวโรมาเนียลิ้นเยอรมันในเรื่องฝักใฝ่ฮิตเลอร์อย่างถวายหัว ภายหลังโรมาเนียแปรพักตร์ในค.ศ.1944 ชุมชนแห่งนี้จึงตกเป็นเป้าทิ้งระเบิดถล่มจากทางการ ครั้นคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายเรืองอำนาจ ชาวบ้านย่านนี้ก็ไม่วายถูกเกณฑ์เข้าค่ายใช้แรงงานของโซเวียต ด้วยเนื้อเรื่องเข้มข้นออกปานนั้น และแม้จะไม่ถือสากับความกเฬวรากในการให้ชื่อภาษาอังกฤษ หนังของกาเบรก็คงไม่ถึงกับขี้เหร่ หากไม่บังเอิญว่าในเทศกาลเดียวกัน มีงานบอกเล่าโศกนาฏกรรมแห่งไซเบนบูรเกอร์ชัคเซนอีกเรื่องร่วมฉายคือ Beyond the Forest สารคดีฝีมือเจอรัลด์ อิกอร์ ออเซนแบร์เกอร์(Gerald Igor Hauzenberger) การณ์กลับกลายเป็นว่า แม้จะเป็นงานอิงประวัติศาสตร์อันรันทดของไซเบนบูรเกอร์เหมือนกัน แต่งานของออเซนแบร์เกอร์กลับกล้ากรีดหนองกรองความจริงด้วยการถ่ายทอดห้วงประสบการณ์จากอดีตผ่านสายตาชาวไซเบนบูรเกอร์ผู้รอดชีวิตรายสุดท้าย ส่งผลให้งานของกาเบรดูรุงรังด้วยตัวละครในเครื่องเครื่องสีสันบาดตา เรื่องราวการทรยศหักหลัง จองเวรล้างแค้น ตัวโกงปัญญาอ่อน และการชิงรักหักสวาทไปถนัดตา

The End of the World

The End of the World

แต่อีกฟากของด้านสว่าง ย่อมมีข้อเท็จจริงรอโอกาสเผยตัว นั่นคือ อาการเคว้งคว้างมะงุมมะงาหราหลังสิ้นแอกชี้นำของเชาเชสกู ดังที่มิตูเลสกูเหน็บแนมไว้พอเป็นกระสายใน The End of the World คุณค่าความหมายแต่เก่าก่อนของชาติโรมาเนียนั้นพินาศไปในชั่วสัปดาห์เดียวของเดือนธันวาคมค.ศ.1989 คนทำหนังรุ่นหลังของโรมาเนียตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอกทางวัฒนธรรม โรมาเนียไม่มีหน่ออ่อนของขบวนการทำหนังใต้ดินหรือแนวปฏิกิริยารอโอกาสชูช่อไสวยามฟ้าหลังฝนเฉกเช่นในเช็ค โปแลนด์ หรือฮังการี การไม่มีปูชนียผู้กำกับแห่งยุคคริสทศวรรษ 1960 เป็นต้นแบบให้เหมือนวงการภาพยนตร์โปแลนด์ และเช็ค สถานภาพของวงการหนังโรมาเนียจึงหนีไม่พ้น “ยังมองไม่เห็นอนาคต(“Romania Year Zero”)” อันเป็นนิยามติดปากของบรรดาเกจิหนังยุโรปตะวันออกฐานคนดูอยู่ไหนกัน
ยุคใหม่ของวงการหนังโรมาเนียเพิ่งเปิดฉาก เช่นเดียวกับชาติรัฐโรมาเนียที่เพิ่งได้สมาชิกภาพสหภาพยุโรป(เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.2007) ทุกวันนี้ สัญญาณการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นร้านขายโทรศัพท์มือถือ กิจการขายรถยนต์ และร้านวางจำหน่ายสินค้าเครื่องอุปโภคในชีวิตประจำวันซึ่งนำเข้าจากฟากยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา เริ่มแพร่ระบาดซอกซอนเข้าไปถึงหัวเมืองต่างจังหวัดการหาทุนสร้างหนังในโรมาเนียยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนัก เหมือนที่ผู้กำกับมิตูเลสกูหยิกเล็บเจ็บเนื้อตัวเองไว้ว่า “เราเก่ง เราพร้อม แต่เราไม่มีเงิน” ช่วงต้นปี ค.ศ.2000 ทางการได้จัดตั้ง ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ(National Centre of Cinematography; CNC)ขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนกิจกรรมภาพยนตร์ งบประมาณดำเนินงานปีละ 8 ล้านยูโรของศูนย์ไม่ได้มาจากรัฐบาลโดยตรงแต่จะเป็นการจัดสรรจากกองรายได้ภาษีสรรพสามิต และมีความเป็นไปได้สูงที่ในระยะอันใกล้นี้อาจมีออกสลากมาขายเพื่อระดมทุนเพิ่มแก่ศูนย์ การให้ทุนสนับสนุนแก่หนังแต่ละเรื่องจะเป็นในลักษณะสมทบจ่าย ทั้งนี้ศูนย์ ฯ จะอนุมัติเงินสมทบให้มากสุดไม่เกินกึ่งหนึ่งของงบประมาณดำเนินสร้างหนังแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ขึ้นกับผลการพิจารณา
ข้อดีของระบบนี้อยู่ตรงการรับฟังความคิดเห็นของคนทำหนังท้องถิ่น และมีการทบทวนบทบาทขององค์กรเป็นระยะ ยูเจ็น เซอร์บาเนสกู(Eugen Serbanescu)ผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติสารภาพว่าศูนย์ ฯ เคยตายน้ำตื้นเพราะระเบียบอันหยุมหยิมที่วางไว้เองมาแล้ว เป็นต้นว่า การปฏิเสธคำขอรับทุนสนับสนุนโครงการสร้างหนังเรื่องต่อจาก Mr.Lazarescu ของผู้กำกับปูย ด้วยเหตุที่เขามีบทหนังความยาวเพียง 3 หน้าส่งมาให้พิจารณา แต่เซอร์บาเนสกูก็ออกตัวว่าระยะหลังได้มีการแก้ไขระเบียบและทางศูนย์ก็ยินดีรับพิจารณาหากปูยเสนอเรื่องเข้ามาอีกครั้ง นอกจากนี้แล้ว ยังมีระเบียบที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมายกใหญ่ ก็คือ การกำหนดให้ผู้ประสงค์จะเสนอโครงการจะต้องไม่เปิดเผยชื่อจริงเพื่อมิให้เกียรติภูมิในระดับนานาชาติของผู้เสนอโครงการสร้างแรงกดดันต่อกรรมการ ก็ “ตอนปูยได้รับรางวัล เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุนสร้างหนังของเขามาจากการอนุมัติของเรา ก็ใช่ว่าระเบียบจะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพียงแต่ก็ต้องค่อย ๆ ขยับขยายปรับปรุงกันไป เราเองก็อยากให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมามากขึ้น”แต่การอัตคัดทุนสร้างยังไม่สร้างปัญหาหนักอกเท่าสร้างเสร็จแล้วหาโรงฉายไม่ได้ คลูจ์(Cluj) อันเป็นหัวเมืองเอกทางการอุดมศึกษา และมีประชากรร่วม ๆ 260,000 คนนั้น มีโรงหนังดำเนินกิจการอยู่เพียง 1 โรง อีก 2 แห่งมีแต่โรงไม่มีหนังมาลง ด้วยความหนาแน่นของประชากรขนาดเดียวกัน หากเป็นหัวเมืองในสหราชอาณาจักรอาจมีโรงหนังมากถึง 20 โรง ในวาระที่เมืองซิบิอู(Sibiu)ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลภาพยนตร์ทรานซิลวาเนียประจำ ค.ศ.2007 ซ้ำเป็นปีที่สองติดต่อกัน ผู้บริหารของเมืองถึงกับต้องจัดสร้างโรงภาพยนตร์เฉพาะกิจเพิ่มเติมเพื่อรองรับการดำเนินกิจกรรม เนื่องจากเมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปประจำค.ศ.2007 แห่งนี้นั้น มีโรงฉายภาพยนตร์อยู่เพียง 1 โรง และโรมาเนียทั้งประเทศก็มีโรงหนังอยู่เพียง 65 แห่ง
a scene from California Dreamins(Endless)

a scene from California Dreamin'(Endless)

แม้จะมีกลุ่มทุนข้ามชาติ เช่นจากอิสราเอลที่ไปปักหลักอยู่ในวอร์ซอวมาระยะหนึ่ง เป็นต้น ขนเงินไปลงทุนสร้างอัครสถานบันเทิงครบวงจรในบูคาเรสต์ แต่ก็นับเป็นว่าเสี่ยงต่อการม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนเวลาอันควรและเสียหน้าไม่น้อย เนื่องจากเม็ดเงินเฉลี่ยต่อคนต่อปีที่พลเมืองชาวโรมาเนียจ่ายเป็นค่าตั๋วหนังในค.ศ.2007 นั้น ตกอยู่ราว 4 เซ็นต์ แม้จะกระเตื้องขึ้นมากจาก 1 เซ็นต์ในค.ศ.1996 กระนั้นก็ยังนับเป็นหนึ่งในสถิติการใช้จ่ายเงินเพื่อการดูหนังที่ต่ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การณ์หากยังคงเป็นไปเช่นนี้ย่อมไม่อาจคาดการณ์เป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากว่า ต่อให้มีหนังไปสร้างชื่อในระดับนานาชาติไว้กระฉ่อนเพียงใด หากขาดแรงหนุนเนื่องจากตลาดภายในประเทศเสียแล้ว ความรุ่งโรจน์ของวงการหนังโรมาเนียก็คงเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

แปลจาก
Roddick, Nick. 2007. “Eastern Promise“. www.bfi.org.uk/sightandsound/feature/49399

Advertisements

โรมาเนียมาช้าแต่มาแล้ว 3: 4 Months, 3 Weeks and 2 Days

leave a comment »

 
วงการหนังโรมาเนียกระปรี้กระเปร่าผิดหูผิดตาและยังจะคึกคักไปได้อีกพักใหญ่ด้วยบารมี 6 รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ระหว่างค.ศ.2004 ถึง ค.ศ.2007 ล่าสุดในค.ศ.2007 คริสเตียน มุนจิอู(Cristian Mungui)ตอกย้ำความเกรียงไกรของหนังโรมาเนียด้วยการคว้ารางวัลสูงสุด(Palm d’Or)ของเทศกาลดังกล่าวจากผลงานเรื่อง 4 Months, 3 Weeks and 2 Days

4m3w2d-5หนังเรื่องนี้ได้ชื่อว่าเป็นมิติขนานของหนังเรื่อง The Death of Mr.Lazarescu ของผู้กำกับคริสติ ปูย(Cristi Pui)(หนังเจ้าของรางวัล Un Certain Regard ประจำค.ศ.2005) เพราะต่างก็ประชดส่งการประคับประคองชีวิตด้วยท่าทีครื้นเครง และมีการหยิบยกจินตภาพอันเป็นปฏิกิริยาสนองต่อความเป็นความตายมาแทงใจดำซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนังทั้งสองเรื่องถึงพร้อมด้วยลำหักลำโค่นการสร้างดุลยภาพการเล่า โดยการถ่ายทอดสภาพอันชวนสังเวช เห็นอกเห็นใจตัวละครในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานหรือจนแต้ม พร้อม ๆ ไปกับฉุดรั้งคนดูไม่ให้ลงเรือลำเดียวกับตัวละคร นอกจากนั้นยังลากไส้กระบวนการย่ำยีร่างกายและจิตใจมนุษย์ของสังคมและการเมืองออกมาวางแผ่ต่อหน้าคนดูโดยปราศจากการชี้นำ ฝีภาพยาวของหนังร่ายบรรเลงความเป็นไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าด้วยความลื่นไหล พื้นที่และเวลาของเหตุการณ์ในหนังหล่อหลอมเป็นเนื้อเดียว

อย่างไรก็ตาม 4M, 3W & 2D นั้นผิดแผกกับ Lazarescu แทบจะโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยท้องเรื่องเหตุการณ์ของ 4M, 3W & 2D เป็นห้วงอดีต แม้จะได้แรงบันดาลใจจากการล่มสลายของระบอบเชาเชสกูเช่นเดียวกับหนังโรมาเนียอีกหลายต่อหลายเรื่อง เช่น The Paper Will Be Blue, How I Spent the End of the World และ 12:08 East of Bucharest ทว่าบรรยากาศที่ห่อหุ้ม 4M, 3W & 2D กลับเป็นความเงียบหงอย อิดโรย และปึงชาของลมหายใจเฮือกท้าย ๆ ของยุคคอมมิวนิสต์ ในอีหรอบเดียวกับหนังสัญชาติเยอรมันสองเรื่อง คือ Good Bye, Lenin! และ The Lives of Others หนังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการปฏิวัติ อย่าว่าแต่เศษเสี้ยวความวุ่นวายของการประท้วง มุนจิอูเน้นฉายภาพพลเมืองหลบเลี่ยงกฎเหล็กโดยยอมไปตายเอาดาบหน้า ณ ชายขอบของสังคม มากกว่าภาพมิคสัญญีทางการเมืองและเศรษฐกิจอันจะนำความพลิกผันครั้งมโหฬารมาสู่สังคมไม่นานหลังจากนั้น แม้กระนั้น ทุกอณูของหนังก็อัดแน่นด้วยขุมพลังไม้ซีกที่จ้องจะขัดแข้งขัดขาไม้ซุงอย่างกลไกของรัฐ

4m3w2d-121

4M, 3W & 2D เป็นปฐมบทของมหากาพย์เรื่องเล่าอันมีคริสตทศวรรษ 1980 เป็นฉากหลังของมุนจิอู ในชื่อ Tales from the Golden Age หนังใช้สภาพสังคมปลายยุคเชาเชสกูเป็นฉากหลัง ถ่ายทอดการผจญภัยในปฏิบัติการกำจัดมารหัวขนของสาววัยรุ่นสองคน โอทิเลีย(-Otilia รับบทโดยอนามาเรีย มาริงกา – Anamaria Marinca) ดิ้นรนทุกวิถีทางขอเพียงกาบิตา(-Gabita รับบทโดย ลอรา วาสิลิอู – Laura Vasiliu)ได้สิทธิเข้ารับบริการทำแท้งเถื่อนในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่การหาทางออกเหมือนลิงแก้แหของเด็กเมื่อวานซืนสองคนก็นำมาซึ่งรายการขว้างงูไม่พ้นคอ

ชื่อ 4 Months, 3 Weeks and 2 Days ของหนังเหมือนจะตั้งขึ้นมาเพื่อประชดสภาพมืดแปดด้านในชีวิตตัวละคร(กาบิตา ไม่รู้อายุครรภ์ของตัวเอง) แต่อีกด้านหนึ่งก็ให้อารมณ์ของของการนับถอยหลังสู่ภาวะอันไม่พึงปรารถนาที่รออยู่ภายภาคหน้า ขณะเดียวกันก็เป็นมาตราวัดทางสูตินรีเวชกรรมสำหรับบ่งบอกอายุครรภ์หากอนุมานว่าหนังมีตัวอ่อนเป็นแกนกลางเรื่องราว ชื่อของหนังยังสะท้อนถึงความตึงเครียดอันเป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อคุณค่าของโมงยามที่เหลืออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวของโรมาเนีย หลังจากนั้นไม่กี่ปีเศรษฐกิจและสังคมของโรมาเนียก็ถึงกาลล่มสลาย

4m3w2d-17มุนจิอูคายพิษสงแม่ไม้การเล่าเรื่องซ่อนเงื่อนสารพัดขนานออกมาบีบประสาทคนดูไม่ให้หายใจได้ทั่วท้องกันตั้งแต่เหตุการณ์เปิดเรื่องความยาว 20 นาที ก่อนจะถึงบางอ้อว่าธรรมชาติกำลังจะฉีกหน้ากาบิตา ชั้นเชิงการข่มขวัญคนดูของมุนจิอูไม่เพียงถูกต้องตามตำรับจังหวะจะโคนหนังเขย่าขวัญ(thriller rhythm)ทุกประการ หากยังอาจเหนือชั้นกว่า เพราะเขาแค่พลิกแพลงสภาพแวดล้อมนิดหน่อย ตัวละครก็มีอันขวัญหนีดีฝ่อเป็นวรรคเป็นเวร พลันที่มุนจิอูร่ายมนต์เรียกสายลมแห่งความตายมากระโชกสภาวะไฟลนก้นและลางร้ายเท่านั้น เหตุเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็ตามจองล้างจองผลาญตัวละครไม่ขาดสาย การคลี่คลายปมของหนังแม้ไม่ได้เมามันลุ้นระทึกมากเท่าที่ชื่อหนังชี้ชวน แต่ภาพความโสมมของยุทธจักรการทำแท้งนั้นสมจริงชนิดถึงไหนถึงกัน

เหตุการณ์คาบแรกมาลงเอยตรงที่โอทิเลียสวมวิญญาณเพื่อนใจเหี้ยมของแม่และผลุนผลันออกไปตายดาบหน้าเพื่อหาทางกำจัดมารหัวขนให้เพื่อน หนังเล่าเหตุการณ์ในทำนองคนชั่วในคืนบาปด้วยท่วงทีของงานแนวอาชญวิบากกรรม(noir)เต็มตัวโดยย้อนกลับไปวัดรอยเหตุการณ์ช่วงต้น ๆ ของหนังในปฏิบัติการพลิ้วหนีค่าปรับข้อหาไม่จ่ายค่าตั๋วรถเมล์ของโอทิเลีย สองเหตุการณ์นี้ไม่เพียงกินกันไม่ลงในด้านความสนุกสนานลุ้นระทึก หากยังสะท้อนถึงอนิจลักษณะของครรลองชีวิตอันผูกพันเหนียวแน่นกับค่านิยมกินสินบาทคาดสินบนได้เป็นอย่างดี

4m3w2d-16

แทนที่จะจับความเป็นไปของฝ่ายเด็กสาวตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ มุนจิอูกลับขลุกอยู่กับวีรกรรมอันโลดโผนกับโอทิเลีย เด็กสาวแกร่งผู้ยอมฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวงขอเพียงเพื่อนร่วมห้องผู้โลเลได้เข้าถึงตัวหมอเถื่อน เธอรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางแต่ก็รู้จักยื่นหมูยื่นแมวตามความจำเป็นแก่การมีชีวิตรอดท่ามกลางสังคมอุดมปัญหา และราคาของความรับผิดชอบนั้นแพงหูฉี่ ขณะที่สาวบ้องตื้นอย่างกาบิตาเอาแต่ตีโพยตีพาย หากเป็นหนังเรื่องอื่นโอทิเลียย่อมมีบทบาทเป็นเพียงไม่ประดับกาบิตาผู้ไม่เอาถ่านและไม่คาดคิดว่าตนเองจะต้องเป็นแม่คน มุนจิอูลดสถานะโอทิเลียตกที่นั่งเดียวกับคนดู คอยสังเกตความเป็นไปของเหตุการณ์จากวงนอกเช่นเดียวกันคนดู กลยุทธดังกล่าวถักทอความชิดเชื้อระหว่างคนดูกับโอทิเลีย คนดูได้สัมผัสก้นบึ้งความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ของเธอ ความทุ่มเท เสียสละแรงกล้า ขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงความเหนื่อยยากและกลัดกลุ้มต่อสถานการณ์ จนกระทั่งตกเป็นเหยื่อรายต่อไปเสียเอง

4m3w2d-14ในแง่แบบแผนและกลวิธี หนังของมุนจิอูดาษดื่นด้วยลูกเล่นพื้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเตะถ่วงยืดฝีภาพ มุมกล้องธรรมดา และกรอบภาพจากระยะกึ่งกลางกึ่งไกล(medium-length framing) ผูกฉากด้วยฝีภาพเพียง 1 – 2 ฝีภาพ น้ำเสียงการเล่าขึงขัง ผ่าซาก บ่อนทำลายกำลังขวัญตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าลูกเล่นของมุนจิอูไม่พิสดารแต่ส่งผลเฉียบพลัน ด้วยวัตถุดิบเพียงเท่านี้ มุนจิอูกลับเนรมิตชิ้นงานอันเฉียบฉมัง ทุกฉากทุกตอนของหนังกัมปนาทด้วยอุโฆษแห่งอารมณ์เกรี้ยวกราดขึ้งเครียด แม้กิจกรรมสุดแสนธรรมดาก็อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ทุกเมื่อ การรวบเหตุการณ์ต่าง ๆ ในคาบการเล่าไว้ในฝีภาพเดียว เลี่ยงดนตรีขับคลอ มีเพียงบทเจรจาจากตัวละครในทำนองดอกพิกุลจะร่วง นับว่าผู้กำกับรีดเค้นทรัพยากรความเป็นหนังมาใช้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสเต็มที่ให้นักแสดงบรรเลงลวดลายดื้อตาใสน้ำนิ่งไหลลึกเพื่อถ่ายทอดความทุกข์เวทนาที่ตัวละครเผชิญอยู่ชั่วนาตาปี เสน่ห์ของการผูกฝีภาพตามตำรับมุนจิอูอยู่ตรงมักมีเหตุสะเทือนขวัญโผล่พรวดเข้ามาในเส้นทางการเล่าชนิดไม่มีเค้าลาง

432-003ผู้กำกับภาพ โอเลก มูตู(Oleg Mutu) เคยทำงานกับมุนจิอูมาแล้วในผลงานหนังความยาวมาตรฐานเรื่องแรกของมุนจิอู คือ Occident (งานในค.ศ.2002) ผลงานกำกับภาพ The Death of Mr. Lazarescu ก็เป็นฝีมือของมูตูผู้นี้ หลายฝีภาพได้จากการบันทึกด้วยกล้องขนาดมือถือ กล้องแถมมากับโทรศัพท์เคลื่อนที่ และยังความอกสั่นขวัญแขวนได้เป็นอันมาก ดังจะเห็นได้จากฉากบ่มความฟุ้งซ่าน กระวนกระวายในหัวอกโอทิเลีย หนังพาคนดูตามประกบโอทิเลียนับตั้งแต่เผ่นออกจากเคหสถานแฟนหนุ่ม ผ่านตัวตึก รี่ข้ามสะพานลอย พรวดขึ้นไปอยู่บนรถประจำทาง และแจ้นกลับเข้าโรงแรม ตรงแน่วไปยังห้องที่กาบิตาอาจจะกำลังตกเลือดปางตายอยู่ตามที่คนดูนึกหวั่น กว่าโอทิเลียจะถึงจุดหมายเล่นเอาคนดูแทบอกแตกตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

4m3w2d-3กว่าจะถึงขั้นได้ขูดก้อนเลือดกันจริง ๆ กาบิตาต้องไปเข้าชื่อจับจองขาหยั่งกับหมอเถื่อนเสียก่อน ชื่อของเบเบ(Bebe)ลอยแว่วผ่านเข้าผ่านออกตัวหนังตั้งแต่ต้นจนจบ ฟังจากชื่อช่างแสนจะอบอุ่น เจริญใจ แต่หลังจากดีดลูกคิดรางแก้วถึงความอ่อนต่อโลกของสองลูกค้าหน้าใหม่ พี่แกก็อุปโลกน์ตนเองเป็นผู้ผูกขาดธุรกิจทำแท้งเถื่อน ดับความหวังมิให้สองสาวหันหน้าไปพึ่งคนอื่น จากนั้นก็เล่นตัว แบ่งรับแบ่งสู้เพื่อโก่งราคา กาบิตาบ้องตื้นเกินกว่าจะตามทันลูกล่อลูกชนของเบเบ โอทิเลียจึงตัดรำคาญด้วยการเข้าคุมเกมยื่นหมูยื่นแมวเสียเอง และแล้วสองสาวก็ต้องขนพองสยองเกล้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ว่าจะเสนอเงินให้มากเพียงใจก็ไม่มีทางสนองตัณหาเบเบได้ คนดูหัวหมุนอยู่นานกว่าจะรู้แกวว่ายอดปรารถนาของเบเบก็คือศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงของเด็กสาวทั้งสอง พอได้ลิ้มความกำดัดสมใจอยากเบเบก็เลิกโยกโย้ วลาด อิวานอฟ (Vlad Ivanov)ตีโจทก์แตกกระจุยกับบทหมอเถื่อนสารเลว เลือดเย็น เอื้อนเอ่ยข้อเสนออัปรีย์โดยไม่กระดากปาก โอทิเลียยอมควักเงินส่วนตัวที่มีน้อยนิดแก้ขัดให้กาบิตา ทั้งยังคอยประคับประคองเพื่อนผู้เปราะบางทุกก้าวย่างเพื่อผ่านห้วงเวลาเลวร้ายไปด้วยกันนับเป็นบทพิสูจน์ชัดความปรารถนาดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนของโอทิเลีย

แท้จริงแล้วความเป็นไปนอกคลองจักษุโบยตีความรู้สึกได้รวดร้าวยิ่งกว่า ดังมีให้ลิ้มรสให้หลังฝีภาพยาวถ่ายทอดความคับแค้นสุดแสนวิจิตรของโอทิเลีย ด้วยภาพเรือนผมสีเหลืองซีดจากด้านหลังศีรษะ เหนือเรือนกายสาวรุ่น ในระหว่างโอทิเลียซบพัก4m3w2d-2หักใจอยู่เบื้องหน้าผนังลายน้ำเงินขาวของห้องน้ำ ในฉากสำแดงลวดลายขั้นเทพของมุนจิอูและมูตูนี้ มือพิฆาตมารหัวขนปาฐกถาถึงความสำคัญของความไว้เนื้อเชื่อใจต่อผลการดำเนินกิจการของตน มุนจิอูและมูตูวางยาชากล้องจดหน้าอยู่กับที่เป็นนานสองนานราวกับคล้อยตามน้ำคำนั้น หมอสูติเถื่อนออกไปจากห้อง ทิ้งให้ทุกฝ่ายตั้งตารอ หนังเล่าความด้วยภาพแทนสายตากาบิตา มองท้องตนเองไล่ลงไปถึงหัวเข่า ก่อนกวาดไปทั่วอาณาบริเวณห้อง บ่ายวนกลับมาทบยังเพื่อนของเธอผู้เพิ่งพลีความสาวแลกกับสิทธิ์ในการทำแท้งของเธอมาหยก ๆ ต่างคนต่างพูดไม่ออกอยู่หลายอึดใจ เช่นเดียวกับอีกหลายกิจกรรม กามกิจขัดดอกระหว่างโอทิเลียกับมือพิฆาตมารหัวขนมีขึ้นห่างออกไปจากวงรัศมีทำการด้านภาพของการเล่า(เพียงเล็กน้อย) ฉากสองสาวหักเหลี่ยมเฉือนคมกับเบเบถือเป็นหนึ่งในสามฉากไม้ตายของ 4M, 3W & 2D เพราะไม่เพียงเป็นตัวอย่างของการผูกฉากตามแม่บทด้านภาพ หากฉากนี้ยังตามหลอกหลอนคนดูไปได้อีกนาน

หนังกระชากขวัญคนดูในจังหวะถัดมาด้วยภาพตัวอ่อนมนุษย์ในสภาพไม่พร้อมลืมตาดูโลกกองอยู่แทบพื้นห้องน้ำ กล้องจับภาพจากระยะและมุมคว่ำดาดพอเหมาะกับสายตาคนดูจะแยกแยะได้ถนัดถนี่และสะดุ้งสุดตัวกับภาพก้อนเนื้อสด ๆ เบื้องหน้า อัจฉริยภาพการเล่าของมุนจิอูขยักนี้มีคนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ หลายคนตราหน้าว่าเป็นฉาก”ตีหัวเข้าบ้าน” ในบรรดาฉากมหากาฬด้วยกันฉากเผาหัวเข้าสู่เหตุการณ์ในโรงแรมขึ้นชื่อลือชาในความร้ายกาจหลอกหลอนกว่าเพื่อน แม้จะมีเสียงโจมตีถึงความเกินกว่าเหตุ แต่จำต้องยกประโยชน์ให้อุทาหรณ์ที่มุนจิอูตั้งใจเจียระไนและถ่ายทอด ค่านิยมของทฤษฎีภาพยนตร์สายประเพณีนิยมต่อการเล่าเรื่องเขย่าขวัญอยู่ที่ชั้นเชิงการขยักเม้ม เลียบเคียง เลี่ยงโฉบใจกลางเหตุการณ์อันจะเป็นเบ้าหลอมจินตภาพของคนดูในการแลกเปลี่ยนบทสนทนากับนาฏกรรมเหนือคำบรรยาย หนังควรบอกใบ้เหตุการณ์ไว้เพียงเลา ๆ แม้จะมีหลักฐานสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อยกเว้น หากผู้กำกับจำเป็นต้องส่งผ่านสาระสำคัญและตีแผ่สภาพแท้จริงอันสยดสยองจากวิบากกรรมของตัวละครประสบชนิดทันควัน ในกรณี 4M, 3W & 2D สาระเชิงนามธรรมเป็นที่ประจักษ์แก่คนดูโดยปราศจากอาการเมาทฤษฎีเนื่องจากผู้กำกับมุนจิอูแปรรูปแนวคิดเชิงนามธรรมสู่รูปธรรมไว้เสร็จสรรพแล้ว คมคิดในเชิงศีลธรรมในงานของมุนจิอูผ่านการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีไม่มีกระตุกขวัญกันส่งเดช ฉันใดก็ฉันนั้น ภาพจากพื้นห้องน้ำยังตะเพิดเมฆหมอกอวิชาออกจากทัศนวิสัยของพวกที่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะเอาจริงกับการทำแท้ง ความตื่นตระหนกจากฉากพื้นห้องน้ำยังให้ข้อคิดสำคัญอันหนึ่งด้วยว่าในการต่อสู้เพื่อมอบอธิปไตยทางสรีระแก่สตรีนั้น จะเล็งผลเลิศแค่ว่าการปลดพันธนาการดังกล่าวมีผลดีมากกว่าผลเสียเห็นจะไม่พอ หากต้องเตรียมรับมือกับผลสืบเนื่องทั้งทางชีววิทยาและจริยธรรมจากฉันทานุมัติดังกล่าวด้วย ไม่ว่าสภาพดังกล่าวจะนำมาซึ่งความรวดร้าวทางกายและเจ็บช้ำน้ำใจเพียงใด ภาพเหตุการณ์แสลงใจและคมคิดทางการเมืองทั้งหลาย รวมถึงตัวงานโดยรวมของมุนจิอูจึงไม่เพียงครบเครื่องครบรส หากยังสมเหตุสมผล

สุดยอดเคล็ดวิชาเล่าหนังของมุนจิอู ต้องยกให้กระบวนท่าเผด็จศึกคนดูในฉากงานเลี้ยงที่โอทิเลียมาร่วมอย่างเสียมิได้ หลังจากเถียงกับกาบิตาหน้าดำคร่ำเครียดโดยมีข้อเสนอจากเบเบและเรื่องที่กาบิตาขู่จะโพนทะนาแผนการทั้งหมดเป็นต้นเหตุ เธอจำต้องทิ้งกาบิตาไว้ที่โรงแรมตามลำพังกับหมายเลขโทรศัพท์ของอพาร์ทเม็นท์ โอทิเลียใจคอไม่อยู่กับตัวขณะปลีกตัวออกมาจากโรงแรมทรงม่านเหล็กนิยมเดินทางสู่อีกฟากของเมืองไปยังบ้านพ่อแม่ของอาดี(Adi)คนรักของเธอ อาดีหวังจะใช้งานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดแม่เป็นเวทีเปิดตัวโอทิเลียในฐานะแฟนพร้อมกับถือโอกาสเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทางบ้านตนกับโอทิเลีย แต่โอทิเลียกลับใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวขณะฟังอาดีพล่าม มุนจิอูผูกคาบการเล่าสุดเฉียบฉมังด้วยการเริ่มจากวาง432-0071ตำแหน่งโอทิเลียไว้กลางภาพ กล้องจับภาพจากระยะกลาง ๆ เผยให้เห็นเด็กสาวนั่งเงียบจุ่มปุกอยู่ปลายโต๊ะ ล้อมกรอบด้วยกิจกรรมสรวลเสของสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนฝูงของอาดี โดยมีอาดีผู้กระสับกระส่ายกระหนาบโอทิเลียอยู่อีกชั้น เขาหงุดหงิดที่โอทิเลียมาสายซ้ำยังทำท่าซังกะตาย โอทิเลียไม่แยแสกับเสียงเอะอะมะเทิ่งและร่างคนเดินเฉียดไปมา ขนาดมุกบัดสีถากถางผู้หญิงในเรื่องหน้าที่การงานที่คนพวกนั้นงัดขึ้นมาอำยังลอยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา โอทิเลียต้องข่มใจสุดแรงเกิดกับเสียงแผดร้องไม่หยุดหย่อนของกริ่งสัญญาณบอกสายโทรศัพท์เรียกเข้าที่ไม่มีใครแยแส ใจเธอดิ้นเร่าอยู่ใต้คลื่นความรู้สึกขัดแย้ง แต่ละนาทีคืบผ่านไปด้วยความทรมานเหมือนนับถอยหลังสู่ความพินาศ เหตุการณ์คืบคลานไปด้วยท่วงทำนองสุดแสนจะธรรมดา มุนจิอูลอยแพโอทิเลียและคนดูไว้กับเหตุการณ์ชวดอัดอั้น คับข้อง เยิ่นเย่อไม่มีวี่แววจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ

เหมือนรู้ว่าคนดูสาปส่งให้ผ่านพ้นไปไว ๆ มุนจิอูจึงยิ่งตั้งหน้าตั้งตาเก็บเล็กผสมน้อยฉากเหตุการณ์เป็นการใหญ่ สภาพของโอทิเลียทั้งในเชิงกายภาพ(physically )และสมมติภาพ(figuratively) เหมือนเสือซุ่มรอจังหวะเผ่นกลับถิ่น คนดูและโอทิเลียต่างใจจดใจจ่ออยู่ว่าไกลออกไปนอกรัศมีทำการเล่า ณ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นกาบิตาเป็นตายร้ายดีอย่างไรอยู่อีกฟากของเมือง แต่ก็เหมือนถูกมัดมือชกให้ดิ้นเร่าอยู่กับจินตภาพและความฟุ้งซ่านไปตามยถากรรม การห้ำหั่นอันยาวนานระหว่างความมึนตึงกับโวหารภาพ(mise en scène )เขม็งเกลียวถึงขีดสุด ณ อึดใจนั้นเอง ฉากงานเลี้ยงนี้ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดฉากขยี้ประสาทแห่งปี และต้องยกความดีความชอบให้ฝีมือการแสดงอันน่าทึ่งของอนามาเรีย มาริงกา

ในความลุ่ม ๆ ดอน ๆ ถูลู่ถูกัง ทว่าการทำปฏิกิริยาระหว่างรูปแบบและเนื้อหากลับให้ผลลัพธ์ตื่นใจยิ่ง ฉากงานเลี้ยงอัปยศผูก4m3w2d-13ขึ้นจากลูกเล่นพื้น ๆ เพื่อขู่เข็ญกักกันตัวละครหญิงภายในกรอบภาพโดยอุปมาเข้ากับขีดจำกัดที่สังคมสร้างขึ้นมา432-004กดขี่สตรีเพศ ดังมีตัวอย่างจากฝีภาพท้าย ๆ ของฉากอาดีเรียกโอทิเลียมาซักซ้อมความเข้าใจกันก่อนเข้างานเลี้ยง จากภาษาและเส้นสายลายภาพจะเห็นเหมือนร่างโอทิเลียถูกขึงรัดไว้ด้วยลายพาดขวางของโครงหน้าต่าง มุนจิอูตอกย้ำแนวคิดดังกล่าวด้วยการหมั่นแทรกภาพโอทิเลียพาตัวเองฝ่าผ่านทางเดินบังคับเลี้ยวแคบ ๆ คล้ายเป็นการจำลองกลไกการกดขี่บงการเพศหญิงของสังคมคอมมิวนิสต์ในฉบับเชาเชสกู โดยมิพักต้องกล่าวถึงการสะท้อนภาวะตึงเครียดทางชนชั้นในระบอบสังคมนิยม ผ่านพฤติกรรมยโสสามหาวน่าหมั่นไส้ของแขกเหรื่อปัญญาชนที่เอาแต่วางก้าม ดูแคลนภูมิหลังของโอทิเลีย สมดังผลการศึกษาของสองนักสังคมจิตวิทยาชาวฮังกาเรียน คือ ยอร์จ คอนราด(George Conrad) และอิวาน เซเลนนี(Ivan Szelenyi)ที่เคยตีความว่า ชนชั้นปัญญาชนของระบบคอมมิวนิสม์ก่อตัวและสะสมอำนาจผ่านช่องโหว่ของภราดรภาพจอมปลอม

4m3w2d-4

จุดเด่นอีกประการในงานของมุนจิอูอยู่ที่เหลี่ยมคูในการไล่ต้อนตัวละครหญิงด้วยโจทก์สารพัดขนาน ไม่ว่าจะเป็นปากเหยี่ยวปากกาพวกผู้ชายเอาแต่ได้ หรือหูตาทางการกับการจ้องจับพิรุธวัวสาวสันหลังหวะ มุนจิอูขุดหลุมพรางสร้างความไขว้เขวตลอดเวลาด้วยการตอกย้ำความอ่อนแอของตัวละครหญิงควบขนานไปกับปลุกเร้าสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนโอทิเลียฉกเครื่องมือหากินจากกระเป๋าของเบเบไว้เพื่อป้องกันตัว หรือ การมาของเงาตะคุ่มผลุบโผล่เหมือนมีผู้ชายคอยตามด้อม ๆ มอง ๆ โอทิเลียระหว่างเธอเดินตัวปลิวไปยังป้ายรถเมล์ ไหน4m3w2d-15จะเสมียนโรงแรมหน้าเดิมจู่ ๆ ก็อ้างว่าทำบัตรประจำตัวของเธอหายและซักข้อมูลจากโอทิเลียเพิ่มเพื่อยืนยันตัวตน ตลอดจนกาบิตากับเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกเมื่อพบว่าทุกอย่างผิดคาด การขัดขืนไร้ความหมายดุจเดียวกับขนมที่เธอหอบหิ้วมาฝากหมอ สองสาวไม่ได้รับการเหลียวแลประคับประคองเชิงโครงสร้างไม่ว่าจากตัวบทหนังเอง ศาสนา หรือกลไกของสังคมปิตุลาธิปไตย

ด้วยชั้นเชิงสลักเสลาขั้นเทพของมุนจิอู 4M 3W & 2D จึงมีหลายเลื่อมริ้วความหมายไว้รองรับมุมมองเหลี่ยมต่าง ๆ และสลับลายเล่าเรื่องจากระนาบต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ระนาบหนึ่งเป็นการโพนทะนากลไกของเครื่องจักรการเมืองของเชาเชสกู อีกระนาบหนึ่งก็เป็นการตีแผ่ภาพความเด็ดเดี่ยวของลูกผู้หญิงในการเอาตัวรอดท่ามกลางภาวะแตกแยกและแปลกแยก ระนาบที่สามคือปฏิบัติการหักเหลี่ยมเฉือนคมระบบราชการเผด็จนิยมที่รังแต่จะบ่อนทำลายปัจเจก นอกจากความหมายหลายซับหลายซ้อนดังกล่าวแล้ว สาระสำคัญอีกประการของหนังเห็นจะได้แก่การสร้างความตระหนักถึงการทำแท้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามบ้านเมืองโรมาเนียเป็นทุรยศและเสื่อมทรามถึงขีดสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ น้ำหนักนัยแฝงของการดิ้นรนทำแท้งจึงเทหนีจากพฤติกรรมลุแก่บาปไปสู่ปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อต่อต้านนโยบายของเชาเชสกูและองค์ความรู้ทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังดูเหมือนหนังจะยอมรับว่าวิบากกรรมของตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์นั้นเป็นเรื่องทำนอง ผู้หญิงรับเคราะห์ ผู้ชายก่อกรรม

4m3w2d-18

นอกจากนี้ยังมีการหยอดย้ำคุณลักษณะของสังคมท้องเรื่องในช่วงคริสตทศวรรษ 1980 ผ่านตัวละครและเสี้ยวเหตุการณ์ไว้ตลอดรายทางของ 4M, 3W & 2D ยกตัวอย่างเช่น การพาดพิงถึงเด็กชายผู้หากินเป็นล่ำเป็นสันกับกิจการจัดหาบุหรี่ หมากฝรั่ง เทปคาสเส็ต จากโลกตะวันตก มุนจิอูให้ข้อมูลเสริมละเอียดยิบเพื่อตอกย้ำถึงความเข้มงวดและกักขฬะของระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์ในแบบฉบับเชาเชสกู แม้แต่กิจกรรมสัพเพเหระยังดูเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ภาพชาวโรมาเนียเลือดตาแทบกระเด็นอยู่กับการต่อรองแลกเปลี่ยนข้าวของ ย่อมบ่งบอกสภาพแร้นแค้นภายในโครงสร้างเศรษฐกิจยุคนั้นได้ชัดเจนยิ่ง เงินมีมูลค่าสูงขึ้นแต่ก็หายาก ผู้คนจำต้องตั้งราคาค่างวดทุกอย่างออกมาเป็นสินค้าไม่เว้นแม้แต่เรือนร่างผู้หญิง กล่าวสำหรับฉากงานเลี้ยงขณะที่คนหยิบมือหนึ่งเอมโอชอาหารรสเลิศ ขณะที่คนหยิบมือหนึ่งเอมโอชกับอาหารรสเลิศ คนหมู่มากกลับต้องมีชีวิตยากแค้นลำเค็ญ

หลังจากก้าวขึ้นเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ในค.ศ.1965 นิโคไล เชาเชสกูชิงเดินหมากตีตัวออกห่างจากสหภาพโซเวียตด้วยการปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นในโรมาเนีย(เขาสาบานตนเป็นประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้งลวงโลกในค.ศ.1974) แต่ขณะเดียวกันกลับสมาทานระบบเศรษฐกิจแบบสตาลินนิสม์โดยปรับให้เข้ากับปัจเจกชนของชาติชนิดที่เจ้าตัวสตาลินเองเห็นแล้วต้องอิจฉา หนึ่งในผลงานสุดฉาวโฉ่ของเชาเชสกูคือ การออกกฎหมายห้ามทำแท้งในค.ศ.1966 และการออกระเบียบการมอบเหรียญเชิดชูเกียรติและให้รางวัลสมนาคุณแก่แม่ลูกดก ตลอดจนสร้างค่านิยมการมีบุตรมากว่าเป็นขยายเผ่าพันธุ์สังคมนิยม เชาเชสกูล้างสมองผู้คนให้เห็นดีเห็นงามกับแนวคิดที่ว่าในเมื่อสตรีอายุต่ำกว่า 45 ปีลงมายังไม่มีพันธกิจในด้านศาสนาและคุณธรรม ดังนั้นพวกเธอก็สมควรแบกรับพันธกิจการเป็นแม่ จะเห็นได้ว่านโยบายต่อต้านการทำแท้งบุตรของเชาเชสกูมิได้เกิดจากเจตจำนงเดียวกับของโลกตะวันตกและไม่ได้เป็นผลจากศรัทธาต่อบาปบุญคุณโทษแต่อย่างใด ตลอดห้วงเวลา 23 ปี ของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีผู้หญิงสังเวยชีวิตไปกับกระบวนการทำแท้งเถื่อนร่วมครึ่งล้านคน จำนวนลูกกำพร้าทั่วบ้านทั่วเมืองย่อมประจานถึงมาตรฐานระดับผักปลาของชีวิตคนโรมาเนีย

4m3w2d-7

การทำหมายเหตุแห่งยุคสมัยถ้าจะให้อยู่ในระยะปลอดภัยอาจแฝงมาในรูปของการหยอกเอินเพียงเบาะ ๆ แต่ 4M, 3W & 2D กลับผ่ายิงมุขตลกแทงใจดำใจและตีแสกหน้าเอาดื้อ ๆ ดังจะเห็นได้จากเหล่าตัวละครในหนังล้วนมีระดับธาตุทรหดสูงผิดมนุษย์มนา คนเหล่านี้หัวหกก้นขวิดกับมรสุมชีวิตจนโชกโชน แม้แต่ความใจง่ายรักสนุกของกาบิตาก็อาจเป็นวีรกรรมหากไม่เอานิยายกับบาปบุญคุณโทษ ถ้อยตำหนิจากเพื่อนชายโทษฐานโอทิเลียลืมนำดอกไม้ติดมือมาอวยพรแม่ของเขาย่อมบ่งชี้ว่าข้อวิตกจริตของเขานั้นเป็นแค่หยดน้ำเมื่อเทียบกับมหาสมุทรความกลัดกลุ้มพะวักพะวงในห้วงคำนึงของโอทิเลีย โดยมิพักต้องกล่าวด้วยว่าตัวโรงแรมเองก็เก็บงำชุดข้อเท็จจริงอันย้อนแย้งแทงใจดำในตัวเองเป็นที่สุด ด้วยว่าหลืบหนึ่งก็มีการกำจัดผลผลิตอันไม่พึงประสงค์ของการสมสู่ไป ส่วนอีกพื้นที่หนึ่งก็มีการจับจองเพื่อจัดงานฉลองของคู่สมรสกันไป มิใยต้องกล่าวถึงฉากสุดท้ายด้วยว่าโอทิเลียและกาบิตาจะว่ายังไงกับเนื้อเป็นถาด ๆ ที่พนักงานประจำคอกต้อนรับลูกค้ากุลีกุจอสรรหามาประเคน อาจกล่าวได้ว่า แม้จะตั้งมั่นในเมตตาธรรมเพียงใด แต่งานของมุนจิอูกลับแพรวพราวด้วยลูกแขวะลูกประชด

432-002แปลจาก
1. Hoberman, J., 2008. “Gone Baby Gone – – The heroines of 4 Months, 3 Weeks and 2 Days don’t get to play pregnancy indie-cute”. http://www.villagevoice.com/film/0804,hoberman,78918,20.html
2. Goswami, Chiranjit. 2007. “4 Months, 3 Weeks and 2 Days / 4 luni, 3 saptamani si 2 zile”. http://www.notcoming.com/reviews/4months3weeksand2days/
3. Porton, Richard. 2008. “Not Just an Abortion Film: An Interview with Cristian Mungiu”. http://www.cineaste.com/articles/not-just-an-abortion-film.htm
4. Walters, Ben. 2008. “Heartbreak Hotel”. http://www.bfi.org.uk/sightandsound/review/4146