enyxynematryx

Posts Tagged ‘Lars Von Trier

แถวนี้แม่งเถื่อน ไม่แนวจริงอยู่ไม่ได้

leave a comment »

คนพวกนี้ทำหนังไร้หัวนอนปลายเท้า สักแต่สนองตัณหาภาษาภาพยนตร์ รสนิยมและความเป็นจริงตามที่เห็น  มาร์ก  กัสซินอาสาไปสำรวจว่า แถวๆ ฐานที่มั่นกองกำลังปฏิวัติโลกภาพยนตร์นั้น เถื่อนและแนวขนาดไหน

ลองนึกภาพตัวเองอยู่ในมหานครแห่งภาพเคลื่อนไหว(kineopolis) อันแน่นขนัดด้วยหนังจากทุกชาติ มิผิดกับห้องสมุดอเล็กซานเดรีย ระหว่างทอดน่องผ่านรโหฐานอันโอ่โถงนั้นให้ลองจินตภาพว่าจะมีหนังเรื่องใดแผดเสียงเล็ดลอดออกจากหูฟังบนชั้นวางและชั้นลองออกมาเหมือนมวลนกแก้วจากคาคบยูกาลิปตัสและฝูงลิงแฝงต้นไทร หนังเรื่องใดจะมีเสียงบาดแก้วหูที่สุด  หามิได้เป็นแน่สำหรับงานจากวิลเลียม  วายเลอร์(William  Wyler)  ฌอง  เรอนัวร์(Jean  Renoir) หรือรอแบรต์  เบรอะซ็อง(Robert  Bresson) บรรดาเด็กในคาถาบาแซ็ง หรืองานจากสตีเฟน  เฟรียส(Stephen  Frears) เจีย ฉาง เค่อ(Jia  Zhangke) มาร์กาเรเธอ ฟอน ทร็อตตา(Margarethe von Trotta) โหว เชี่ยว เฉียน(Hou Hsiao-hsien) จอร์จ  คิวกอร์(George  Cukor) หรือ อังลี(Ang Lee) เพราะก่อนที่เสียงจากงานของผู้กำกับที่เอ่ยนามข้างต้นจะปรี่มาถึงโสตประสาทของเรา ไม่แคล้วมีอันถูกงานจากผู้กำกับต่อไปนี้ตัดหน้าเสียก่อน ไม่เชื่อลองฟังเสียงกู่หอนทางลวดลายจาก Santa Sangre ของ(อเลฆานโดร)ยาโดโรสกี(Alejandro  Jodorowski)  Tetsuo ของ (ชินยะ)ทสุกาโมโตะ(Shinya Tsukamoto)   Freaks ของ(ท็อด)บราวนิง(Tod Browning)  The Devil Is a Woman ของ(โยเซ็ฟ) ฟอน ชแตรนแบร์ก(Josef von Sternberg)  ทุกภาพจากงานของ(เฟรเดอริโก)เฟลลีนี(Federico Fellini) ภาพติดอ่างจาก(ลาร์ส)ฟอน ทริเยร์(Lars von Trier) และอีกเสียงที่ขยี้โสตประสาทคือ งานของ(แอนเดรส)ซูลอฟสกี(Andrzej Żuławski)

แล้วคุณจะอดเฉลียวใจขึ้นมาไม่ได้ว่าอณูเสียงกล้าตายเหล่านี้ล้วนมาจากพวกที่ดำดิ่งไปขลุกอยู่กับจิตใต้สำนึก หาไม่ได้สักรายที่จะรู้จักเหตุและผล และประพฤติตนตามทำนองคลองธรรม ฉันใดก็ฉันนั้น เดวิด  ลินช์(David  Lynch) กาเตอรีน แบรยา(Catherine Breillat) และทาคาชิ  มิอิเกะ(Takashi  Miike)ไม่ใช่เด็กปั้นชื่อกระฉ่อนในชั่วข้ามคืน แต่พวกเขาปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งงานหนังจากปรภพขึ้นมาอาละวาดเบื้องบน

ทุกทศวรรษ ทุกแห่งหนมีคนทำหนังนอกคอกถือกำเนิดและคุณต้องเงี่ยหูฟังพวกเขา กระทั่งก่อตัวเป็นหวอด  ลองนึกย้อนยังขนบการผลิตงานของซีซิล  บี  เดอมิล(Cecil  B.  DeMille)  มาร์แซล  เลอบิเยร์(Marcel  L’Herbier)  เอริก ฟอน สโตรฮาม(Erich  von  Stroheim)  โยวานนี  ปาสโตรเน(Giovanni  Pastrone) ใน Cabiria หรือ บัสเตอร์  คีตัน(Buster  Keaton) ใน The General  ก็จะได้ตระหนักว่าทศวรรษ 1910 ถึง 1920 นั้นเป็นยุคของการหลีกหนีความจำเจ

เพ่งพินิจในความลุ่มหลงโทรโข่งของริตวิก  กาทัก(Ritwik  Ghatak)  ความบากบั่นของกุลชา(Gulzar) (เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาเพลงดั้งเดิมยอดเยี่ยมจาก Slumdog Millionaire หลังคร่ำหวอดในวงการประพันธ์และกำกับผลงานเอกอุมากว่าทศวรรษ)และข้อเท็จจริงที่ว่าหนังอินเดียหลายต่อหลายเรื่องพลิกแพลงมาจากเทพปกรณัม กอปรกับการถือคติที่ว่าน้ำจินตกรรมฝันเฟื่องทางดนตรีเชี่ยวก็อย่าเอาเรือสัจนิยมไปขวาง กระทั่งเป็นที่โจษจันและจดจารว่าหนังภาษาฮินดี(หรือที่รู้จักกันในนาม บอลลิวูด – – Bolliwood)นั้นสำออยฟูมฟายไม่มีบันยะบันยัง

จากนั้นขอให้พิจารณาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ยุคเฟื่องเฟ้อ อันตกราวทศวรรษ 1950 ตอนที่ยูซูฟ  คาฮีน(Youssef  Chahine)  เคนเน็ธ  แองเกอร์(Kenneth  Anger)  เสี่ยว จิน(Xie  Jin) และกาทัก หัวไม่ได้วางหางไม่ได้เว้นอยู่กับการเร่งผลิตงานอยู่ในอียิปต์  สหรัฐ  จีน และอินเดียตามลำดับ จนชวนให้สำคัญไปว่ามีขบวนการปลดปล่อยออกอาละวาดทั่วโลก ยังไม่รวมถึงนักผลิตงานแนวบิดเบือนความจริงในคาถาไอเซ็นฮาวเออร์ ตัวการสำคัญในการตัดต่อพันธุกรรมจากหนังอันมีแบบแผนให้กลายเป็นกระบอกเสียง  ราวหนึ่งทศวรรษให้หลัง กระแสมองโลกด้านลบระลอกใหม่ก็แผ่อานิสงส์ในทางสืบสานเจตนารมย์เถื่อนๆ ให้ยิ่งกำเริบเสิบสาน(โปรดนึกถึง Salo ของปาโชลินี)และเปิดประตูระบายกระแสดีเดือดต่อผลงานจากดูซาน  มาคาเวเยฟ(Duzan  Makavejev)  วาเลอเรียน  โบรอฟชิก(Walerian  Borowczyk)  เคน  รัสเซล(Ken  Russell)  มาริโอ  บาวา(Mario  Bava) และ มาซามูระ  ยาสุโซะ(Masamura  Yasuzo)

จากต้นทศวรรษ 1970 กับความหลอนหม่นวิปลาศและคึกครื้นในสารบบโรงหนังชั้นเลวและโกโรโกโสในนิวยอร์คและสกาลาของลอนดอน  สุดท้ายขอให้หวนรำลึกท่าทีของผู้กำกับอย่างปาโชลินี  ชิบริล  ดิอ็อป  มัมเบตี(Djibril  Diop  Mambety)แห่งเซเนกัล โอกาวะ  ชินสุเขะ(Ogawa  Shinsuke) ผู้กำกับสารคดีชาวญี่ปุ่น นักบุญอุปถัมภ์องค์สุดท้ายของสาวกที่กล่าวมา คือ แวร์เนอร์  แฮร์โซก(Werner  Herzog)ซึ่งล้วนเชื่อว่าโลกกำลังเสื่อมถอยฟอนเฟะถึงขีดสุดและสาปส่งโลกสวยหรูตามน้ำคำของรุสโซ  แต่นอกเหนือจากลีลาวิตถารในการกระชากความสนใจแล้ว คนทำหนังเหล่านี้มีจุดร่วมในประการใดอีกบ้า้ง

ประการแรก พวกเขากรวดน้ำคว่ำขันกับเอกภาพของกาล และอวกาศตามหลักของอริสโตเติล และหันไปเนรมิตท้องเรื่องอัปลักษณ์และตลุยไปทั่วทุกพหุพิภพ  ประการที่สอง พวกเขาไม่ได้จมปลักอยู่ในพื้นเพใดพื้นเพหนึ่ง งานของพอล  เวอร์โฮเวน(Paul  Verhoeven) เอาไบเซ็กชวลก็ได้ เอาใจคนดูก็ดี   บัส  เลอมาน(Baz  Luhrmann)นับถืออารยธรรมดิสโก บอลลิวูด เชคสเปียร์ และแซร์จิโอ  ลีโอเนต่างบุพการี  ประการที่สาม จินตภาพของพวกเขาอุบัติจากดวงวิญญาณที่เหตุการณ์ความรุนแรง หรือไม่ก็ชวนเสียจริตฝากรอยฝังลึกแห่งประสบการณ์ไว้ให้  แบบแแผนไม่ใช่สาระสำคัญในงานของเขาเหล่านี้ อย่าไปเทียบกับงานมาตราสูงส่งฝีมือบรมผู้กำกับอย่างคิวกอร์  ฟอร์ด  ฮอว์คส์ โรช และทาปัน  สินหาผู้กำกับมือทองแห่งอินเดีย  หามิได้ มันคือ สัตว์ประหลาด คลุ้มคลั่ง เหมือนภูเขาไฟเซ็นต์ เฮเลนสยามปะทุ ดังคำให้สัมภาษณ์ของเดวิด  ลินช์

ความเกลียดชังลัทธิบริโภคนิยมตามสันดานมาร์กซิสต์  การถูกกดขี่จากเจ้าอาณานิคม ความหื่นกระหายทางเพศ เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยจุดระเบิดการสันดาปพลังวิปลาสของผู้กำกับเหล่านี้ บางกรณีก็เป็นความขยาดกลัวภาวะร่วมสมัยและเรือนกาย(ขอคารวะทสุกาโมโตะ  ชินยะ) หรือแม้แต่การมีส่วนร่วมในหน้าประวัติศาสตร์ พลังขุมดังกล่าวก็เป็นโทษมหันต์กับการปวารณาตนต่อแบบแผน สารรูปของหนังเหล่านี้จึงพยศสิ้นดี เหมือนเพ้อเพราะฤทธิ์ไข้ และไม่มีแก่จิตแก่ใจจะมอบสาระอันที่อยู่ในทำนองคลองธรรม

พลังงานเหล่านี้คงไม่ได้มีอยู่แต่ในคราบภาพยนตร์  และสักแต่หลอกล่อ สร้างความตื่นเต้นแก่คนดู หาไม่บรรดาผู้กำกับคงไม่พร้อมใจกันปล่อยภาควิปริตของตนออกมาอาละวาดตามอำเภอใจหรือตั้งมั่นกับการโต้ตอบสังคม นักแหกกรงมายาคติของเราคือเสือติดจั่นในท่วงความถี่เดียวกับอาร์  ดี  แลง(R.  D.  Laing)  ฌ็อง-ฌาคส์  รุสโซ(Jean-Jacques  Rousseau)   เอ็ดเวิร์ด  มุงค์(Edvard  Munch)  วิลเฮล์ม  ไรฆ์(Wilhelm  Reich)  วินเซ็นต์  แวน  โกะ(Vincent  van  Gogh) และ(ยูกิโอะ)มิชิมา(Yukio Mishima) เป็นอาทิ  หากอะคิลัสมีแก่ใจรับชมรับชมผลงานเบรอะซ็องและปารัดยานอฟสักเป็นหนสองเสียหน่อย เขาย่อมได้หามจั่วกับจริตของอพอลโล ก่อนจะไปหามเสากับสัญญาจากไดโอนิซุส

จินตนาการที่ว่ากิจกรรมสร้างสรรค์นับเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งผุดพรายตลอดรายทางวิวัฒนาการทางการคิดของมนุษย์ และที่เป็นล่ำเป็นสันกว่าใครเพื่อนก็คือในระบบคิดฮินดู  เจ้าแม่กาลี(Kali)ในฐานะผู้ให้กำเนิดและทำลายล้างเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของเหล่าจอมพยศ(เคนเน็ธ  แองเกอร์เทิดทูนจนอดอัญเชิญมาล้อเลียนไม่ได้)

การพาดพิงถึงเจ้าแม่กาลีและภาควิปริต(มิสเตอร์ไฮด์)นำมาซึ่งข้อสงสัยที่ว่า เหตุใดผู้ที่หันมาเอาดีกับการหามเสาถึงได้เป็นผู้ชายเสียมาก อย่างกับงานสังสรรค์ทิ้งทวนความโสดไม่มีผิด 50 รายชื่อในบัญชีดำมีผู้ชายเป็นกำลังสำคัญ แม้ว่าวีรา  ชิติโลวา(Vera  Chytilova)จะปักธงชัยได้อย่างสมศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับ แบรยา  แคลร์  เดอนีส์(Claire  Denis) แซลลี  พ็อตเตอร์ (Sally  Potter) และเจ้าแม่ทั้งหลายอย่างแม  เวสต์(Mae  West)  ลิเลียนา  กาวานี(Liliana  Cavani)  เลนี  ไรเฟนชตาลห์(Leni  Reifenstahl)  เจน  แคมเปียนให้อรรถาธิบายไว้ไม่นานมานี้ว่า จิตไร้สำนึกเป็นดั่งเดรัจฉานขี้อาย  จึงต้องสำรวมอยู่ในจริตจก้าน ซึ่งผิดกันหลายตำบลกับเจตจำนงของนักแหกกรง ก็พอฟังขึ้น ไหนๆ ก็ไหนๆ ใยไม่ยืดอกสามศอกสารภาพถึงอิทธิพลของนักวิจารณ์เพศชายต่อสีหนาทบันลือในมหานครภาพเคลื่อน

มีีอีกประเด็นให้พึงสังวรณ์  บรรดาขบถเหล่านี้มีใครชักจะกินบุญเก่านานเกินไปบ้าง  แหงอยู่แล้ว  แหนงหน่ายอาเบล  เฟอร์เรรา กับโบรอฟชิกขึ้นมาวันใดก็คงต้องกลับไปพึ่งใบบุญเบรอะซ็อง แต่ถึงยังไงอาการขาดหนังไม่ได้ ขาดการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์แล้วจะเป็นจะตายอันหนักข้อรุนแรงเกินหน้าเกินตาผู้กำกับทั่วๆ ก็เป็นเสน่ห์ที่ยากจะตัดบัวไม่เหลือใยกับลูกหลานไดโอนิซุสเหล่านี้ พวกเขาคงลงแดงหากไม่ได้เสพสัมผัสหนัง พวกเขาไม่ได้หาประโยชน์จากหนัง หนังต่างหากที่ใช้พวกเขาเป็นร่างทรง  ทั้งก็รู้ถึงชะตากรรมน่าอเน็จอนาถดังกล่าว ด้วยเหตุดังนั้นต้องยกย่องคนพวกนี้ในฐานะหนูลองยา พวกเขาสลักเสลางานภาพยนตร์ พวกเขาอยู่หน้าเตาเฝ้าหลอมหล่อ  พวกเขาพลีหัวใจจากเบ้าดุจเดียวกับพระเยซูใน The Last Temptation of Christ

เก็บความจาก

Cousins, Mark. July 2012. The Wild Bunch. http://old.bfi.org.uk/sightandsound/feature/49563

Advertisements

บัญญัติหกประการเพื่อปลอบขวัญสาวกมารสำนัก Antichrist

with one comment

ด้วยเกียรติของการวิจารณ์(A CRITICAL VOW OF CHASTITY)

บทความนี้ไม่ได้มุ่งยกย่องหรือเหยียบย่ำ

Antichrist ไม่ได้ทุเรศตาหรือหาดีไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจนับเป็นสุดยอดผลงาน หนังเรื่องนี้เป็นผลงานช่วงปลีกวิเวกของศิลปินผู้กำลังพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก แต่ไม่ถึงกับธาตุไฟแตกเหมือนที่เจ้าตัวพล่ามเป็นบ้าเป็นหลังในครั้งแถลงข่าวที่เมืองคานส์ ทว่าบรรดาเหยี่ยวข่าวสายภาพยนตร์ก็ไม่น่าขวัญอ่อนกับงานชิ้นนี้เสียขนาดนั้น แต่จะว่าไปนับแต่ฟอนทริเยร์(Lars  von Trier)เข้าวงการก็พอจะเห็นหน้าเห็นหลังแล้วว่าเขาไม่แคล้วต้องประสบกับวิกฤติเข้าให้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ในค.ศ.1991 ฟอนทริเยร์ในวัย 35 หอบงานว่าด้วยการล้างเผ่าพันธุ์ที่ชื่อ Europa ไปฉายที่เมืองคานส์(หนังเรื่องนี้ออกฉายในสหรัฐด้วยชื่อ Zentropa) ตัวหนังชุมนุมไว้ด้วยสุดยอดฝีมือระดับนานาชาติสารพัดสาขาของวงการ ฟอนทริเยร์ฝังเขี้ยวเล็บและวาดลวดลายด้านภาพระดับโลกไว้ในงานยิ่งกว่าครั้งใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการออกแบบงานสร้างและการเร้าปฏิกิริยาจากการรับชม ฟอนทริเยร์อิ่มเอิบด้วยราศีคอปโปลาแห่งยุโรปจับ

ขณะที่ Dogville นำเสนอความเป็นไปในสหรัฐอเมริกาแห่งคริสตทศวรรษ 1930 ได้คมคายเหนือเมฆยิ่ง แต่เหตุอาชญากรรมอิงประวัติศาสตร์ในภาพกว้างของมนุษย์ใน Europa อันมีสภาพยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นท้องเรื่อง กลับมีแต่ความคลุมเครือ อลังการ และไม่สมจริง ฟอนทริเยร์ฉุนขาดที่พลาดรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ถึงกับปรามาสโรมัน โปลันสกีผู้เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินว่า “เตี้ยเอ้ย”

งานพหุภาคชิ้นล่าสุดนั้นกลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่บังเกิดแก่ฟอนทริเยร์

กิตติศัพท์ของฟอนทริเยร์ขจรขจายเป็นไฟลามทุ่ง จากการกำกับหนังชุดออกอากาศทางโทรทัศน์เรื่อง The Kingdom งานลูกผสมระหว่างแนวสยองขวัญ น้ำเน่าและการแพทย์ประโลมโลกย์ เขากำจัดส่วนเจริญหูเจริญตาตามขนบหนังศิลป์ออกจนเหี้ยน แต่หันไปเข้าคลุกวงในของบทบาทการแสดง การใช้กล้องไร้ขาตั้ง และลวดลายการลำดับภาพอันดุดัน บ้าบิ่น ฟอนทริเยร์ได้ดิบได้ดีจากลีลาถึงลูกถึงคน ไม่มีกรอบตายตัว คติการทำงานดังกล่าวกลายมาเป็น Dogme 95

เบื้องลึกเบื้องหลัง: แ้ม้ตัวผู้เขียนจะไม่เคยได้จับเข่าพูดคุยกับเขา แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตผู้เขียนเคยรับงานเขียนบทให้ฟอนทริเยร์

ครั้งนั้นฟอนทริเยร์วุ่นอยู่กับการเตรียมงานถ่ายทำ Breaking the Waves ผู้อำนวยการผลิตมาว่าจ้างผู้เขียนให้รื้อบทหนังของฟอนทริเยร์ บทดังกล่าวเป็นวีรกรรมสุดพิลึกของเรื่องของบารอนอุงเงิน ฟอน สแตร์นแบิร์ก ขุนนางเชื้อสายเยอรมัน-รัสเชียนที่มีตัวตนอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ เขาถวายงานรับใช้พระเจ้าซาร์ ในค.ศ.1921 เขาอาสาเป็นโต้โผขบวนการต่อต้านบอลเชวิกในภูมิภาคไซบีเรีย และเถลิงอำนาจการปกครองเหนือดินแดนบางส่วนของมองโกเลีย ที่สำคัญ เขาคิดการใหญ่ถึงขั้นจะเกณฑ์ไพร่พลนักรบชาวพุทธในเอเชียภายใต้การบังคับบัญชาของเขากรีฑาทัพเข้ายึดยุโรป ฮิมเลอร์เทิดทูนคนผู้นี้เป็นปูชนียจารย์ บทดั้งเดิมฝีมือฟรีดริก โกเร็นชไตน์(Fridrikh Gorenshtein)(ผู้เขียนบท Solaris ให้อังเดร ทาร์คอฟสกี)นั้นหากไม่เพราะสำนวนแปลไม่ได้ความก็นับเป็นผลงานออกป่าออกทะเลชิ้นสำคัญ

ผมเสนอให้เริ่มต้นจากการอธิบายรายละเอียดของโครงสร้า้งฉากต่อฉาก ตามที่วางแผน หาทางออกแก่ร่างเดิมตามสูตรของผู้เขียน พอรื้อเสร็จสรรพก็รีบเสนอบทสำนวนล่าสุด ฟอน ทริเยร์แทบจะฉีกโครงการเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและหันไปขอดัดแปลง The Possessed งานเขียนของดอสโตเยฟสกีมาใช้แทน ผู้อำนวยการผลิตรับหน้าเสื่อประกาศท่าทีของฟอน ทริเยร์มาแจ้งว่า เขามองว่าผลงานของผู้เขียนดีมาก เขาไม่สะดวกจะพบ พูดคุย หรือข้องแวะกับผู้เขียนไม่ว่าทางใดทางหนึ่งกับผู้เขียนเป็นการถาวร

บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ค่าจ้างงามและจ่ายทันใจ

[1]
อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ
(THOU SHALT NEVER TRUST THE TELLER)

ถูก ผมอยู่ในศิลในธรรม แต่ผมไม่อยากให้หนังของผมอยู่กับร่องกับรอย และผมก็ไม่อยากให้คุณมองผมเป็นพ่อพระ ผมอยากให้คุณนึกถึงผมในด้านอำมหิต ดื้อด้าน และความเป็นปุถุชน – – ลาร์ส ฟอน ทริเยร์

ศิลปินผู้ปราดเปรื่องระดับบรมครูบางรายปวารณาตนแก่การสร้างงานเพื่อสะท้อนและตอกย้ำถึงคุณงามความดีและคติธรรมสุดแล้วแต่จะถูกขัดเกลามา มากกว่าจะเห็นแก่ศิลปะ  คนเหล่านี้ประกาศตนขึงขังว่าตนคือปูชนียบุคคลหัวจรดเท้า ถึงพร้อมด้วยศิลธรรมและภาวะวิญญูชนอันควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หาใช่วางท่าเป็นศิลปิน ชื่นชมสุนทรียะไปวัน ๆ แต่ก็แน่ละพวกเขาหมกมุ่นกับบุคลิกภาพปรุงสร้างดังกล่าวเสียจนน่าจะไปยึดอาชีพศาสดา  มีคนประเภทนี้เกลื่อนกลาดในสหรัฐ ไม่ว่าจะมาในคราบศิษย์ก้นกุฏิของอีเมอร์สัน(Emerson) หรือจะเป็นธอโร(Henry David Thoreau) วิทแมน(Walter Whitman) มิลเลอร์(Arthur Miller) ตลอดจนเคอรูแอก(Jack Kerouac) แต่ที่มีสาวกมากเป็นลำดับต้น ๆ ต้องยกให้ดอสโตเยฟสกี(Fyodor  Dostoyevsky)และโตลสตอย(Leo Tolstoy) อย่างไรก็ดี อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็มีข้อได้เปรียบในแง่ภูมิหลังทางวัฒนธรรม และเคยมียุคสมัยของการดิ้นรนหาหนทางสร้างความปรองดองระหว่างสำนักคิดทางเทววิทยากับลัทธิการเมือง

แต่รักจะผลิตงานตามอำเภอใจ ก็ต้องทำใจอยู่เหมือนกันในทุกวันนี้ ดังเช่นที่นอร์แมน  เมลเลอร์(Norman Mailer)ค้นพบสัจธรรมในช่วงปีท้าย ๆ ของชีวิตว่า คุณไม่มีศาสนาเพื่อขอชำระบาปก็เลยหันไปพึ่งใบบุญโทรทัศน์และสื่อสารมวลชนแทน และการสาปสูญไปของการจรรโลง สืบสาน หรือเซ็งลี้อุดมการณ์การเมืองอันพอฝากผีฝากไข้ได้ คุณก็เลิกวิงวอนให้ผู้คนหันมาตื่นตากับการมีวิวัฒนาการพิสดารของธาตุเจ้าเรือนของคุณ และความเอาแน่ไม่ได้กลายเป็นเรื่องไว้อำเล่น

ฟอนทริเยร์เองก็จมปลักอยู่ในลับแลวิปลาสนี้เช่นกัน เขาไม่อาจดับไฟแห่งความเชื่อ ความกังขา ความดื้อด้าน  การเติบใหญ่มากับวัตรปฏิบัติเคร่งครัดผิดมนุษย์มนาในสังคมบุบผาชน ความกลัว  ความโลเลของแม่บังเกิดเกล้า(เธอสารภาพบนเตียงอันเป็นที่ตายว่าสามีของเธอไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้าของฟอนทริเยร์) เขาชักแม่น้ำทั้งห้าในทำนองเดียวกันนี้ที่คานส์ราวกับว่า Antichrist จะไม่อาจยืนบนลำแข้งตัวหนังเองได้  ฟอนทริเยร์กลายเป็นประดิษฐกรรมตามคตินาโบคอฟ(Nabokovian invention) เสกสรรค์ปั้นแต่งภาพตนเองเหมือนคนลวงโลกใฝ่สูง หลังจากฝ่าฟันคลื่นลมทางศิลปะฟอนทริเยร์ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือของแท้

ในบรรดาผู้กำกับยุโรปรุ่นอายุต่ำกว่า 60 ปี ฟอนทริเยร์ถือว่าสร้างผลงานระดับสุดยอดและเกือบสุดยอดไว้มากกว่าใคร จะเป็นรองก็แค่อัลโมโดบาร์(Pedro Almodóvar) คราวนี้เขาสำเนาความจอมปลอมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ความตกต่ำของฟอนทริเยร์มาพร้อมกับวิกฤติรอบด้านของวงการหนังศิลป์ โดยมีสัญญาณชัดแจ้งคือ มรณกรรมของแอนโทนิโอนี(Michelangelo Antonioni)และที่ชิดเชื้อเข้ามาหน่อยก็คือเบิร์กแมน(Ingmar Bergman)ผู้มีพื้นเพเป็นสแกนดิเนเวียน  การจากไปของเบิร์กแมนยากจะหักห้ามไม่ให้คิดว่าโลกหนังศิลป์อาจไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว

ในความเถรตรงทรงพลัง Antichrist เหมือนจะเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบวิกฤติทางสถานะศิลปินของฟอนทริเยร์  ทั้งยังมีความวิตกอันใหม่ในด้านด้วยเศรษฐกิจและวัฒนธรรม คนทำหนังตกอยู่ใต้แอกพลังพาณิชยนิยมของหนังแนวฮอลลิวูด ความรุนแรงในหนังอุจาดและสยองขวัญมักต้องมุดหัวอยู่ในโรงฉายเฉพาะกลุ่มและในหนังอย่าง Un chien andalou  Mesh of the Afternoon  Salo  Hiroshima mon amour  Persona  และ Prenom Carmen  กิจการหนังศิลป์ทรงอานุภาพในการถ่ายทอดพฤติกรรมสุดโต่งของมนุษย์อย่างเป็นกิจลักษณะและำเป็นกลาง  มีทั้งการพึ่งพาอาศัยและฝ่าด่านศักยภาพของสกุลงานอันหมิ่นเหม่ตามแนวชายขอบทั้งหลายไปพร้อมกัน

แต่เพราะโลกเผชิญภาวะถดถอยทั่วถึงกันหมด บรรดาผู้มีจิตใจคับแคบต่องานโป๊เปลือยและสยองขวัญมีอิทธิพลและพลังดลบันดาลเหนือผู้กำกับหนังศิลป์จนน่าอิจฉาและน่าหวาดระแวง  Antichrist เจือแต้มด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอันเป็นผลจากมรณกรรมของหนึ่งในบิดาบังเกิดเหล้าในทางศิลปะ ฟอนทริเยร์ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งด้วยการยำใหญ่ทางภาษา จินตภาพและกฏการเล่าทั้งหลายทั้งปวงของงานอนาจารและความถ่อยเถื่อนในงานตระกูลฆาตกรบูชายัญ รวมตลอดจนเปิดโอกาสให้งานตระกูลที่กล่าวโลดแล่นไปในโครงสร้างงานประโลมโลกย์ตราบใดที่ไม่ออกป่าออกทะเล

เขาประกอบวีรกรรม ราวกับลูกชาย”แสนดี”ขี้ขึ้นหัว และพยายามทุกวิถีทางเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งความหวังในการกอบกู้กิจการของครอบครัวที่ผู้เป็นพ่อปลุกปั้นมาด้วยความภาคภูมิและศรัทธา

[2]

อย่าเอานิยายกับวาทะขึงขังจากผู้สื่อข่าวผู้นอนไม่เต็มตื่นและเมาค้างในเมืองคานส์
(THOU SHALT NOT TAKE WHAT HUNGOVER,  SLEEP-DEPRIVED JOURNALISTS AT CANNES SAY ABOUT ANY MOVIES COMPLETELY SERIOUSLY)

หากการเจื้อยแจ้วของฟอนทริเยร์ในการตั้งวงสัมภาษณ์กับสำนักข่าวน่าสมเพชแล้วไซร้ น้ำำคำในท่าทีตอบสนองต่อ Antichrist ของเหยี่ยวข่าวก็คงเข้าขั้นเพ้อเจ้อ อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นผลงานที่ก่อให้เกิดการตีความผิดพลาดในวงกว้างมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ดังจำต้องซ้อมความเข้าใจเสียใหม่ในบางประเด็นต่อไปนี้

หามิได้ หนังหาได้หากินกับความถ่อยเถื่อน  กว่าจะมีความรุนแรงระลอกแรกโผล่มาในหนังก็ต้องรอจนล่วงเข้า 20 นาทีสุดท้ายของหนัง มิใยต้องกล่าวด้วยว่าเป็นภาพความรุนแรงอันแสนกะปริดกะปรอยและไม่ค่อยจะถึงลูกถึงคนเอาเสียเลย

หามิได้ ฟอนทริเยร์ไม่ได้ล้อเลียนหรือสุกเอาเผากิน ในแง่การใช้โครงสร้า้งการลำดับภาพโยงสลับภาพเหตุการณ์ร่างเด็กล้มฟาดพื้นกับเสื้อผ้าถูกดูดเข้าเครื่องปั่นแห้ง อันนับเป็นคาบการเล่าที่ทั้งติดตาและชวนขำเหมือนคาบเหตุการณ์เด็กหญิงผจญแมลงป่องใน The Wild Bunch ของเพ็คกินพาห์Sam  Peckinpah)ไม่มีผิด  หากนึกสนุกขึ้นมาฟอนทริเยร์ก็พร้อมด้วยประการทั้งปวงที่จะอำ(The Boss of It All,  The Five Obstructions,  และบางส่วนของ Dogville) แต่ในครั้งนี้เขาไม่ได้หวังผลเช่นนั้น(ก็น่าคิดอยู่ หนังอาจเข้าท่ากว่านี้หากครื้นเครงขึ้นอีกสักนิด)

ไม่ Antichrist ไม่ได้น่าเบื่อไร้ที่ติ  สีสันสดเข้มสมจริง สมราคาแอนโทนี  ดอด  แมนเทิล(Anthony  Dod  Mantle) ผู้กำกับภาพคู่บารมีฟอนทริเยร์ นับแต่ตั้งแต่ Dogville  การแสดงก็ยอดเยี่ยม แม้ว่าตัวละครจะมีพัฒนาการเหนือความคาดหมายจนขาดความสมจริง และมีปฏิกิริยาโต้ตอบน่าผิดหวัง  แก็งสบูร์ก(Charlotte  Ginsburg)และดาโฟ(William Dafoe)ตีบทแตกกระจายสุดฤทธิ์สุดเดช และตรึงคนดูอยู่หมัด  เลือดศิลปินในตัวฟอนทริเยร์มีส่วนสำคัญยิ่งในการขจัดปัจจัยขัดขวางหนังมิให้น่าเบื่อเหมือนงานของเดวิด  ลินช์(David Lynch)ผู้ซึ่งฟอนทริเยร์พยายามเจริญรอย  ฟอนทริเยร์และคณะกล้าได้กล้าเสียโดยระดมแม่ไม้แก้ง่วงสารพัดอันเกิดจากอัจฉริยะในการใช้ภาพ เสียง และ กำกับท่าทาง  พรสวรรค์ข้อนี้ คอยฉุดรั้งมิให้ฟอนทริเยร์ว่อกแว่กไปกับภยันตรายอันอาจเกิดขึ้นขณะเมามันกับแนวคิดบ้าบิ่น Dancer in the Dark ก็มาในรอยนี้  การชมงานชิ้นนั้นจึงเหมือนกับถูกสะกดให้ดูรถพุ่งชนกันแล้วชนกันอีก  กับ Antichrist นั้นเหมือนจะถอดใจกับแนวทางดังกล่าว แต่ก็เปล่า

[3]

สำมะหาอันใดกับความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
(THOU SHALT NEVER COME COMPLETELY CLEAN)

“ในแง่เอกานุภาพ นัยของโลกบรรพกาลที่ผู้ประพันธ์เนรมิต มักจะหมายถึงมรณกรรมของผู้บริสุทธิ์ บรรพชนมนุษยชาติก้มหน้ารับความกลัวในการสังวาสกับพลังชั่วร้าย” วอลเทอร์ เบนยามิน(Walter Benjamin) ใน “Goethe’s Elective Affinities”

ฉากยอดเยี่ยมอันดับสองของ Antichrist เกิดจากการขยุมสอดคาบเหตุการณ์คู่แต่งงานกำลังร่วมเพศกันเข้ากับภาพทารกพลาดตกจากหน้าต่างถึงแก่ชีวิต  ก็เป็นดังที่นักวิจารณาตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า้เป็นการเปรียบเปรยถึงการที่มนุษย์ถลำตัวให้อำนาจใฝ่ต่ำเข้าครอบงำ

นับเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่หนังใช้สภาพแวดล้อมอันเป็นตัวแทนโลกปัจจุบันเป็นฉากหลัง จังหวะของผ้าผ่อนในเครื่องปั่นแห้ง เข้าขาเป็นเยี่ยมกับท่วงลีลากำซ่านเริงสวาทของเรือนร่างสองผัวเมียขณะตะกรุ้มตะกรามประกอบกามกิจระหว่างซักผ้า

หนึ่งในปัจจัยแห่งความเยี่ยมยอดก็คือทุกองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง ทารก เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นแห้ง หยาดหยดน้ำ ล้วนคลุกเคล้าสังวาสกันถึงไหนถึงกันในแง่ลวดลาย ไม่มีการแตกแถวไม่ตั้งตนเป็นตัวอ้างอิงความหมายตามขนบการเล่าแบบเ้หตุและผลแต่เก่าก่อน  ฟอนทริเยร์เนรมิตภาพฝันออกมาบริบูรณ์ได้ภายในหนึ่งกระบวนเพลงการเล่านับเป็นการใช้กระสุนนัดเดียวเด็ดปีกนกทั้งฝูงไม่มีผิด

คาบการเล่านี้ถึงพร้อมด้วยรสชาติสลด ขำขัน ปลุกราคะ ดุดัน สยองขวัญ สภาพความเป็นจริงถูกแปรรูปเป็นมายาคติ คู่ผัวเมียและเด็กเปี่ยมล้นด้วยความเป็นปุถุชน

[4]
ไม่พึงทรมานผู้ชายเพื่อริบองคชาต
(THOU SHALT NOT SUFFER A MAN TO HAVE A PENIS)

ตัวละครเอกเพศชายในหนังของผมล้วนแล้วแต่โง่งมโข่ง ขณะที่้ผู้หญิงจะดูเ็ป็นผู้เป็นคนและใกล้เคียงความเป็นจริืงมากกว่า  ผมประดิษฐ์ประดอยบุคลิกผู้หญิงในหนังทุกเรื่องของผมไว้อย่างนั้น

อาจถือเป็นเรื่องด้านกลับของญาณทัศนะ ฟอนทริเยร์ไม่เคยต้องมีเรื่องหนักใจกับผู้หญิง แต่กลับต้องกุมขมับเพราะพวกผู้ชาย

ตัวละครเพศชายในหนังของเขาหากไม่เข้าตำราพ่อพวงมาลัยหรือขี้หงอ(ฌ็อง มาร์ก บาร์(Jean-Marc Barr) ใน Europa รวมตลอดจนพลเมืองส่วนใหญ่ใน Dogville) ก็โฉด อำมหิต(บรรดาผู้ก่ออาชญากามใน Breaking the Waves และหัวขโมยและโจรปล้นสวาทอย่างเดวิด มอร์ส(David Morse)ใน Dancer in the Dark และพฤติกรรมของสเตลเลน สการ์สการ์ด(Stellan Skarsgard) ใน Dogville) หรือไม่ก็ดูยังไงก็ไม่มีน้ำยา ไร้ราศีชายชาติอาชาไนยในสภาพเดียวกับสการ์สการ์ดใน Breaking the Waves

บุคลิกภาพของพอล เบตตานี(Paul Bettany)ใน Dogville ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ของฟอนทริเยร์ เขาก้าวพ้นทิฐิของตนสู่ปริมณฑลแห่งสุดยอดฝีมือ และผลผลิตจากการหมักบ่มความอ่อนโยนเข้ากับความเหี้ยม ความเป็นปุถุชนแต่หลงตน ความเฉลียวฉลาดและมองการณ์ไกลคือ บุคลิกของพอล เบตตานี การชั่งตวงส่วนผสมอย่างถี่ถ้วนดังกล่าวฟ้องเป็นนัยว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีตัวละครเพศชายได้รับการฟูมพักเยี่ยงนี้

ความพินาศของพันธมิตรนับเป็นเรื่องน่าเวทนาและเป็นอุทาหรณ์ Dogville จึงเป็นงานเปี่ยมเอกลักษณ์ ถึงพร้อมทั้งความลึกซึ้งและเป็นสากล

ภาพลักษณ์ของตัวละครเพศชายใน Dogville เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมจริงตามค่านิยมสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมโยงเข้ากับเนื้อนาบุญและน้ำใจอันประเสริฐ จิตวิญญาณอันทรงพลังของลูกผู้หญิง

หลายฉากหลายตอนของ Antichrist เจริญรอยตามแนวทางจิตวิทยานาฏกรรมชีวิตสมรสของเบิร์กแมน(Bergman-esque marital psychodrama) โดยมีการขับเคี่ยวระหว่างเพศหญิงอันเป็นที่รวมขุมพลังฝ่ายอารมณ์ และสังหรณ์  กับเพศชายผู้ยึดถือหลักเหตุและผลตามแบบมนุษย-โลกียวิสัยนิยม  บางคาบเหตุการณ์ในเรื่องนั้นถึงขั้นราวกับจะโขกออกจากแม่พิมพ์ Through a Glass Darkly(ดาโฟแทบจะเป็นแฝดต่างวัยของแม็กซ์ ฟอน ซีดอฟ(Max von Sydow))ทั้งในด้านการขับเคลื่อนอิริยาบถและการใช้เสียงส่งผลให้สัมพัทธภาพระหว่างสองนักแสดงชายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ แถมยังเคยสวมบทเป็น พระคริสต์มาแล้วด้วยกันทั้งคู่ ติดอยู่แค่ตรงที่ต้องไม่นำบุคลิกภาพงมโข่ง หัวช้า เปิดเผย อารมณ์ดี สุภาพ ของดาโฟมาพิจารณาร่วม(บทหมอ-สามีของฟอน ซีดอฟในงานของเบิร์กแมนไม่เป็นเอามากขนาดนั้น) ด้านแก็งสบูร์กก็ฝีปากคมคาย(หมอวินิจฉัยว่าฉันซึมเศร้าโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ หรือฉันกลัวในสิ่งที่ไม่มีตัวตน) ฟอนทริเยร์เล็งผลเลิศว่าคนดูจะยอมรับวิบากกรรมของดาโฟโดยดุษณี เพราะตามโครงสร้างหนังสยองขวัญแล้ว คนที่ลบหลู่พลังเหนือธรรมชาติเช่นเขามักมีอันไม่ได้ตายดี ปัญหาก็คือ คนจำพวกนี้มักไม่มีโอกาสลอยหน้าลอยตาอยู่ในหนังได้นานเท่าดาโฟจนพอจะเที่ยวให้ได้ปากพล่อยเข้าหูคนดูได้ล่วงรู้ถึงการมาของสิ่งที่คนพวกนี้จาบจ้วงล่วงเกิน

[5]
อย่าตกหลุมพราง
(THOU SHALT NOT BE FOOLED)

ฟอนทริเยร์เป็นศาสนิกชนหรือไม่เมื่อวัดจากหนังของเขา ใช่หรือไม่ว่านี่อาจเป็นเหตุผลให้เขาอุทิศ Antichrist ให้แก่ทาร์คอฟสกีผู้เคร่งศรัทธาและเคยประกอบวีรกรรมอันเป็นที่โจษขานในฐานะศาสนิกชน   เปล่าเลย ฟอนทริเยร์กระเดียดจะเป็นพวกสัจนิยมมหัศจรรย์ เพียงแต่ขอหยิบยืมบรรดาภาพตัวแทนและเครื่องทรงของศาสนามาบดขยี้ขนบของสุนทรียะสัจนิยม

สุนัขจิ้งจอก กวางและกาอันเป็นเครื่องทวนความทรงจำถึงตำนานสามขอทานใน Antichrist มีที่มาที่ไปตามกุศโลบายนี้

มารผจญเหล่านี้มีความเสมอจริง ปฏิกิริยาเป็นธรรมชาติ มีที่มาที่ไป ต้องตรงสอดคล้องกับการนำเสนอบนจออันเปี่ยมอัจฉริยภาพของฟอนทริเยร์ ฟอนทริเยร์ไม่อยู่กับร่องกับรอยชั่ววูบก็เมื่อสิ่งเหนือธรรมชาติปรากฏโฉมและประกาศสัจธรรม(ฉากจบของ Breaking the Waves บทเพลงใน Dancer in the Dark หรือสตรีเจ้าของใบหน้าอันเป็นปริศนาผู้อ้างตนเป็นธรรมชาติในตอนจบของ Antichrist)

ฟอนทริเยร์มีจุดยืนร่วมกับทาร์คอฟสกีตรงที่ต่างก็สาปส่งความชั่วช้าและทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากตามประสามือถือสากปาถือศีลเกินเยียวยาของโครงสร้างอำนาจพลังโลกียนิยม ไม่ว่าจะมาในรูปการถล่มชุมชนใจไม้ไส้ระกำที่กระทำกับเอมิลี วัตสันใน Breaking the Waves บยอร์กใน Dancer in the Dark คิดแมนใน Dogville หรือนักมนุษยนิยมเสรีนิยมหน้าไหว้หลังหลอกอย่างเบตตานีใน Dogville และดาโฟใน Antichrist

[6]
อย่าจับปลาสองมือ
(THOU SHALT NOT ALWAYS BE ABLE TO HAVE IT BOTH WAYS)
“ผมไม่ได้แบ่งแยกชายหญิงในหมู๋ตัวละครของผม ก็แค่ทึกทักกันเอาเองว่าข้อใดเข้าข่ายความเป็นหญิง อันที่จริงองค์ประกอบเหล่านั้นก็มาจากตัวผม แต่ผมก็ไม่ใช่ผู้หญิงถูกไหม”

อันนี้ต้องชี้แจงให้กระจ่าง ผมไม่ใช่ผู้หญิง ให้มันรู้ดีรู้ชั่วกันไปข้างหนึ่ง ก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมอาจจะเป็นก็ได้ ผมเป็นผู้หญิงอเมริกัน หรือ ผมเป็นผู้หญิงอยู่ร้อยละ 65″ – – ลาร์ส ฟอนทริเยร์

เจตนารมย์ในการปลูกถ่ายนาฏกรรมงานศิลปะภาพยนตร์แนวจิตวิทยาลงในเนื้องานสยองขวัญเป็นทั้งน้ำทิพย์และยาพิษแก่ Antichrist การเคี่ยวไม่ได้ที่ดังกล่าว ส่งเป็นเป็นความคลุมเครือแก่บทบาทของแก็งสบูร์ก กล่าวคือ จะเป็นผู้ทรมานกับโรคทางจิตเวชก็ไม่ใช่ หรือร่างทรงของมารก็ไม่เชิง

การเฉลยว่าเธอเคยทำร้ายเด็กในช่วงฤดูร้อนก่อนที่เด็กจะเสียชีวิต ถือเป็นการทำลายคุณค่าทางจิตวิเคราะห์ของบทแก็งสบูร์กไปจนหมด

มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรตามหลักวิชาระบุว่าเธอฝังใจและตกอยู่ใต้อำนาจของการไปพักฟื้นในป่า คนดูก็อาจพอจะยกประโยชน์ให้จำเลยได้ว่าคงมาในอีหรอบเดียวกับ The Shining กล่าวคือ จะพบความจริงในท้ายที่สุดว่าผีนั้นมีอยู่จริง เธอคืออวตารภาคดุร้ายของธรรมชาติ ความเป็นเพศแม่ขนานแท้ แต่เราจะยึดเกณฑ์ใดมาสรุปว่าผู้หญิง-ธรรมชาติคือมารร้าย ในทางศาสนจักร สตรีเพศและมารมีอยู่ทุกหนแห่ง ป่า ก้อนหิน แม่น้ำ ฝูงนางนวล กระนั้นหรือ หรือเพ่นพ่านอยู่เฉพาะถิ่นชนบทแถบซีแอตเติลเท่านั้น ชะรอยฟอนทริเยร์จะเมามันกับการเชิดชูความเป็นชายชาติอาชาไนยมากกว่าทุกครั้งและเลยเถิดจนกู่ไม่กลับ

พอคนดูชักจะทำใจได้กับพฤติกรรมของแก็งสบูร์กในคราบปิศาจจอมอาฆาตออกปฏิบัติการจองเวรตามขนบหนังสยองขวัญ แต่พอเธอกระหน่ำห้องเครื่องของดาโฟด้วยท่อนไม้และคำรามว่า แกจะทิ้งฉัน ก็ไม่เหลือเค้าอุโฆษแห่งพลังทำลายล้างฝ่ายธรรมะของเจ้าแม่ทางเทววิทยาสูตินรีปางดุร้ายหากเหมือนจะเป็นอาการคลุ้มคลั่งของแอนนี ฮอลเสียมากกว่า นอกจากนี้การขันเกลียวความสยองขวัญด้วยฉากล่ามขาดาโฟไว้กับลูกตุ้มก็ดูขัดแข้งขัดขามากกว่าลื่นไหลเพราะชวนให้นึกถึงภาพความรุนแรงที่ผู้ชายลงมือต่อสตรีผู้ถูกสงสัยว่าเป็นแม่มด ดังที่แจกแจงสรรพคุณในบทของแก็งสบูร์ก   พฤติกรรมของหญิงบ้าอาละวาดไหนเลยมาในรอยเดียวกับการทรมานเพศแม่

ดูเหมือนฟอนทริเยร์จะแยกแยะไม่ออกระหว่างพลังลี้ลับของลูกผู้หญิงผู้เป็นเบี้ยล่างกับประวัติศาสตร์การผูกปีทรมานทรกรรมสตรีเพศ ความรุนแรงทั้งสองชนิดโคจรมาทับเส้นทางกัน จากการเป็นสัญลักษณ์ของชายชาติอาชาไนยผู้กดขี่ ดาโฟผ่า้เหล่าไปสู่การเป็นผู้ถูกตอนอันเป็นพิมพ์นิยมของผู้หญิงรุ่นบรรพชน จุดนี้เองนับเป็นการทำลายขนบหนังสยองขวัญ แถมเขายังสวมวิญญาณสาวรุ่นรายล่าสุดผู้ปฏิเสธความตายจากคมมีดของฆาตกรต่อเนื่องอย่างเจสันในหนังสยองขวัญภาคต่อเป็นผลสำเร็จ  ส่วนผู้หญิงมีเลือดมีเนื้อตัวจริงอย่างแก็งสบูร์กก็แค่มาเพิ่มความสมเหตุสมผลแก่การมีเพศสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณและชวนให้เข้าใจว่าปฏิบัติการจองเวรเพศชายเป็นวาระส่วนตัว

การให้เหตุผลแบบน้ำขุ่น ๆ หรือกล่าวให้แคบเข้าก็คือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ของหนังไม่อาจผูกโยงเข้ากับระดับภาวะเหนือธรรมชาติได้สนิท หากไม่นับความเจนจัดเป็นกรณี ๆ ไป ต้องถือว่าฟอนทริเยร์ล้มเหลวในการขมวดรวมและการบรรลุวิถีแห่งการเล่า หรือดีขึ้นมาหน่อยก็คือทำผลงานทั้งสองด้านออกมาไม่น่าสนใจพอ

โชคยังเข้าข้างอยู่บ้างเมื่อหนังเดินทางผ่านเข้่าช่วงสองในสามของเรื่อง คาบเหตุการณ์ปรับดุลยภาพก็โผล่เข้ามาจัดระเบียบธาตุพื้นฐานของหนังให้กลับเข้าที่เข้าทาง

เสียงระงมคร่ำครวญจากข้าง ๆ กระท่อมที่เคยมีบทบาทเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว ตามรังควานแก็งสบูร์กไม่หยุดหย่อน เธอและคนดูพากันคิดว่าเป็นเสียงโหยหวนเพราะความทรมานของหน่อเนื้อ แต่เอาเข้าจริงเด็กนั่นกำลังเล่นซน ยิ้มร่า เธอเปรยว่าเธอจำได้ว่าเสียงนั่นราวกับเสียงของคนใกล้ตาย คาบเหตุการณ์นี้เปิดช่องให้แก็งสบูร์กสำแดงสัญชาติญาณในการประเมินเหตุการณ์ การทะยานล่องในจังหวะอันลงตัวกับพิกัดในแกนระนาบความคิดว่าด้วยการเสียสละและความเป็นแม่พระ เหตุการณ์ซึ่งอุบัติซ้ำผ่านแฉกการกระจายตัวของความอาดูรไม่เพียงทายทักโศกนาฏกรรมของเด็ก หากยังให้ข้อมูลความสูญเสียทั้งหมดอีกด้วย การจากไปของคนที่เรารักย่อมนำมาซึ่งความโศกเศร้าเหลือแสนจากการสูญเสียผู้เป็นที่รักอาจเป็นพอจะเป็นหนังตัวอย่างของความอาลัยต่อการจากไปของสรรพสิ่ง แต่ก็คงไม่อาจสะท้อนได้ครบถ้วน

แก่นความคิดของเรื่องทั้งเปี่ยมด้วยความเสมอจริงและยำใหญ่สารพัดพอจะถือได้ว่าเป็นงานชั้นดี ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อมองย้อนกลับมาในภายภาค 2-3 ปีหน้า สถานะของ Antichrist จะเด่นชัดในฐานะภาพร่างของงานชิ้นเอกอุอันเป็นการเรียกศรัทธาล้นหลามคืนสู่ผู้กำกับนามลาร์ส วอนทริเยร์อีกครั้ง ณ เบื้องหน้าโน้น

จบ

แปลจาก

Gross, Larry. 2009. ‘THE SIX COMMANDMENTS OF THE CHURCH OF THE ANTICHRIST’. http://www.filmlinc.com/fcm/so09/antichrist.htm


ต้นทุนการทำให้เลือดที่กรีดในพิธีร่วมสาบานตกตะกอน; บทเรียนจาก Mifune

leave a comment »

 

mifune-0131
ผงาดขึ้นชั้นขาใหญ่ในแวดวงอินดี้ไปแล้วสำหรับพี่เอื้อยแห่งสำนัก Dogme 95 (ออกเสียงเป็น ด็อกมา และเขียน Dogma 95 ในภาษาอังกฤษ, อ้างตาม “คำสาบานเพื่อหนัง” ในwww.thaifilm.com) แต่ก่อนที่ตลาดหนังอเมริกันจะระส่ำด้วยคลื่นความดิบที่พล่านกระพืออยู่ใน The Idiots ของเขา–ลาร์ส ฟอน ทริเยร์(Lars Von Trier) ส่งมือกระบี่ไวกิ้งส์รุ่นน้องยกพลขึ้นบกเพื่อทิ้งระเบิดปูพรมหัวหาดอเมริกาเหนือไปแล้วสองระลอก นำโดย “พี่รอง” โธมัส วินเทอร์เบอร์ก(Thomas Vinterburg) กับ The Celebration ติดตามมาด้วย “น้องสาม” เซอร์เร็น คราก์ห ยาค็อบเซน(Søren Kragh-Jacobsen) กับ Mifune

mifune-0061ปฏิญญาด็อกมา 95 คือ ความเห็นพ้องร่วมกันของคนทำหนังกลุ่มหนึ่งที่มุ่งจะผลิตงานโดยเงื่อนไขทั้งสิ้น 10 ประการ แต่ที่โดนเด่นเป็นหัวใจนั้นประกอบด้วย; จะถ่ายทำ/บันทึกภาพโดยใช้เพียงกล้องแฮนด์เฮลด์เท่านั้น ประการหนึ่ง เรื่องราวที่ดำเนินไปในหนังจะต้องยึดอยู่กับสถานที่จริง หรือ สภาพที่แท้จริงโดยปราศจากการปรุงแต่งดัดแปลง อันหมายรวมไปถึง บรรดาส่วนปลีกย่อยล้นเกินที่โดยปรกติจะต้องถูกกำจัดหรือกีดกันไว้นอกตัวหนัง อาทิเช่น เสียงจอแจอื้ออึงจากรอบข้างที่เกิดขึ้นขณะถ่ายทำพึงจะต้องได้รับสิทธิให้เข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของหนังอีกประการหนึ่ง และถ้าจะให้บรรลุถึงความเป็นด็อกมา 95 โดยสมบูรณ์แบบก็ควรจะเป็นการถ่ายทอดทั้งอารมณ์และการกระทำของคนที่อยู่ในหนังโดยรักษาภาพที่เกิดขึ้นในลักษณะประหนึ่งปรากฏการณ์อยู่เสมอ ในที่นี้ผู้โลดแล่นอยู่นั้นอาจเป็นเจ้าของเรื่องราวนั้นจริง ๆ โดยที่ไม่ได้ถูกจับสวม ดังนั้น จึงไม่จำเป็นสำหรับการเลือกใช้เฉพาะนักแสดงมืออาชีพ ซึ่งความสดดิบระดับนี้สามารถสัมผัสได้ใน The Idiots งานของลาร์ส ฟอน ทริเยร์

แต่จะเป็นไปได้ละหรือที่ภายใต้ความกดดันทั้งจากข้อห้ามทางสุนทรียศาสตร์และความจำกัดทางเทคนิคเช่นนี้นายหนังจะสามารถรีดเค้นความคิดสร้างสรรค์มาบรรจุและเฟ้นหาวิธีการแปลกใหม่ถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานที่ลงตัวเหมาะเจาะและเป็นตัวของตัวเอง เดิมพันดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในหลายเหตุผลทำให้บรรดาคอหนังขนานแท้พุ่งเป้าความสนใจมายังคนทำหนังกลุ่มที่เรียกตนเองว่า ด็อกมา 95 นี้ด้วยแรงปรารถนาที่จะได้เป็นสักขีพยานแห่งชัยชนะในการพิสูจน์สมมติฐานของปวงปราชญ์นายหนังผู้มุ่งคติสูงสุดคืนสู่สามัญพอ ๆ กับที่จะได้เห็นกับตาถึงความล้มเหลวของหมู่ผู้ร่วมสมคบคิดตั้งปฏิญญา โทษฐานที่เป็นนายช่างหนังที่ไม่รู้แม้แต่วิธีการถ่ายภาพให้ออกมาดูรื่นตา แม้ดูจะอหังการจนน่าหมั่นไส้แต่ปฏิญญาด็อกมา 95 ก็สามารถบันดาลผลให้เกิดเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาอย่างน้อยรางวัลจากเทศกาลหนังแห่งเบอร์ลินที่ Mifune ได้มาก็คงเป็นที่ประจักษ์

mifune-001

Mifune ถูกถักทอขึ้นมาด้วยเรื่องราวที่มีคนปัญญาอ่อนเป็นแกนกลาง สอดแทรกด้วยความรักที่เข้ามาทักทายโดยไม่ทันจะรู้ตัว ความรู้สึกของบ่าวสาวข้าวใหม่ปลามันที่จำต้องพรากจากกันนับแต่คืนแรกของการร่วมเรียงเคียงหมอนและย้อมด้วยภาพคนที่ต้องกระเสือกกระสนวิ่งหนีมายาการแห่งอัตลักษณ์ที่สร้างขึ้นมาเอง; คริสเต็น(Kresten – – รับบทโดย แอนเดอร์ส ดับเบิลยู เบอร์เธลเซน – Anders W. Berthelsen) เป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีชีวิตอยู่อย่างหรูหราสุขสบายในเมืองหลวง เพียงคืนแรกในชีวิตการแต่งงานชีวิตเขาก็เริ่มยุ่งเหยิง mifune-011เมื่อได้รับแจ้งข่าวว่าพ่อซึ่งไม่ได้พบหน้าค่าตากันมาร่วมสิบปีเสียชีวิตลง และเขาก็ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อเข้าร่วมงานศพ ตลอดเวลาที่ผ่านมาในโคเป็นเฮเก้น คริสเต็นมักจะตอบใครก็ตามที่ถามถึงเรื่องครอบครัวว่าญาติโกโหติกาของเขาตายไปหมดแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกอับอายอดสูกับที่มาของตนเอง อันเนื่องมาจากชีวิตในวัยเด็กที่เติบโตมาอย่างแร้นแค้นในครอบครัวเกษตรกรที่นับวันมีแต่จะรอวันล่มสลาย

ดังนั้นการเดินทางในครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตที่คอยตามหลอกหลอนและคริสเต็นพบว่าตะกอนในจิตใจที่คิดว่าตกผลึกไปแล้วนั้นแท้ที่จริงเพียงนอนก้นรอเวลาถูกกวนให้ขุ่นอีกครั้งเท่านั้น ผู้เป็นพ่อจากไปพร้อมกับทิ้งมรดกชิ้นสำดัญไว้ให้ คือ รุด(Rud – – รับบทโดย เยสเปอร์ แอสโฮลต์ – Jesper Asholt)พี่ชายที่เป็นโรคบูแรดลีย์ ปัญญาพิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ วัน ๆ เฝ้าแต่คิดว่าเมื่อไหร่ที่มนุษย์ต่างดาวจะนำยานมาลงจอดที่ลานข้างบ้าน

mifune-007

หลังจากตกลงใจไม่ขอส่งตัวรุดไปอยู่สถานบำบัด เขาจึงต้องหาทางออกโดยการประกาศหาแม่บ้านมาดูแลพี่ชายแทน โดยที่ไม่รู้เบื้องหลังของว่าหญิงสาวที่เข้ามาสมัครงานคนนี้เคยเป็นโสเภณีมาก่อน คริสเต็นรับลิวา(Liva – – แสดงโดย ไอเบ็น เฮจ์เล – Iben Hjejle)เข้าทำงาน ลิวาเลิกจากอาชีพของคนไร้ทางออกด้วยเหตุต้องการหนีจากโทรศัพท์ลึกลับที่คอยคุกคามเธอไม่หยุดหย่อน ขณะเดียวกันก็ต้องการเงินไปเลี้ยงดูน้องชายของเธอด้วย สามชีวิตผูกพันกระสันแน่นเหนียวเพิ่มขึ้นตามลำดับ รุดเด็กวัย 5 ขวบในร่างผู้ใหญ่แม้จะยังคงสร้างปัญหาได้ไม่หยุดหย่อน แต่สายใยความเป็นพี่เป็นน้องดูเหมือนจะถูกทอดเชื่อมถึงคริสเต็นให้เห็นราง ๆ ดังจะเห็นได้จากท่าทีเอื้ออาทรด้วยการปั้นมุขลับระหว่างพี่น้องขึ้นมาสำหรับไว้ปรามทุกครั้งที่รุดควบคุมอารมณ์ไม่อยู่กับเรื่องที่โตชิโร มิฟูเน่พระเอกหนังซามูไรมาอาศัยอยู่ภายในชั้นใต้ดินของบ้าน คริสเต็นและลิวาต่างก็มีปัญหาเพราะการให้ค่ากับอดีตและอนาคตของทั้งสองฝ่ายสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

mifune-002

ดูเหมือนหนังกำลังจะสร้างเงาครอบครัวใหม่ของคริสเต็นขึ้นมาซ้อนครอบครัวเดิมที่อาจกล่าวได้ว่าหมดเชื้อไปแล้วเมื่อพ่อจากไป รุดในฐานะที่ บ้า/ไม่รับรู้เรื่องราว จึงไม่ใช่ตัวแทนบอกเล่าสะท้อนอดีต หากคือตัวอดีตที่คริสเต็นหวังจะใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องบำบัดความเจ็บปวดล้มเหลวที่เพิ่งพังทลายลง แต่อะไหล่อย่าง ลิวา ยังก้าวไม่พ้นขวากที่เคยตรึงคริสเต็นไว้กับความทรมาน คือ อดีตอันโสมมของเธอกับการเป็นโสเภณี เมื่อเธอต้องสิ้นเปลืองพลังไปกับการเก็บงำ ปกปิดและเฉไฉเรื่องราวเหล่านั้นเป็นอันมาก ความรักที่คริสเต็นมีให้จึงไม่สามารถแล่นตรงสู่หัวใจเธอโดยง่าย แต่สำหรับคริสเต็นความผิดพลาดที่แล้วมา ครั้งเดียวก็น่าจะเกินพอ และถ้ามีโอกาสที่สามารถจะ“ล้างไพ่”ในเกมชีวิตเก่าเพื่อเริ่มต้นใหม่ได้ ทำไมเขาจะไม่คว้าเอาไว้ ไหน ๆ ตะกอนก็ขุ่นคลุ้งกระจายขึ้นมาแล้ว และก่อนที่มันจะทิ้งตัวตลบกลับลงไปและนอนก้นในรูปเดิม เหตุใดจึงไม่ลองออกแรงจัดเรียงตะกอนเหล่านี้ให้อยู่ในรูปที่พึงใจเพื่อว่าในภายภาคหน้ามันอาจกลายเป็นผลึกอันงามกว่าที่เคย หรืออย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเสียเลย

mifune-0092สถานะ Mifune ในทำเนียบด็อกมา 95 อาจกล่าวได้ดังเท้าที่ถูกตัดให้พอดีกับรองเท้าก็คงไม่ผิด เมื่อพิจารณาจากภูมิหลังของผู้กำกับเซอร์เร็น ครากห์ ยาค็อบเซน ที่ถนัดกับการทำหนังเนื้อหาเรียบง่าย ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยน โดยมีตัวละครเด็กเป็นศูนย์กลาง ในงานนับแต่ในค.ศ.1978 ที่เขาแจ้งเกิดกับ Do You Wanna See My Beautiful Navel เรื่อยมาจนเข้าที่กับ Shadow of Emma ล้วนเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศและท่าทีละมุมละม่อมดังว่า ซึ่งยังสืบเนื่องปรากฏเค้าและฟ้องตัวเองออกมาให้เห็นในงานล่าสุดชิ้นนี้ด้วย ในภาคการผลิตที่แท้จริง ครากห์-ยาค็อบเซนลงมือถ่ายทำ Mifune ด้วยกล้องวิดีโอดิยิตอล ก่อนที่จะแปลงสัญญาณภาพและพิมพ์ลงฟิล์ม 35 มม. อาศัยความช่ำชองด้านวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นผลให้เนื้อภาพของหนังลำดับสามจึงไม่ทรมานสายตาเท่ากับที่หนังสองลำดับแรกจากสำนักนี้ฝากรอยไว้แก่คนดู แต่ความเนียนสดใสในระดับใกล้เคียงภาพยนตร์ปกติและความลับเกี่ยวเนื่องด้วยกล้องวิดีโอดิยิตอลไม่ดูสวนทางกับการปวารณาตัวสู่สามัญอันเป็นวัตรปฏิบัติที่สร้างชื่อและความศักดิ์สิทธิ์แก่สำนักนี้ดอกหรือ

ว่ากันตามเนื้อแท้นี่จัดเป็นงานชิ้นเล็ก ๆ ที่ได้ทั้งรสชาติกลมกล่อมและความนุ่มจากการเสพไม่น้อย บรรยากาศปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เสพกับตัวหนังคล้ายดังคนดูเป็นสมาชิกในวงล้อมสุราที่กำลังนั่งจดจ่อฟัง และคล้อยไปตามเรื่องราวจากปากของครากห์-ยาค็อบเซนอย่างไรก็อย่างนั้น แต่ครั้นพอเหล่าผู้ฟังเหลือบไปเห็นรอยสักประกาศซุ้มสังกัดแห่ง Dogma 95 พร้อมกันกับที่ผู้เล่าแค่นขืนลีลาการเล่าให้เข้ากับท่ามาตรฐานประจำซุ้ม เท่านั้นเรื่องราวและรสชาติซึ่งโดยพื้นฐานหมดจดและได้ที่อยู่แล้วในตัว มีอันต้องเปื้อนเปรอะเพราะการแต้มแต่งผสมปรุงผิดที่ผิดทางและสัดส่วน พาลกระทบถึงท่าที/เรื่องราวให้เสียกระบวนไปแทบทั้งหมด ด้วยพันธะต่อคำสาบานกระมังที่ผลักดันให้ครากห์-ยาค็อบเซนเลือกที่จะถ่ายทอดฉากที่ตัวเอกระเบิดความรู้สึกเมื่อพบว่าตนได้สูญเสียผู้เป็นพ่อไปแล้วให้ออกมาชนิดเผยให้เห็นฝีมือของ ฟอน เทรียร์ บรรเลงอยู่เพียบเช่นนั้น เฉกเช่นเดียวกับลูกเล่นอาศัยอำนาจตามความในปฎิญญาอีกเช่นกันที่ปล่อยเสียงอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์แทรกเข้ามาในหนังได้ mifune-0051แต่ครากห์-ยาค็อบเซนก็ทำได้ไม่ดีเท่ากับที่วินเทอร์เบิร์กทำไว้ใน The Celebration มิพักต้องกล่าวด้วยถึงบางฉากที่จงใจจะกระหน่ำความรู้สึกคนดูด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ร่ำ ๆ จะเข้าข่ายการถ่ายทอดภาพคนถูกข่มขืน นี่อาจนับเป็นการสมาทานบทบัญญัติของซุ้มสังกัดอย่างถึงพริกถึงขิงไปหน่อย

สำหรับผู้นิยมหนังที่มีบทรัดกุมเบ็ดเสร็จ Mifune ย่อมจะเต็มไปด้วยช่องว่างที่ทะลวงเข้าไปล้วงควักเอาจุดอ่อน จุดด้อยออกมาตีแผ่ได้สนุกปากไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยทีเดียว แต่ช้าก่อน ส่วนที่กล่าว มองอีกด้านก็เหมือนปลายด้ายหงิกงอที่โผล่แพลมออกมานอกผืนผ้าที่ถักทอโดยขาดความประณีตเท่าที่ควร ที่อาจถูกกระตุกไปใช้เป็นเงื่อนต่อเงื่อนของลายลูกไม้ที่นำมาต่อเติมได้ไม่สิ้นสุด ความยืดหยุ่นเช่นนี้ ต้องยกให้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของด็อกมา 95 ไม่เพียงเท่านั้นลักษณะของบทดังกล่าวเมื่อผนวกเข้ากับเงื่อนไขที่งานด้านภาพไม่ได้ยื่นมือมาเข้ามาช่วยลบ/เลือก มุมที่สวยมุมที่สื่อแก่นักแสดง จึงเป็นการท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้แสดงที่จะมารับงานในหนังสายพันธุ์นี้เพราะต้องวัดกันด้วยฝีมือล้วน ๆ ในส่วนของการแสดง นอกจากส่วนที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ บทพูดซึ่งอัดแน่นไปด้วยคำหยาบคายสารพัด เห็นได้ชัดว่าบทภาพยนตร์อันเกิดจากการทำงานร่วมกันของของครากห์-ยาค็อบเซน, แอนเดอร์ส ธอมัส เจนเซน(Anders Thomas Jensen) และเมอเกนส รูคอฟ(Mogens Rukov) ซึ่งแล้วเสร็จก่อนหน้าการเปิดกล้องเพียงสี่วัน

mifune-012

หลายต่อหลายครั้งที่ตัวละครมีพฤติกรรมไปในทางไร้เหตุผลและเช่นเดียวกับมีหลายเหตุการณ์ในหนังที่คำอธิบายถูกขมวดเก็บงำไว้ บางปมถูกพับทบซุกเก็บอย่างงุบงิบรวบรัด แต่บางปมก็ถูกกระตุกคลี่ขยายจนพิรี้พิไรตามแบบฉบับการเขียนบทของด็อกมา 95 ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่าเอกภาพและความคล้องจองระหว่างทีท่าหนังกับบุคลิกภาพของตัวละครในหนังซึ่งต่างก็อุดมอยู่ในตัวด้วยไวยากรณ์แบบการ์ตูน อารมณ์ตลก-ร้าย ไม่ค่อยเป็นมิตรแต่พร้อมจะอะลุ้มอล่วย ดังนั้นจึงไม่ต้องมีคำวินิจฉัยว่าขณะกำลังสาละวนกับการจัดระเบียบชีวิตmifune-010ให้น้องชายและจัดระเบียบหัวใจให้ตนเองพร้อมกันนั้นชีวิตส่วนที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจก็ต้องดำเนินต่อไปด้วย คริสเต็นเอาภรรยาตามกฎหมายไปเก็บไว้ส่วนไหนในความคำนึง เช่นเดียวกันมีใครเห็นบ้างว่าคนเขียนบทเอาเธอไป เก็บไว้ซอกไหนของหนังหลังจากเหตุการณ์ที่คริสเต็นพาเธอไปทำความตกลงกันที่อ่าวแห่งหนึ่งนั้นแล้ว และ พรมผืนงามราคาแพงลิบของนายจ้างไปกระตุ้นแรงบันดาลใจประเภทใดแก่ลิวา เธอถึงได้จงใจฉี่รดลงไปนอกจากนั้น สำหรับโสเภณีที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ การลงทุนซื้อเครื่องตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติไว้รับมือกับโรตจิตตามสายน่าจะง่ายกว่าการถอนรากถอนโคนชีวิตโดยพาตัวเองไปปะทะกับ “การคุกคามจากพวกจิตไม่สมบูรณ์” ตรง ๆ กับงานรับจ้างดูแลรุด แม้ว่า “การคุกคาม” จากรุดจะก่อผลในแง่ความละเหี่ยใจมากกว่าอาการขวัญผวาก็ตามที หรือ ลิวาก็เป็นอีกรายที่ต้องการ “ล้างไพ่” ชีวิตของเธอ

เหตุผลที่ผู้เขียนบท/กำกับเจาะจงเอา โตชิโร มิฟูเน่(Toshiro Mifune) นักแสดงผู้เป็นตำนานแห่งการภาพยนตร์ของญี่ปุ่น ให้มาเป็นดาราคนโปรดของคริสเต็นตามท้องเรื่อง(ซึ่งหมายจะให้กินความว่า บทเพลงสุดท้ายของมิฟูเน่ ; Mifune’s Last Song หรือในภาคภาษาเดนิชคือ Mifunes sidste sang)และกลายมาเป็นชี่อของหนังด้วยนั้นไว้ว่า เป็นความตั้งใจแน่วแน่ของ ครากห์ ยาค็อบเซน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือจับพลัดจับผลู และดูจะเป็นส่วนที่มีความสอดคล้องส่งรับเป็นมั่นเป็นเหมาะที่สุดระหว่างตัวละครกับพฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงของหนังเลยทีเดียว กล่าวสำหรับคริสเต็น ผู้ซึ่งผ่านชีวิตอย่างแสนเข็ญ ต้องเผชิญบททดสอบมากมายและไต่เต้าจนได้ดิบได้ดีขึ้นมา จะมีอะไรเป็นเครื่องปลุกปลอบใจได้ดีไปกว่าการได้รำลึกถึงและเปรียบเทียบช่วงชีวิตตนกับบทบาทซามูไรพเนจรไร้ความหมายที่ฮึกหาญขึ้นมาต่อสู่เพื่อผดุงความยุติธรรมในบั้นปลาย อันเป็นบทแห่งความทรงจำบทหนึ่งในชีวิตการแสดงของโตชิโร มิฟูเน่กับเจ็ดเซียนซามูไร(The Seven Samurai)ได้เล่า ครากห์-ยาค็อบเซน มุ่งมั่นขนาดเตรียมขออนุญาตนำภาพส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้มาประกอบเป็นฉากให้คริสเต็นดูวิดีโอเพื่อตอกย้ำว่าเขาชื่นชมบทนี้ของมิฟูเน่เพียงใด แต่เนื่องจากข้อขัดแย้งระหว่างโตโฮ บริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์กับผู้กำกับบรมครู อาคิระ คูโรซาว่า ความคิดนี้จึงเป็นหมันไป

ความพยายามของคนทำหนังในอันที่จะผสมผสานวิธีนำเสนอหลากรูปหลายแบบเพื่อผลดีจะตกแก่การถ่ายทอดเรื่องราวที่ผูกโยงกันอยู่ด้วยความคิดและมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมากนั้น พอจะใช้เป็นข้ออ้างยกประโยชน์ให้แก่จำเลยได้ แต่หลายครั้งใน Mifune ครากห์-ยาค็อบเซนก็ออกอาการเมาเซเสียศูนย์ด้วยฤทธิ์ยาดองด็อกมา 95 และแทบจะพาให้หนังหลงทางลื่นไถลพลัดตกจากหน้าผาฟยอร์ดสู่หุบเหวเบื้องล่างไปแล้ว หากไม่ได้พลังจากตัวละครซึ่งผ่านการคิด บรรจุความหมาย วางตำแหน่ง พัฒนาคลี่คลาย ให้มีชีวิตและโลดแล่นได้อย่างมีสีสันยิ่งบวกกับที่ได้นักแสดงฝีมือดีมารับบทเหล่านี้ mifune-0141มายืนปักหลักให้ตัวหนังยึดเกาะคว้าไว้เช่นเดียวกับคนดู ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเป็นผลจากการกลับตัวกลับใจได้ทันเวลาของผู้กำกับเอง ดังจะสังเกตได้ว่านับแต่ต้นเรื่องเรื่อยมา ครากห์-ยาค็อบเซนอาจพาตัวหนังไหลปะทะแตกฟองไปตามร่องน้ำสายด็อกมา 95 โดยตลอด แต่ในบั้นปลายเขาก็เลือกที่จะไม่ฝืนจบ Mifune ลงในแบบหักหาญเอาเป็นเอาตาย อณูปัญหาที่ตัวละครประสบซึ่งเคยฟุ้งกระจายไร้ระเบียบ ค่อย ๆ ทอดเรียงตัวดิ่งลงสู่ผิวพื้นแห่งความน่าจะเป็น หรือนี่จะเป็นสัญญาณชี้ว่าแม้แต่ผู้กำกับครากห์-ยาค็อบเซนเองก็ไม่วายเป็นไปกับเขาด้วยอีกคน ในฐานะที่สุดท้ายก็ต้องมาออกแรงจัดระเบียบตะกอนของตนให้เรียงตัวออกมาตามรูปการที่มุ่งหมาย หลังจากความเป็นตัวตนและที่มาต้องกระเจิงกระจาย ฟุ้งตลบเพราะ”หลงมนต์”ด็อกมา 95 อยู่พักใหญ่ !!!

แปลและเก็บความจาก
1. Champion, Edward. ‘Mifune’. http://www.24framespersecond.com/reaction/films/mifune.html
2. Lally, Kevin. ‘Mifune’. http://www.filmjournal.com/filmjournal/esearch/article_display.jsp?vnu_content_id=1000697403
3. Tatara, Paul.2000. ‘No-frill frustration in Mifune’. http://www.cnn.com/2000/SHOWBIZ/Movies/03/27/review.mifune